หมวด ปรัชญากฎหมาย

เรื่อง :  ปรัชญากฎหมาย

Topic: philosophy of law
ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง

“ในทางปฏิบัติแล้วต้องปฏิบัติตามคำสั่งของกษัตริย์ (ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์) ไปก่อน เพื่อความปลอดภัยและสงบสุขของสังคม จำเป็นต้องถือเป็นกฎหมายถูกต้อง”

ทฤษฎีดังกล่าวของ ฮับส์ (Thomas Hobbes 1588-1670) ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทั้งนี้ก็เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุขของสังคมนั่นเอง เป็นการปฏิบัติตามกติกามอบอำนาจ ส่วนเรื่องยุติธรรมหรือไม่นั้นเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เป็นเรื่องยืดยาวและหลายกรณีก็ตัดสินยาก และไม่ทราบว่าใครจะมีอำนาจตัดสินได้เด็ดขาด

เมื่อมนุษย์มากหน้าหลายตา มาอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ขึ้น ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการกระทบกระทั่งเบียดเบียนกันได้ จึงจำเป็นต้องบัญญัติกฎกติกาขึ้นเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติ ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้อย่างสงบสุข ฉะนั้นเป้าหมายของกฎหมายที่ดีจึงได้แก่ความปลอดภัยและสงบสุขของสังคมส่วนรวมและที่สำคัญกว่าก็คือบุคคลในสังคมจะต้องพร้อมใจกันเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมของทุกคนในสังคมนั่นเอง

เนื่องจากกฎหมายนั้นบัญญัติโดยมนุษย์ กฎหมายจึงวิวัฒน์ตามกระบวนทรรศน์ของมนุษย์ กฎหมายจะเป็นเช่นไรย่อมแสดงกระบวนทรรศน์ของผู้มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายนั้น ๆ ดังนี้

กฎหมายกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (Primitive Laws) ซึ่งใช้สำหรับสังคมสมัยนั้นที่มนุษย์รวมกลุ่มกันเป็นครอบครัวเล็ก ๆ จนกระทั่งขยายสู่ความเป็นเผ่าในที่สุด แต่ละเผ่ามีหัวหน้าเผ่า ซึ่งถือเป็นตัวแทนของเบื้องบน สัมปทานอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ออกกฎหมายต่าง ๆ ได้ตามชอบใจ

กฎหมายกระบวนทรรศน์โบราณ (Ancient Laws) ในยุคนี้ทุกคนเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ แม้เบื้องบนก็ต้องเดินตามกฎ กฎหมายจึงเป็นเรื่องวิชาการที่มนุษย์สามารถศึกษาค้นคว้าได้เช่นเดียวกับเทพและเทพก็รู้กฎไม่หมด ใครรู้มากก็ได้เปรียบมาก จึงมีการศึกษากฎหมายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ช่วยกันคิดและแลกเปลี่ยนความคิดกัน ก็จะรู้กฎหมาย (กฎเกณฑ์) มากขึ้นเป็นมาตรการตายตัวชัดเจน ประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรโดยผู้ปกครองนครรัฐที่มีฐานะเป็นราชา กษัตริย์ หรือจักรพรรดิแล้วแต่ขนาดของการปกครอง เกิดมีคณะกรรมการเมืองเป็นที่ปรึกษาของผู้นำรัฐ ช่วยกันคิด ตัดสินใจและแก้ไขกฎหมาย ดำเนินการปกครองเป็นระบอบอภิชนาธิปไตยโดยมีกษัตริย์เป็นผู้ชี้ขาด

กฎหมายกระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Laws) มุ่งส่งเสริมผู้ต้องการใช้ชีวิตในโลกนี้เพื่อเตรียมตัวไปใช้ชีวิตที่ดีกว่าในโลกหน้าตามคำสอนของศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง กฎหมายจึงต้องเอื้อต่อการดำรงชีวิตตามเป้าหมายดังกล่าว ประกาศอย่างเป็นทางการโดยผู้มีอำนาจหน้าที่โดยชอบธรรมตามเกณฑ์ของศาสนาของคนส่วนใหญ่ในสังคม และมีผลบังคับสมาชิกทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่ เพื่อค้ำประกันให้สมาชิกส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติตามครรลองของศาสนาของตนได้อย่างสะดวกมากที่สุด จุดอ่อนคือ ผู้ใช้กฎหมายอาจอ้างประกาศิตและศรัทธาในศาสนาบังหน้าเพื่อเอาเปรียบกันหาประโยชน์ใส่ตนอย่างไม่เป็นธรรม

