ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
ค.ศ.44เปาโลอายุ 34 ปี
ตั้งแต่เหตุการณ์ล่าสุดณ กรุงเยรูซาเล็มในปีค.ศ.36 ที่เปาโลถูกพลพรรคฟารีสี(Pharisee)ที่ตนเคยสังกัดตามไล่ล่าและคณะผู้ห่วงไยแอบซื้อตั๋วเรือโดยสารระหว่างเยรูซาเลมกับทาร์เสิส(Tarsus)บ้านเกิดเมืองนอนของเปาโลและขอร้องแกมบังคับเปาโลลงเรือได้สำเร็จจนเรือออกจากท่าอย่างไร้วี่แววว่าฝ่ายปองร้ายรู้ทันการณ์ ก็พากันหายใจโล่งอก ต่อจากนั้นเรื่องราวของเปาโลก็หายเข้ากลีบเมฆแห่งประวัติศาสตร์ไปเป็นเวลา 8 ปีจึงปรากฏโฉมหน้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างสำคัญ โดยเริ่มจากบ้านเกิดของเปาโลเอง จึงสันนิษฐานได้ว่า เมื่อเรือโดยสารจากเยรูซาเลมเข้าเทียบท่าเรือแห่งทาร์เสิสในปีค.ศ.36 นั้น เปาโลได้เดินทางกลับบ้านเกิดอย่างปลอดภัย ทุกคนในครอบครัวคงได้ต้อนรับอย่างกะทันหันโดยไม่รู้ตัว เพราะไม่มีวิธีใดในสมัยนั้นจะแจ้งข่าวล่วงหน้าได้ ทุกคนคงได้ตื่นเต้นดีใจสุดขีด แต่ก็ไม่รู้ได้ว่ามีญาติผู้ใดจากไปอย่างไม่มีวันกลับบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติสำหรับการจากไปนานแต่ละครั้ง มักจะมีบางคนต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับให้ได้รับรู้อยู่เป็นประจำ เปาโลทำใจและสงบอารมณ์อุทิศส่วนกุศล ต่อจากนั้นก็ทำใจเพื่อสังสรรค์กับผู้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปตามปรกติ พออารมณ์คิดถึงเริ่มคลี่คลายลง เปาโลก็คงได้เริ่มวางแผนประกาศพระเยซูในฐานะพระเมสสิยาห์ที่พากันรอคอยทันที ทั้งในเมืองทาร์เสิสเองและอาณาบริเวนใกล้เคียง ไกลออกไปถึงที่ไหนบ้าง และได้ผลเพียงใด ขณะนี้ไม่มีตัวชี้บ่งโดยตรง หลักฐานไม่น่าจะไม่มี น่าจะมีแต่สูญหายหมดเสียมากกว่า เพราะนักประวัติศาสตร์ยอมรับว่าเอเชียไมเนอร์ทั้งหมดในสมัยโรมันได้กลายเป็นดินแดนคริสต์ทั้งหมดจากผลงานเผยแผ่ของเปาโลเป็นหลักซึ่งก็ต้องหมายถึงทาร์เสิสและบริเวณใกล้เคียงด้วยโดยไม่มีอะไรน่าสงสัยได้
เหตุแห่งเหตุการณ์ค.ศ.44
ที่กรุงเยรูซาเลมเปโตรและคณะผู้อ้างว่าได้คลุกคลีตีโมงและเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ ได้ตั้งใจช่วยกันเผยแผ่ข่าวดีว่าได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพหลังจากถูกตรึงตายบนไม้กางเขน พวกเขาตั้งใจเผยแผ่เช่นนี้กับชาวยิวเท่านั้น ไม่ต้องการและไม่เคยคิดวางแผนชักชวนคนต่างศาสนาซึ่งหมายถึงคนไม่นับถือศาสนายิวให้เข้ามามีส่วนในอุดมการณ์ของตน
