ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
จาริกธรรมทูตของเปาโลรอบแรก
ค.ศ.45 เปาโลอายุ 35 ปี
สองธรรมทูตกลุ่มแรกของศาสนาคริสต์คือบารนาบัส(Barnabas)หัวหน้ากลุ่ม เปาโลผู้ช่วย มีมาระโก(Marco)หนุ่มเป็นผู้ติดตามและฝึกงาน ลงเรือโดยสารจากอันทิโอกไปเกาะไซปรัส(Cyprus)ซึ่งออกจากชายฝั่งท่าเรือของนครอันทิโอก(Antioch)พุ่งออกไปในทะเลอีเจียนทางทิศตะวันตกประมาณ100 กม. ที่เลือกเกาะไซปรัสเป็นแห่งแรกก็เพราะอยู่ใกล้และเป็นบ้านเกิดของบารนาบัสเอง มีบ้านพัก มีญาติและคนรู้จักช่วยสนับสนุนและช่วยแก้ปัญหา นอกจากนั้นยังมีผู้เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ตัวจริงอยู่แล้วจำนวนพอสมควรทั้งจากเชื้อสายยิวและไม่ใช่ยิวคริสตชนทั้ง2 ประเภทมองข้ามการเหยียดผิวและต้นกำเนิด มีความกระตือรือร้นที่จะชักชวนเพื่อนฝูงมาร่วมอุดมการณ์อยู่เป็นทุนเดิมแล้ว เพียงแต่ไปยืนยันว่าทำดีแล้ว ให้ทำต่อไป ทุกอย่างก็จะลงตัว

ไซปรัส
ไซปรัสเป็นเกาะใหญ่ในทะเลอีเจียน(Aegean Sea) แต่อยู่ใกล้เอเชียไมเนอร์มากกว่าใกล้กรีซ เป็นรูปมือนิ้วชี้ชี้ไปที่เมืองอันทิโอก เป็นที่อยู่ของมนุษย์ยุคหินใหม่มาก่อนก.ค.ศ.6000 เข้ายุคทองแดงเมื่อก.ค.ศ.2300 ต่อจากนั้นไม่นานก็มีมนุษย์ยุคสัมฤทธิ์ข้ามจากเอเชียไมเนอร์เข้ามายึดครองและสร้างนครรัฐแรกๆ เมื่อแสนยานุภาพของเมอซีนิ(Merceneอารยันเผ่าอเคียน)ขยายมาถึงก็ยอมเป็นเมืองขึ้น มีพ่อค้าเข้ามาค้าขายและผู้มีอำนาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้รับอานิสงค์พัฒนาวัฒนธรรมขึ้นเป็นสัมฤทธิ์ระดับสูง มีผู้อพยพเข้ามาตั้งอาณานิคมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนกลายเป็นอาณานิคมของเมอซีนิโดยปริยาย มีการบันทึกด้วยตัวหนังสือของเกาะครีทซึ่งยังอ่านไม่ออก ไซปรัสปลอดจากการรุกรานของเผ่าดอร์เรียน(Dorian)ตลอดยุคมืดของกรีซ จนถึงประมาณก.ค.ศ.1000(สมัยกษัตริย์ดาวิดเรืองอำนาจ)มีกลุ่มชาวซีเรียอพยพมาตั้งหลักแหล่งนำเอาวัฒนธรรมเหล็กมาเผยแพร่ ประมาณก.ค.ศ.800 ชาวเฟนิเชียนอพยพเข้ามาตั้งอาณานิคม ก.ค.ศ.709 แอสซีเรีย(Assyria) เข้ามายึดเป็นเมืองขึ้น ก.ค.ศ.570ตกเป็นเมืองขึ้นของอียิปต์ และก.ค.ศ.525 ตกเป็นเมืองขึ้นของเปอร์เซีย ก.ค.ศ.498 ช่วยชาวกรีกแห่งอโอว์เนียกู้เอกราชจึงถูกเปอร์เซียลงโทษหนัก ต่อมามีผู้นำแข็งข้อหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนถึงปีก.ค.ศ.333 จึงทิ้งไพ่ตัวเก็งสนับสนุนแอลเลิกแซนเดอร์โดยสั่งกองทัพเรือสนับสนุนยึดเมืองทายร์(Tyre) ได้สำเร็จ จึงได้รับการปลดปล่อย หลังแอลเลิกแซนเดอร์กษัตริย์ทาลเลอมิ(Ptolemy)แห่งแอลเลิกแซนเดรียดูแลให้ปกครองแบบประชาธิปไตยจนถึงก.ค.