หมวด ปรัชญาจริยะ

เรื่อง :  มโนธรรม

Topic: conscience
ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม

ศาสนาทุกศาสนาสอนให้มนุษย์ต้องทำความดี มีพฤติกรรมที่ดีไม่ว่าจะด้วยทางกาย วาจา ใจ และทางความคิด ซึ่งหมายความว่าเป็นการกระทำที่เป็นส่วนรับผิดชอบของกาย จะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม อันนำความเสื่อมเสียและความเดือดร้อนมาสู่ผู้อื่นและตนเอง เช่นเดียวกับวาจาจะต้องไม่พูดหยาบคาย โกหก ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง หรือความคิดต้องไม่ทำลายทำร้ายกัน และใช้จินตนาการในเรื่องที่ดีงามเสริมสร้างสิ่งที่เป็นคุณธรรมและการพัฒนา

พฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว หรือไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะถูกแรงกระตุ้นไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกเท่านั้น มนุษย์มีความคิดตั้งใจและสามารถเลือกพฤติกรรมได้ ดังนั้นความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ภายในจึงมีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์มีจิตสำนึกดีชั่ว เพราะตระหนักว่าพฤติกรรมไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรม ซึ่งมโนธรรมภายในจะแยกแยะและบอกว่าอะไรดีหรือไม่ดีอย่างไร พฤติกรรมที่นำความสุขมาสู่มนุษย์ต้องสอดคล้องกันระหว่างพฤติกรรมภายนอกกับคุณธรรมภายใน พฤติกรรมที่เห็นภายนอกไม่อาจบอกคุณธรรมภายในได้เสมอไป ใช่ว่าทุกคนทำดีจากเจตนาที่ดี ในขณะเดียวกันใช่ว่าทุกคนที่เจตนาดีจะทำในสิ่งที่ดีและถูกต้องเสมอไป มีคนมากมายทำดีเพื่อหวังผลประโยชน์ แต่ก็มีหลายคนทำในสิ่งที่ผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์

มโนธรรมคือการตัดสินในทางปฏิบัติของสติปัญญาของมนุษย์ โดยถือว่าถูกต้องก็ต่อเมื่อสอดคล้องกับเป้าหมายของกฎหมายจริยธรรม แล้วจึงแสดงให้เห็นการประเมินผลด้านจริยธรรมที่แท้จริงของสถานการณ์นั้น ๆ เป็นความสำนึกทางศีลธรรมที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่โดยธรรมชาติ ความสำนึกนี้เป็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ เป็นจิตสำนึกที่จะบอกให้รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด มโนธรรมมีลักษณะเหมือนกับดวงตาของเรา เมื่อเรามองใบไม้ที่เป็นสีเขียว (ที่เห็นเป็นสีเขียวเพราะดวงตาบอกเรา) เราจะรู้ได้ทันทีว่ามีสีเขียวอยู่ในใบไม้ เหมือนกับลิ้นของเรา บอกเราว่าน้ำตาลมีรสหวาน เมื่อน้ำตาลสัมผัสลิ้นเราก็จะรู้ได้ทันทีว่าน้ำตาลมีรสหวาน เช่นเดียวกับความกตัญญูที่ปรากฏขึ้นในมโนธรรมของเรา เราจะรู้ได้โดยตรงว่าเป็นการกระทำที่ดี และเมื่อการโกหกปรากฏต่อมโนธรรมของเรา เราก็จะรู้ได้เองโดยตรงว่า การกระทำนี้มีความเลวอยู่ในตัว

มนุษย์มีความสามารถในการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้เองโดยตรง ความสามารถรับรู้ได้เองโดยตรงนี้เรียกว่า อินทรีย์ (Faculty) อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย เป็นอินทรีย์ที่ทำให้รับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้โดยตรง เมื่อจมูกเราได้กลิ่นหอมของดอกมะลิก็จะรู้ได้ทันทีถึงความหอม เมื่อหูได้ยินเสียงเพลง ก็จะรับรู้ได้ว่าเพลงนี้มีความไพเราะหรือไม่ และเมื่อกายสัมผัสกับที่นอน ก็จะรับรู้ได้ถึงความอ่อนนุ่ม การรับรู้เหล่านี้เป็นการรับรู้เองโดยตรง โดยไม่มีใครบอกและไม่ต้องคิดหาเหตุผลมาอ้างอิง แต่ถ้าหากเรายังไม่เคยชิมน้ำตาลมาก่อนเลยในชีวิต เมื่อมีคนมาบอกว่าน้ำตาลมีรสหวาน เราก็จะยังไม่รู้ว่าความหวานเป็นอย่างไร จนกว่าเราจะได้ชิมน้ำตาลเอง เมื่อลิ้นสัมผัสถูกน้ำตาลก็จะรู้ได้เองว่าน้ำตาลมีรสหวาน เหมือนที่มโนธรรม บอกเราว่าการกระทำความดีหรือชั่วนั้น ก็เป็นปฏิกิริยาต่อการรับรู้แบบเดียวกัน

มโนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้พฤติกรรมกลายเป็นความประพฤติ รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว เป็นเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ตัดสินด้วยเจตนาอันเสรีเฉพาะตัว เลือกที่จะกระทำดีหรือกระทำชั่ว ในเมื่อสิทธิในการเลือกตัดสินใจเป็นความรับผิดชอบต่อการเลือกของตนที่จะตามมาเป็นของคู่กัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ถ่องแท้ เพื่อจะได้เข้าใจในคุณค่าของคุณธรรม นอกจากนี้มนุษย์ยังมีเป้าหมายของตนที่แตกต่างกันไปตามความคิดของแต่ละบุคคล เป้าหมายของมนุษย์ไม่ว่าจะเกิดจากสัญชาตญาณหรือจากใจของตนก็ตาม มนุษย์ก็มีเสรีภาพในการเลือกเดินตามการตัดสินใจของตน ซึ่งสัตว์เดรัจฉานไม่สามารถกระทำได้ ความสำนึกนี้จึงเรียกว่ามโนธรรม

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018