ก่อนหน้านั้น ได้มีสมาชิกร่วมอุดมการณ์อพยพไปตั้งภูมิลำเนาหากินที่เกาะไซปรัสและที่เมืองไซรีนบนฝั่งแอฟริกาเหนือ พวกนี้อยู่ไม่สุข ริอ่านชักชวนเพื่อนๆทั้งในและนอกศาสนายิวให้เป็นสมาชิกเข้าร่วมอุดมการณ์ ปรากฏว่าได้ผลดีอย่างรวดเร็ว มีผู้สมัครใจเข้าร่วมอุดมการณ์โดยผ่านพิธีล้างบาปและพิธีปกมือรับพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ กลายเป็นผู้มีจิตใจร้อนรนอยากชักชวนคนอื่นๆต่อไป บางคนมีธุระปะปังไปทำที่นครอันทิโอก นอกจากทำธุระส่วนตัวแล้ว ยังถือโอกาสชักชวนคนเข้าอุดมการณ์อย่างไม่เลือกหน้าอีกด้วย ได้ทั้งชาวยิวและชาวไม่ยิวเข้าเป็นสมาชิกร่วมอุดมการณ์อีกมาก สำหรับชาวยิวนั้นไม่มีปัญหา เพราะเปโตรได้เคยมาเผยแผ่ด้วยตนเองและตั้งคริสตจักรมีผู้รับผิดชอบด้านต่างๆ แต่ก็เน้นเฉพาะชาวยิวเหมือนในกรุงเยรูซาเลม ชนชาติอื่นเป็นได้แค่สมาชิกสมทบเท่านั้น ไม่พึงให้ตำแหน่งบริหารใดๆและไม่ควรตั้งใจชักชวนเข้ามา ให้รับเฉพาะที่สนใจเองและออดอ้อนขอให้รับเข้าอย่างจริงใจเท่านั้น แต่พวกร้อนรนมาจากต่างแดนมาทำเสียระเบียบยุ่งเหยิง เพราะเชิญเข้ามาอย่างไม่เลือกหน้า ไม่บังคับให้เข้าศาสนายิวก่อนเสียด้วยทั้งในที่ชุมนุมก็ไม่เกรงใจใคร ทำตัวเสมอชาวยิวโดยไม่เกรงใจ
คณะกรรมการสภาคริสตจักรแห่งอันทิโอกอึดอัดใจมาก ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรดี จึงส่งผู้ถือสารไปปรึกษาสภาคริสตจักรแห่งเยรูซาเลมซึ่งถือว่าเป็นคริสตจักรแม่ เพราะเปโตรอยู่ที่นั่น คณะกรรมการสภาอ่านสารแล้วก็พากันรู้สึกอึดอัดใจเช่นกัน คิดกันว่าต้องสังเกตสัญญาณจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เสียแล้วหละ แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรช่วยการตัดสินใจ จึงตกลงกันใช้วิธีซื้อเวลาโดยส่งบาร์นาบัส(Banabas)ไปเก็บข้อมูลเพื่อเค้นสัญญาณจากพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ให้จนได้ แต่ใจจริงนั้นอยากให้ไปใช้ฝีปากเกลี้ยกล่อมคนหัวรุนแรงเหล่านั้นให้เปลี่ยนใจเลิกคิดว่า เฉพาะผู้มีเลือดเนื้อเชื้อไขยิวเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เป็นสาวกของพระเมสสิยาห์เต็มร้อย