ศ.58 จึงตกเป็นของมหาอาณาจักรโรมันขึ้นกับแคว้นเสอลีสเฉอ(Cilicia) ก.ค.ศ.47 จอมทัพซีเสอร์ย้ายให้ไปขึ้นกับแอลเลิกแซนเดรียของคลีเออแพทเถรอ(Cleopatra) ก.ค.ศ.22 จักรพรรดิอ-เกอส-เถิส(Augustus) ถอนคืนจากแอลเลิกแซนเดรียมาเป็นของวุฒิสภา และคงเป็นอยู่เช่นนี้ในขณะที่เปาโลเดินทางมาเผยแผ่ข่าวดีในปีค.ศ.45 เรือโดยสารซึ่งเป็นเรือใบ ไม่ใช่เรือกลไฟ จึงกำหนดเวลาเข้าเทียบท่าแน่นอนไม่ได้ คงไม่มีใครมาคอยต้อนรับ ผิดกับตอนส่งซึ่งกำหนดเวลาได้ แม้จะเลยเวลาไปบ้างตามความจำเป็น แต่ผู้มาส่งก็ยังอยากจะส่งและต้องส่งเพราะการเดินทางไกลสมัยนั้นยังไงก็เสี่ยง เรือเข้าเทียบท่าแซลเลอมีส(Salamis)ซึ่งอยู่ในอ่าวแซลเลอมิสหลบคลื่นลม สามธรรมทูตของเราจึงไม่เสียเวลามองหาผู้มารับ บารนาบัสทำหน้าที่ฝ่ายต้อนรับทันที เพราะเป็นบ้านเกิด กุลีกุจอหาจ้างรถเทียมม้าพาไปยังบ้านของตนซึ่งคงจะอยู่ไม่ไกลนักจากท่าเรือโดยสาร พากันไปพักที่บ้าน ค่อยคิดหาโอกาสพาไปพบทั้งคนรู้จักและไม่รู้จักเพื่อเผยแพร่ข่าวดีต่อไป

งานธรรมทูตที่แซลเลอมิส
ที่แซลเลอมีสมีกลุ่มคริสตชนใหญ่และเข้มแข็งในการเผยแผ่ข่าวดีพระเยซูเมสสิยาห์อยู่แล้ว บารนาบัสก็เป็นคนหนึ่งที่ไปจากกลุ่มนี้ ไม่มีใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งหรือก่อกำเนิดคริสตจักรแห่งนี้ พวกเขาจัดการกันเอง บนเกาะไซปรัสขณะนั้นมีชาวยิวตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ราวครึ่งหนึ่งของประชากรและส่วนมากมีฐานะดี การเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มก็สะดวกกว่าจากหลายพื้นที่ในปาเลสไตน์เองเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ลงเรือไปขึ้นที่ท่าซีเสอเรีย(Caesarea)ได้ก็เหมือนอยู่ชานเมืองแล้วในสมันนั้น ดังนั้นทุกเทศกาลศาสนาในกรุงเยรูซาเลมจึงมักจะมีผู้ไปร่วมกิจกรรมจากไซปรัสมาก จึงเชื่อได้ว่า ณ วันที่เปโตรประกาศเปิดโครงการ ณ กรุงเยรูซาเลม ที่ลูกาบันทึกไว้ว่ามีผู้รับเชื่อข่าวดีพระเยซูเมสสิยาห์รุ่นแรกสามพันคนจากคนต่างแดนที่มาร่วมสมโภชเทศกาลเปนเตกอสเตนั้นไม่รู้ได้ว่าจะมีชาวไซปรัสรวมอยู่ด้วยสักเท่าใด อย่างไรเสียก็เป็นเรือนร้อยแน่ๆ พวกเขากลับสู่เหย้าด้วยความอิ่มเอิบใจ มีความกระตือรือร้นที่จะบอกข่าวดีที่ได้รับมาแก่ทุกคนที่อยากจะรับฟัง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวหรือชาวชนเชื้อชาติใดไม่เลือกหน้า ใครสนใจก็ให้บัปติสมาล้างบาปและปกมือเชิญพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาสถิตตามที่ได้รู้ได้เห็นมาจากกรุงเยรูซาเลม ผู้รับเชื่อตามสูตรแล้วก็ตื่นเต้นเผยแผ่ต่อไปและต่อๆไปอย่างนี้บนเกาะไซปรัส ดังนั้นพอรุ่งเช้าข่าวสะพัดออกไปว่าธรรมทูตของพระเยซูเมสสิยาห์มาเยี่ยมพวกเราถึงที่ ใครๆก็อยากพบตัวและอยากได้ฟังเสียงปราศรัย แย่งกันจองคิวก็ว่าได้ และทุกครั้งบารนาบัสจะเป็นพระเอกและเปาโลเข้าร่วมรายการอย่างพระอันดับ ไม่มีใครบันทึกไว้ แต่ก็น่าจะเดาได้ไม่ยาก เปาโลจะต้องรู้สึกอึดอัดใจ รู้สึกเสียเวลา ก็เขาทำกันดีอยู่แล้วจะไปตอแยเขาทำไม รับฟังรายงาน ให้กำลังใจแล้วรีบๆไป ไปหาที่ใหม่ๆยากๆสำหรับเปาโลน่าจะสนุกกว่า ตอนแรกๆเปาโลคงได้พยายามอดกลั้น ไม่ว่ากระไร แต่ทนๆไปก็คงจะค่อยๆรู้สึกขึ้นมาว่าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว คงได้ขอออกความเห็นบ้าง แต่บารนาบัสก็คงได้แต่ปลอบใจว่าอีกหน่อยเดียว อีกหน่อยเดียว แล้วก็อีกหน่อยเดียว แต่ก็ไม่จบเสียที ในที่สุดก็คงประนีประนอมยอมความตกลงกันได้ว่าให้ทำแผนเดินทางตามถนนหลวงจากเมืองท่าซาลามิส(Salamis)ทางฝั่งตะวันออกของเกาะถึงเมืองท่าปาโฟส(Paphos)ทางฝั่งตะวันตกของเกาะระยะทางประมาณ 80 กม. แวะเยี่ยมชุมชนที่อยู่ติดกับทางหลวงเป็นระยะๆตลอดทาง แวะแล้วผ่าน แวะแล้วผ่านเรื่อยไป ชุมชนอื่นทั้งหลายให้มารวมตัวกับชุมชนที่จะต้อนรับ อย่างนี้จะได้รู้จักจบ บารนาบัสคงต้องรับเงื่อนไขอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็ต้องอนุโลมตาม มิฉะนั้นงานก็จะดำเนินต่อได้ยาก มีลูกาแต่แหล่งเดียวที่บันทึกงานธรรมทูตครั้งสำคัญนี้ไว้เพียงสั้นๆว่า “เขาทั้งสามคนเดินข้ามเกาะไปถึงเมืองปาโฟส” (กิจการ 13:8) ภาษาไทยใช้คำ”เดิน” ทำให้ฉงน ภาษากรีกว่า “dielthontes” = passers through จึงน่าจะแปลว่า “เดินทางข้ามเกาะ” ไม่จำเป็นต้องเดินด้วยเท้า ไม่มีการระบุว่าใช้เวลาเท่าไร แต่เชื่อได้ว่าเปาโลไม่ยอมให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ คงได้เร่งให้ทำเวลาอยู่ตลอดเวลา และคงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าจดจำ นอกจากที่ปาโฟสซึ่งเปาโลยอมให้เวลาอย่างพอเพียงแน่นอน

เหตุเกิดที่ปาโฟส
ถึงปาโฟสเปาโลคงรีบให้จองตั๋วโดยสารไปขึ้นฝั่งเอเชียไมเนอร์ตามเป้าหมายที่วางไว้ในใจ แต่แล้วก็ต้องยอมเปลี่ยนแผน อาจจะจองตั๋วไปแล้วก็ต้องคืน เพราะเจ้าเมืองนัดขอพบตัวและอยากจะขอสนทนาด้วยเป็นส่วนตัว เพราะเจ้าเมืองเป็นยิวที่ยำเกรงพระยาห์เวห์ อุตส่าห์จ้างคัมภีราจารย์ไว้ประจำตัวเพื่อคอยชี้แนะให้ทำทุกอย่างตามบทบัญญัติและน้ำพระทัยของพระยาห์เวห์ แต่บังเอิญได้คัมภีราจารย์ที่ใจไม่ซื่อหวังรวยทางลัด พยายามทำตัวเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ของพระยาห์เวห์ในระดับประกาศก(prophet) แปลว่าผู้พูดในนามของพระองค์ เขาพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ให้เจ้าเมืองจับได้ว่าเขาไม่มีพรสวรรค์ดังกล่าว