กฎหมายกระบวนทรรศน์นวยุค (Modern Laws) เน้นการใช้ความจริงที่ได้มาโดยวิธีการวิทยาศาสตร์เท่านั้นมาใช้ในการออกกฎหมาย กฎหมายการปกครองจะใช้ได้ต้องสามารถใช้แก้ปัญหาของสังคมได้จริงโดยมีข้อมูลรับรองตามหลักวิชาการ ตามขั้นตอนกรรมวิธีวิทยาศาสตร์ที่สามารถวิจัย ตรวจสอบและวัดผลได้ โดยยึดหลักเกณฑ์มาตรฐานคือ ขจัดทุกข์บำรุงสุขได้มากที่สุดแก่คนจำนวนมากที่สุด จุดอ่อนของกฎหมายนี้คือ คำว่า “มากที่สุด” ไม่อาจกำหนดตายตัวได้ และประโยชน์ของคนจำนวนน้อยหรือคนชายขอบมักจะถูกมองข้ามไปไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร

กฎหมายกระบวนทรรศน์หลังนวยุค (Postmodern Laws) ในยุคนี้มองว่ากฎหมายที่ผ่านมามีทั้งข้อดีและข้อเสีย และที่เสียนั้นมักเกิดจากนักปกครองจับมือกับนักวิชาการสร้างกฎหมายหลอกเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ให้เชื่อว่ากฎหมายเป็นธรรม แล้วก็ใช้ปกครองโดยคนทั่วไปรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ถูกเอาเปรียบแล้วยังคิดว่าเป็นบุญคุณ ต้องขอบคุณเป็นการใหญ่ คนฉลาดเหนือเมฆจึงได้ทั้งการเอาเปรียบและบุญคุณ

ระบบกฎหมายที่พึงประสงค์จึงต้องรับรู้ขอบเขตและข้อจำกัดของตน ยอมรับความเปลี่ยนแปลงและพร้อมที่จะพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง ด้วยการ “ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่งดสิ่งดีใดไว้เบื้องหลัง”(Reread all, reject none) โดยควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีระบบคุณค่า ซึ่งก็คือคุณธรรม จริยธรรม ที่ไม่ควรออกเป็นกฎหมาย แต่ควรมีกระบวนการจูงใจอย่างได้ผลพอควรแก่สถานการณ์ บนพื้นฐานของการยอมรับในคุณค่าและความแตกต่างหลากหลายของความเป็นมนุษย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกทุกคนในสังคมอย่างเป็นลำดับขั้นของการพัฒนาสู่คุณค่าสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

คุณค่าของกฎหมายจึงอยู่ที่ความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อความสงบสุขส่วนรวมของสังคมซึ่งจะเป็นไปได้เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการได้แก่ 1) ปัจจัยทางด้านตัวกฎหมายเอง และ 2) ปัจจัยด้านตัวบุคคลในสังคม นั่นคือ กฎหมายจะมีผลบังคับให้บุคคลทุกคนยอมรับและเคารพปฏิบัติตามได้นั้นต้องมีความเป็นธรรม 3 ประการ ดังนี้

1. ความเป็นธรรมทางกฎหมาย (Legal justice) คือต้องมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม
2. ความเป็นธรรมทางหมู่คณะ (Commutative justice) คือไม่ก้าวก่ายนอกหมู่คณะ
3. ความเป็นธรรมทางเฉลี่ยทั่วหน้า (Distributive justice) คือไม่ไว้หน้าใคร ไม่มีสองมาตรฐาน
เมื่อกฎหมายมีคุณสมบัติของความเป็นธรรมครบถ้วนดังกล่าวแล้วก็จะเอื้อให้บุคคลในสังคมพร้อมใจกันเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้สังคมโดยรวมก็จะสงบสุขได้อย่างแน่นอน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018