บาร์นาบัสเป็นชาวยิวมาจากเกาะไซปรัส มีการศึกษาและรู้ภาษากรีกดี ที่เลือกส่งไปก็เพราะหวังว่าจะเกลี้ยกล่อมชาวบ้านเดียวกันให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายกว่าใช้คนอื่น ครั้นบาร์นาบัสได้ไปเห็นกับตาว่าชนชาติอื่นที่หันมาสนใจพระเมสสิยาห์เยซูเหล่านั้นมีคุณภาพและมีวิสัยทรรศน์ดีกว่าชาวยิวยิ่งนัก จึงรู้สึกไม่อยากจะกีดกันพวกเขา แต่อยากจะส่งเสริมให้พวกเขามาเข้าเป็นผู้เลื่อมใสพระเยซูกันมากๆมากกว่า ตอนนี้กลับจะต้องคิดว่าจะเกลี้ยกล่อมคณะกรรมการอย่างไรทั้งที่เยรูซาเลมและที่อันทิโอกให้เลิกกีดกันคนต่างศาสนายิว คิดถึงเปาโลตะหงิดๆว่าหากอยู่ด้วยกันก็จะได้ช่วยกันพูด รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าไม่มีทางอื่น ต้องได้เปาโลมาช่วยพูด เท้าไวเท่าความคิด รีบลงเรือโดยสารที่กำลังออกจากท่าอันทิโอกตรงไปทาร์เสิสทันที พบเปาโลดั่งใจนึก ปรารภกันนิดเดียวรู้เรื่อง ทั้ง2รีบไปลงเรือที่กำลังจะกลับไปอันทิโอกทันพอดี
เปาโลสามารถเกลี้ยกล่อมคณะกรรมการสภาคริสตจักรแห่งอันทิโอกได้สำเร็จ บาร์นาบัสกับเปาโลจึงวางแผนประกาศพระเยซูเป็นข่าวดีแก่คนทั้งหลายในนครอันทิโอกอย่างไม่เลือกเชื้อชาติและศาสนาที่นับถืออยู่ เพราะถือว่าพระเยซูมิได้มาทำลาย แต่มาเสริมการทำดีทุกรูปแบบที่ทำกันอยู่แล้วให้ดีมากขึ้นจนได้มาตรฐานของอาณาจักรของพระเป็นเจ้าซึ่งเป็นอาณาจักรให้สิทธิและเสรีภาพเสมอหน้ากันในความรัก แหละนี่คือสารัตถะแห่งข่าวดีที่ถูกบิดเบือนนำไปกล่าวหาจนพระเยซูถูกตัดสินประหารชีวิต แต่นั่นคือวิกฤตที่กลับเป็นโอกาสให้พระเยซูได้ยืนยันให้ประจักษ์ว่าพระองค์มีอำนาจเหนือความตายซึ่งอยู่ในอำนาจของพระองค์ที่จะประทานแก่ผู้ที่เข้าโครงการของพระองค์ แหละนี่คือข่าวดีที่บาร์นาบัสและเปาโลเสนอเป็นข่าวดีให้ผู้สนใจพิจารณาตัดสินใจ มีผู้สนใจเข้าโครงการมากมายและอยากจะรวมกลุ่มกันในนามของศิษย์พระคริสต์และพร้อมใจกันเรียกพวกตนว่าคริสตชน(Christian) พวกเขาแม้จะมาจากพื้นเพต่างกัน แต่ก็รู้สึกว่ามีความภูมิใจและสุขใจในข่าวดีที่ได้รับและมีความกระตือรือร้นทึ่จะชักชวนให้ทุกคนมีโชคดีอย่างตน เป็นที่พอใจของคณะกรรมการสภาคริสตจักรแห่งอันทิโอกเป็นอย่างมาก ถึงกับมีความรู้สึกกันเป็นเอกฉันท์ซึ่งพวกเขามั่นใจว่าเป็นพระประสงค์ของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เป็นแน่แท้ พวกเขาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะสนันสนุนและแต่งตั้งทั้ง2คนคือบาร์นาบัสและเปาโลอย่างเป็นทางการโดยการปกมือเหนือคนทั้ง2 พร้อมกันเพื่อยืนยันว่าเป็นพระประสงค์ของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย ให้มีอำนาจนำข่าวดีออกประกาศแก่คนทั่วไปในมหาอาณาจักรโรมัน ซึ่งคนทั้ง2ก็ยินดีรับสนองอย่างเต็มที่