และเขาระวังมากที่จะไม่ให้มีใครเป็นคู่แข่งแย่งตำแหน่งหลุดมือไป เจ้าเมืองรู้เรื่องการมาเยือนของ3 ธรรมทูตจากผู้รับเชื่อในพระเยซูเมสสิยาห์และรู้ว่าให้เวลาเยี่ยมชุมชนประเดี๋ยวเดียวก็จะลงเรือโดยสารไปต่อ จึงใช้อำนาจเจ้าเมืองสั่งให้ระงับตั๋วเดินทางและตีตั๋วให้ใหม่ในเที่ยวต่อไป ทั้งนี้โดยไม่รอปรึกษาคัมภีราจารย์ดังที่เคยปฏิบัติในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาซึ่งทำให้คัมภีราจารย์ไม่พอใจมากและตั้งป้อมสู้สุดดิ้นสิ้นประตู เขาชื่อบารเยซู(Barjesu) และข้าหลวงมีนามเหมือนเปาโลว่า เซอร์จีอัส เปาโล
บารนาบัสกับเปาโลเข้าวังข้าหลวงตามนัด มีแต่ข้าหลวงและคัมภีราจารย์เท่านั้นคอยต้อนรับ เพราะข้าหลวงต้องการถามเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ ไม่ต้องการให้ผู้คนเอาไปโจษจันกันให้อื้อฉาว เจ้าเมืองรู้ดีว่าเปาโลรีบร้อนอยากเดินทางต่อ จึงไม่พูดพล่ามทำเพลง เข้าประเด็นอยากรู้ทันที เรื่องพระเมสสิยาห์น่ะ รู้เรื่องอะไรมาบ้าง บารนาบัสไม่มั่นใจในฝีปากของตน จึงพยักหน้าให้เปาโลพูด สบอารมณ์เปาโลทันที ตั้งแต่ทำงานธรรมทูตที่ไซปรัสเพิ่งได้โอกาสทำงานธรรมทูตจริงเป็นครั้งแรกนี่แหละ เปาโลอธิษฐานขอพรพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์อย่างรวบรัดแล้วเริ่มเข้าประเด็นทันที ขัดใจเพียงแต่ว่าเจ้าบารเยซูคัมภีราจารย์และประกาศกปลอมคอยขัดคออยู่ตลอดเวลาแบบกัดไม่ปล่อย จ้องจะจับผิดให้จงได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เปาโลแก้ข้อกล่าวหาได้ทันควันทุกประเด็น ข้าหลวงเองก็รำคาญเพราะอยากทำเวลา แต่เจ้าซาตานตัวแสบชอบสอดและตัดบททั้งๆที่ชี้แจงไม่ทันหมดเปลือก ไม่นานเปาโลก็จับไต๋ได้ จึงหันไปดุและพูดตัดพ้อว่า “เจ้าสมุนซาตาน ดูเจ้าช่างฉลาดตัดบทเก่งจริงนะ เจ้านี่เจ้าเล่ห์เต็มตัวดีแท้ๆ เจ้ารู้ทั้งรู้ก็ยังกล้าบิดเบือนได้อย่างหน้าเฉยตาเฉย เจ้าอยากตาบอดนักรึไง ได้ซี ข้าขอพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ตอบสนองเจ้าตามต้องการณบัดนี้ เจ้าจะตาบอดตามความต้องการของเจ้าเอง เจ้าจะหายตาบอดได้ถ้าเลิกคิดชั่ว” ลูกาบันทึกไว้ว่ามันตาบอดฉับพลันจริงๆด้วย
เจ้าเมืองพอใจกลายเป็นธรรมทูตสำคัญของเมืองปาโฟสบารนาบัสจัดการให้เข้ากลุ่มคริสตจักรแห่งไซปรัสเรียบร้อยแล้ว ก็ลงเรือมุ่งขึ้นเหนือไปประมาณ 200 กม.ขึ้นท่าเรือเพอร์เกอ(Perga)ทางตอนใต้ของเอเชียไมเนอร์ ห่างจากทารเสิสTarsus)บ้านเกิดของเปาโลมาทางทิศตะวันตกประมาณ 300 กม. เตรียมตัวเดินทางขึ้นเหนือเพื่อบุกเผยแผ่ข่าวดีในเอเชียไมเนอร์ มาถึงจุดนี้หนุ่มมาระโก(Marco)ผู้ที่เปโตรให้ติดตามมาตั้งแต่ออกจากกรุงเยรูซาเลมเพื่อฝึกงาน เกิดคิดถึงมารดาอย่างหนัก ไม่อาจแข็งใจเดินทางต่อไปได้ จึงต้องยอมใหัเดินทางกลับบ้าน โดยโดยสารเรือจากท่าเพอร์เกอนั้นเอง เลาะชายฝั่งไปทางตะวันออก300กม. ผ่านทาร์เสิสบ้านเกิดของเปาโลแล้วหักลงใต้อีก300 กม.ขึ้นฝั่งที่ท่าเรือซีเสอเรีย เดินทางบกอีก 60 กม.ถึงบ้านในกรุงเยรูซาเล็ม