ขณะนั้นเกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในกรุงเยรูซาเลม สภาคริสตจักรแห่งอันทิโอกรู้สึกเป็นหน้าที่จะต้องแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันในความรักของพระคริสต์ จึงบอกบุญเรี่ยไรสมาชิกทุกคนให้แสดงเจตนารมณ์บริจาคตามฐานะ ได้เงินมากพอสมควร สภามีมติให้บาร์นาบัสกับเปาโลเป็นผู้นำเงินบริจาคไปมอบให้คริสตจักรแห่งเยรูซาเลม ทั้งต้องการให้บาร์นาบัสถือโอกาสรายงานผลงานเผยแผ่แก่เปโตรและคณะที่ปรึกษาได้รับรองนโยบายการรับสมาชิกจากคนต่างศาสนาอย่างไม่อั้นด้วย ซึ่งบาร์นาบัสเชื่อว่าจะถูกคัดค้านอย่างหนักจากคณะที่ปรึกษาหัวอนุรักษ์ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ บาร์นาบัสจึงหวังว่าฝีปากของเปาโลจะช่วยแก้สถานการณ์ อย่างไรก็ตามทั้ง2คนหวังว่าพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยกู้สถานการณ์ในที่สุด
พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์กู้สถานการณ์ในที่สุด
เมื่อเสร็จพิธีมอบเงินบริจาคแล้ว บาร์นาบัสก็แนะนำที่ประชุมให้รู้จักเปาโลและขอให้รับรองตำแหน่งของเปาโลตามที่ได้รับแต่งตั้งจากสภาคริสตจักรแห่งอันทิโอก คือธรรมทูตสู่นานาชาติ ก็เป็นไปตามคาด คือ กรรมการคณะที่ปรึกษารวมตัวกันคัดค้านอย่างเหนียวแน่น เพราะกลัวว่าคนต่างชาติจะมีมากจนเสียเอกลักษณ์ของความเป็นศาสนาของชนเชื้อสายยิวตามพระสัญญา ขณะนั้นมีบาร์นาบัสทำหน้าที่นี้อยู่แล้วก็น่าจะเพียงพอ บัดดลนั้นเองทุกคนพากันงงและประหลาดใจ คาดไม่ถึงว่าเปโตรจะคัดค้านมติส่วนใหญ่โดยสนับสนุนข้อเสนอของบาร์นาบัสอย่างจริงจัง โดยยืนขึ้นอภิปรายอย่างยืดยาวว่า วันหนึ่งขณะที่พักอยู่ที่บ้านของซีโมนช่างฟอกหนังณเมืองท่าเรือชายทะเลจัพเผอ(Joppa) ข้าพเจ้าขึ้นไปอธิษฐานภาวนาเวลาเที่ยง ขณะที่คนในบ้านกำลังเตรียมอาหาร ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าเปิดออก มีผ้าผืนใหญ่ผูก4มุมลอยลงมาเบื้องหน้า มีเนื้อสัตว์นานาชนิดอยู่ในห่อผ้านั้น ทั้งที่กินได้และห้ามกิน มีเสียงสั่งลงมาจากฟ้าให้กินให้หมด สั่งเช่นเดิมถึง3 ครั้ง ข้าพเจ้าจึงคืนสติ กำลังตรึกตรองอยู่ว่านิมิตดังกล่าวหมายถึงอะไรก็พอดีมีคนขึ้นมาบอกว่านายร้อยคอร์นีเลียส(Cornelius)แห่งกองทัพโรมันขอเชิญไปปราศรัยที่บ้านของท่านที่เมืองตากอากาศชายทะเลซีเสอเรีย(Caesarea)ในวันพรุ่งนี้โดยจัดรถม้ามารับ ข้าพเจ้าไปตามคำขอ พบผู้คนรออยู่เต็มบ้าน นายร้อยกล่าวว่าเป็นผู้เชื่อและนับถือพระยาห์เวห์ ทูตสวรรค์ลงมาบอกให้ไปเชิญข้าพเจ้ามาจากบ้านช่างฟอกหนังเพื่อสอนเรื่องพระเมสสิยาห์ ข้าพเจ้าจึงได้สาธยายตามคำขอ พออธิบายถึงพลังพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นพระองค์ก็เสด็จลงมาประทับยืนยู่กับพวกเขาและพวกเขาก็ขอรับศีลล้างบาป ข้าพเจ้าจึงจัดการล้างให้ทุกคนที่ขอ ข้าพเจ้าพักอยู่กับพวกเขาอีก3 วันจึงได้กลับกรุงเยรูซาเลม มีใครคัดค้านการกระทำของข้าพเจ้าบ้างหรือไม่ ถ้าไม่มีใครคัดค้านข้าพเจ้าก็ขอเชิญทุกท่านยืนขึ้นปกมือเชิญพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแต่งตั้งบาร์นาบัสและเปาโลทำหน้าที่เชิญคนต่างศาสนาทุกหนทุกแห่งมารับอานิสงค์แห่งข่าวดีของพระเมสสิยาห์อย่างพร้อมเพรียงกัน เปาโลจึงรู้สึกว่าได้รับฉันทานุมัติอย่างเป็นทางการจากประมุขของคริสตจักรตั้งแต่บัดนั้น บาร์นาบัสและเปาโลรีบเดินทางกลับอันทิโอกเพื่อวางแผนปฏิบัติพันธกิจที่ได้รับมอบหมายทันที เปโตรให้ศิษย์ก้นกุฏิไปช่วยงานและฝึกงานด้วยคนหนึ่งชื่อมาระโก(Marco, Mark) สามคนเดินทางถึงอันทิโอกก็เตรียมตัวออกงานธรรมทูตทันที โดยตกลงกันว่าขั้นแรกสุดไปลองชิมลางกันที่บ้านเกิดของบาร์นาบัสก่อน เพราะพอจะมีคนรู้จักเป็นฐานอยู่บ้างแล้ว ได้ผลอย่างไรค่อยประเมินดูและวางแผนขั้นต่อไป
อันทิโอก
ในปัจจุบันดามัสกัสเป็นเมืองหลวงของซีเรีย อันทิโอกซึ่งอยู่ทางทิศเหนือขึ้นไปประมาณ 200 กม. เป็นเมืองรอง แต่สมัยโน้นอันทิโอกเป็นเมืองหลวง เมืองดามัสกัสเป็นเมืองรอง
อันทิโอกตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำอรันถิส(Orontes) อยู่ห่างจากปากน้ำเพียง 20 กม. ใกล้ปากน้ำมีท่าเรือเสอลูเฉอ(Seleucia) ทำให้อันทิโอกเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนการค้าและวัฒนธรรมอย่างดีตลอดกาลระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับตะวันออกกลาง ด้วยลักษณะดังกล่าวตั้งแต่กษัตริย์แอลเลิกแซนเดอร์ยึดครองเป็นต้นมา อันทิโอกก็กลายเป็นศูนย์เผยแผ่อารยธรรมกรีก(Hellenic)และกรีกใหม่(Hellenistic)เรื่อยมาจนกว่าอารยธรรมอิสลามจะเข้ามาแทนที่ ในสมัยของเปาโลอันทิโอกเป็นที่อยู่ของชาวซีเรียเดิมหรืออารัมต้นแบบของผู้พูดภาษาอาราเมก(Aramaic) ชาวแมสเสอโดว์เนียน