มาระโกเป็นนามภาษากรีกของเด็กหนุ่มคนนี้ที่เกิดจากครอบครัวฐานะดีในกรุงเยรูซาเลมมารดานามว่ามารีย์แห่งเยรูซาเลม(Mary of Jerusalem) เป็นแม่หม้ายเชื้อสายยิวเต็มตัวที่รอคอยพระเมสสิยาห์และเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ตัวจริง อุปถัมภ์สนับสนุนงานเผยแผ่ของเปโตรและคณะอย่างเต็มที่ มีบุตรชายซึ่งมีชื่อตามธรรมเนียมยิวว่าเยโฮฮันนัน(Jehohannanแปลว่าพระเยโฮวาห์ทรงโปรดปราน ได้รับการศึกษาด้านกรีกศึกษาอย่างดีและมีชื่อภาษากรีกว่าMarcos แผลงเป็นละตินว่า Marcus เป็นอังกฤษว่าMarc หรือ Mark จึงน่าเชื่อว่าบิดาของมาระโกเป็นคนเชื้อสายกรีก มาระโกรู้ภาษาและวัฒนธรรมกรีกและละตินอย่างดีพอๆกับเปาโล จึงช่วยเป็นล่ามให้เปโตรทั้งภาษากรีกและละติน ทั้งยังเป็นที่ปรึกษาอย่างดีสำหรับเปโตรในการตัดสินใจต่างๆ เปโตรเองขณะอยู่ในกรุงเยรูซาเลมก็อาจอยู่ในบ้านของมาระโกเป็นส่วนใหญ่ และบารนาบัสขณะช่วยเปโตรทำงานในกรุงเยรูซาเลมก็คงค้างอยู่ในบ้านของมาระโกนั่นเองแหละเพราะบางแห่งระบุว่าบารนาบัสเป็นญาติกับมาระโก ที่เปโตรให้มาระโกติดตามไปช่วยบารนาบัสและเปาโลนั้น ก็คงตั้งใจให้ออกไปเรียนรู้สังคมและฝึกงานเป็นสำคัญ ครั้นจบพันธกิจแห่งไซปรัสแล้วคงรู้สึกอึดอัดใจว่าไม่สู้ได้ทำประโยชน์อะไรนัก คิดว่าเปโตรต้องการความช่วยเหลือจากตนมากกว่าธรรมทูต2ท่าน จึงอ้างเอาดื้อๆว่าคิดถึงแม่อยากกลับบ้าน จะได้ไม่มีใครค้านให้ใบเรือเสียกระแสลม และก็ได้สมหวัง เราจะติดตามผลงานของมาระโกดังต่อไปนี้
มารดาของมาระโกนามว่ามารีย์ เพื่อแยกจากมารีย์อื่นๆ จึงนิยมเรียกว่ามารีย์แห่งเยรูซาเลม (Mary of Jerusalem) เป็น 1 ในบรรดาสตรีใจศรัทธาที่มีศรัทธาในตัวพระเยซู และสนับสนุนงานของพระองค์ตั้งแต่พระเยซูดำเนินการตามแผนการของพระองค์อยู่ เมื่อรู้จักพระเยซูนั้น มารีย์เป็นแม่หม้ายแล้ว และเป็นแม่หม้ายที่มีทรัพย์สิน มีคฤหาสน์หลังใหญ่ในเนื้อที่กว้างในกรุงเยรูซาเลมในย่านคนมีฐานะ คือแถบตะวันตกบนที่ราบสูง ไม่ไกลจากวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลมซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกบนที่ราบต่ำลงมานิดหน่อย พระเยซูน่าจะเคยมาพักแรมบ่อยๆขณะทำพันธกิจในกรุงเยรูซาเลม สาวกของพระองค์ก็คุ้นเคยกับครอบครัวนี้ดี ดังปรากฏว่า ครั้งสุดท้ายที่พระเยซูเข้ากรุงเยรูซาเลม พระเยซูรับสั่งแก่ศิษย์คนหนึ่งให้ไปที่บ้านหลังนี้ บอกกับเจ้าของบ้านว่า “เราจะพาศิษย์ของเรามาเลี้ยงอาหารตามกำหนดสำหรับเทศกาลปาสกาในบ้านของเธอ” เท่านั้นก็เรียบร้อย ถึงเวลากำหนดค่ำวันพฤหัสบดีก่อนจะสิ้นพระชนม์ ทุกอย่างเตรียมไว้เรียบร้อยสำหรับงานเลี้ยง 13 ที่นั่ง ไม่ปรากฏว่ามีคนภายนอกมีส่วนรู้เห็น จึงน่าจะเป็นว่า เจ้าบ้านคือแม่หม้ายมารีย์จัดงานเองทั้งหมด โดยมีบุตรชายวัยรุ่นคือมาระโกเป็นลูกมือ สาวกเข้านอกออกในกันอย่างสะดวกสบาย ดังปรากฏว่ายูดาสผู้ทรยศเข้ามาเมื่อใดออกไปเมื่อใดได้ตามใจ นอกนั้นไม่มีใครมาพลุกพล่านเลย
ครั้นเสร็จการเลี้ยงระลึกวันเอกราชแล้ว พระเยซูทรงนำสาวกไปสวดภาวนาในสวนมะกอก ซึ่งก็แสดงว่าอยู่ไม่ไกลนัก และรู้สึกว่าไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของสวน และรู้สึกว่าจะไปเป็นประจำ ทำให้น่าเชื่อว่าคงจะเป็นสวนของเศรษฐินีมารีย์ผู้อุปถัมภ์กิจการของพระเยซูนั่นเอง และพระเยซูคงได้พาสาวกไปหาความสงัดเป็นประจำ ยูดาสผู้ทรยศก็คงได้เคยเข้าออกเป็นประจำจนชำนาญทิศทาง เก็งได้ว่าพระเยซูจะภาวนาอยู่ตรงจุดไหนเวลาใด จึงได้นำพาทหารของปุโรหิตเข้ามาจับตัวพระเยซูได้อย่างผู้ชำนาญทาง มาระโกก็คงป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นเพื่อบริการรับใช้ตามคำสั่งของมารดา มีเกร็ดที่เล่ากันต่อมาว่า เมื่อพระเยซูถูกนำตัวไปสู่จวนมหาปุโรหิตนั้น มีวัยรุ่นคนหนึ่งติดตามดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ครั้นทหารคนหนึ่งเห็นผิดสังเกตคิดจะจับตัวไปไต่สวนหาสาเหตุ วัยรุ่นซึ่งหวาดระแวงอยู่นั้น คิดจะหนีโดยอัตโนมัติ ทหารคว้าเสื้อคลุมได้ เด็กหนุ่มคนนั้นก็สลัดเสื้อคลุมทิ้งวิ่งหนีเอาตัวรอดไปได้ แม้ผู้บันทึกคือมาระโกเองไม่ระบุชื่อก็เดาได้ไม่ผิดว่าเขาละ มาระโกบุตรชายคนเดียวของมารีย์แห่งเยรูซาเลม เหตุการณ์เกิดขึ้นฉับพลันแบบผกผัน เขาได้แต่งงในตอนนั้น จับต้นชนปลายไม่ถูก เขาคงวิ่งกลับบ้านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ รายงานทุกอย่างให้มารดาฟังอย่างระทึกใจ มารีย์ผู้เป็นมารดาได้แต่เฝ้าฟังข่าวความเคลื่อนไหวอย่างเป็นห่วงและโล่งอกเมื่อรับรู้ว่าพระเยซูได้ฟื้นคืนชีพแล้ว คงเป็น 2 คนในจำนวน 500 คนที่เฝ้าดูพระเยซูเสด็จไปสวรรค์ด้วยร่างกายที่ฟื้นคืนชีพ ต่อจากนั้นก็กำชับบุตรชายให้ดูแลรับใช้เปโตรอย่างใกล้ชิด ได้บันทึกคำสอนของเปโตรไว้ และรวบรวมเป็นเล่มคัมภีร์ที่อ่านกันทุกวันนี้ว่า “พระวรสารโดยมาระโก”
เมื่อเปโตรสิ้นชีวิตแล้ว มาระโกเผยแผ่ข่าวดีที่อเล็กซานเดรีย(Alexandria) และได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรแห่งอเล็กซานเดรีย

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018