ชาวกรีกและชาวยิวซึ่งมีมากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากชาวยิวที่เข้ามาค้าขายแล้วยังมีอาณานิคมทหารผ่านศึกยิวที่อาสารบในกองทัพของกษัตริย์เสอลูเขิส(Seleucus)และปลดประจำการได้รับที่ดินทำกิน ตัวแทนการค้าของอันทิโอกพบได้ทุกแห่งในเมืองธุรกิจทั่วมหาอาณาจักรโรมัน สินค้าที่สำคัญในมือของพ่อค้าอันทิโอกได้แก่ข้าว เหล้าองุ่น ผลไม้แห้งและหนังสัตว์ฟอก เมื่อตกเป็นของมหาอาณาจักรโรมันในปีก.ค.ศ.64 อันทิโอกขึ้นต่อจักรพรรดิโดยตรงซึ่งส่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปปกครองในตำแหน่ง legatusAugustipropraetorได้รับการพัฒนาโดยจอมทัพจูเลียส ซีเสอร์, จักรพรรดิอ-เกอส-เถิส,จักรพรรดิเถอเบร์เรียส และกษัตริย์เฮโรดมหาราช เช่น ปราบปรามโจรผู้ร้าย สร้างถนนโยงใย ปรับท่าเรือให้ทันสมัย อันทิโอกจึงกลายเป็นที่พักพิงอบอุ่นที่สุดของชาวคริสต์ในมหาอาณาจักรโรมันก็ว่าได้ มีธรรมสถานศาสนายิวหลายแห่งของผู้ใช้ภาษากรีกที่นับถือพระยาห์เวห์และสนใจรอคอยพระเมสสิยาห์ จึงรับคำสอนของเปาโลได้ง่าย เมื่อศาสนาคริสต์ตั้งมั่นในมหาอาณาจักรโรมันแล้ว อันทิโอกได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 5 ศูนย์ปกครองสูงสุด อันได้แก่โรม คานสแทนเถอโนว์เผิลแอลเลิกแซนเดรีย เยรูซาเลม อันทิโอก
เยรูซาเลมปลายปีค.ศ.44
ขณะที่ 3ธรรมทูตคือบาร์นาบัส เปาโลและมาระโกกำลังนั่งเรือโดยสารข้ามฟากจากท่าเสอลูเฉอมุ่งไปยังเกาะไซปรัสอยู่นั้น ก็เกิดเหตุการณ์ฉุกละหุกขึ้นกับคริสตจักรแห่งเยรูซาเลมอย่างช่วยไม่ได้ คือกษัตริย์อกรีพเผอที่ 1(Agrippa I)สั่งให้จับเปโตร(เพียงคนเดียว)ไปคุมขังรอการประหารชีวิต แต่กลางดึกนั้นเองเปโตรก็หลุดออกมาจากการจองจำและคุกที่คุมขังได้ราวปาฏิหาริย์ เปโตรคิดว่าเป็นปาฏิหาริย์จริง เพราะตัวเองหลับพักผ่อนอย่างสนิทอยู่ก็มีคนปลุกให้ตื่นและจูงมืออกจากห้องขังอย่างไม่กะโตกกะตาก ตัวเองได้แต่งงไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรทั้งนั้น มารู้ตัวเอาตอนอยู่กลางถนนหลวงคนเดียวกลางดึก เดินหน่อยเดียวก็ถึงหน้าประตูบ้านของมารีอา มารดาของมาระโก ศิษย์ก้นกุฏิซึ่งกำลังไปทำงานธรรมทูตที่ไซปรัซอยู่ ทุกคนตกใจ ทีแรกคิดว่าผีหลอก ครั้นได้สติกันแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ก็กุลีกุจอรีบนำตัวของเปโตรไปไว้ในที่ปลอดภัย รุ่งเช้าพอมีผู้คนในถนนหลวงก็ให้รีบปะปนไปกับฝูงชนเดินทางไปหลบลี้หนีหน้าไปอยู่เมืองอื่นเสียชั่วคราว ไม่มีใครในสมัยนั้นบันทึกไว้ว่าลี้ภัยไปอยู่แห่งหนตำบลใดในใต้หล้า ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะไปอยู่กับกลุ่มคริสตชนแห่งอันทิโอกมากที่สุด ขณะนั้นเปาโลเดินทางไปเกาะไซปรัสแล้ว
รุ่งเช้าข่าวสะพัดออกไปว่าเปโตรล่องหนไปแล้วและสืบสวนไม่ได้ความกระจ่างว่านักโทษประหารเข้ากลีบเมฆก้อนใด เป็นกรณีศึกษาที่ลึกลับจับต้นชนปลายไม่ได้ จะว่าหลับยามก็แปลกตรงที่ว่าหลับกันทุกคนทุกระดับตั้งแต่ร้อยเวรจนถึงยามเฝ้าหน้าประตูห้องขังทั้งชุด หลับสนิทเหมือนกันจนถึงรุ่งเช้าเหมือนกัน กษัตริย์เฮโรดอกรีพเผอที่ 1 พิโรธจัด สั่งประหารชีวิตผู้รับผิดชอบงานนี้ทั้งชุด รับสั่งให้ตามลากตัวเปโตรมาขึ้นตะแลงแกงให้จงได้ คืนนั้นปวดท้องนอนดิ้นกระสับกระส่ายทั้งคืน รุ่งเช้าให้คนหามออกรับแสงอาทิตย์แรกฆ่าเชื้อ สิ้นพระชนม์คาเสลี่ยงที่ประทับ นักประวัติศาสตร์ยิวบันทึกไว้ว่ามีหนอนไชออกจากพระอุระ ต่อจากนั้นทุกคนก็สนใจพูดกันแต่เรื่องของการเมืองกับการแต่งตั้งผู้บริหารปาเลสไตน์คนใหม่ ซึ่งไม่อาจจะลงตัวได้ง่ายๆ เปโตรกลับเข้ามาอยู่ในกรุงเยรูซาเลมบริหารคริสตจักรของพระเยซูในฐานะผู้บริหารสูงสุดต่อไปอย่างไม่เงียบๆ
เฮโรด อกรีพเผอที่ 1
เฮโรดอกรีพเผอที่ 1(Herod Agrippa I) เป็นคนละรัชกาลกับกษัตริย์เฮโรดมหาราชผู้ครองราชย์ขณะพระเยซูประสูติและสั่งประหารชีวิตทารกตั้งแต่2ขวบลงมาในหมู่บ้านเบธเลเฮม
อกรีพเผอที่1 เกิดก.ค.ศ.10 จากอริสโตบุลุส(Aristobulusโอรสของเฮโรดมหาราช) กับเบเรนิส(Berenice บุตรีของซาโลเมน้องสาวของเฮโรดมหาราช) อริสโตบุลุสถูกแขวนคอเพราะวางแผนฆ่าพ่อ อกรีพเผอถูกส่งตัวตั้งแต่อายุ6 ขวบไปเลี้ยงในวังจักรพรรดิโรมันตามนโยบายคุมเมืองขึ้นขณะนั้น เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเสเพลใช้เงินเกินตัวจนติดหนี้สินรุงรัง หนีเจ้าหนี้ไปรับราชการที่เมืองทิเบรีอัส(Tiberias) ตีสนิทกับข้าหลวงโรมันแห่งอันทิโอกจนได้ตำแหน่งทำงานในวังจักรพรรดิ ได้โอกาสผูกมิตรกับเจ้าชายกาลีกูลาซึ่งได้เป็นจักรพรรดิต่อจากเถอเบร์เรียส ทันทีในปีค.ศ.37ก็ได้รับตำแหน่งกษัตริย์ของดินแดนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยอร์แดน เมื่อคลอเดียส(Claudius)ขึ้นเป็นจักรพรรดิในปีค.ศ.41ก็ได้เพิ่มอำนาจเป็นกษัตริย์ของฝั่งตะวันออกทั้งหมดด้วยรวมทั้งเยรูซาเลม ทำให้มีอำนาจสั่งจับเปโตรดังได้กล่าวมาข้างต้น
