ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
เปาโลบุกเอเธนส์
ต้นค.ศ.50 เปาโลอายุ40ปี
จากฟีลิปปีสู่เธสสะโลนิกา
เปาโลออกเดินทางธรรมทูตจาริกครั้งที่2จากอันทิโอกในซีเรียมุ่งสู่เมืองฟีลิปปีปักหลักในบ้านของเศรษฐินีลีเดียจนตั้งคริสตจักรแห่งฟีลิปปีได้สำเร็จ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จึงออกเดินทางมุ่งสู่เอเธนส์ซึ่งต้องเลาะชายฝั่งทะเลอีเจียนลงไปทางใต้ประมาณ500กม. โดยตั้งเข็มเลาะชายฝั่งไปทาง ตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 50 กม.ถึงเมืองเธสสะโลนิกาเป็นเมืองในเส้นทางต้องผ่านหากเบนทิศลงใต้ตามชายฝั่งเรื่อยไปอีกประมาณ300กม.ก็จะถึงเอเธนส์ดังประสงค์ได้ แต่ที่เอเธนส์เปาโลยังไม่มีที่พึ่งเลย
บังเอิญ(“บังเอิญ” เป็นเรื่องปรกติมากๆในประวัติความเป็นมาของศาสนาคริสต์ซึ่งชาวคริสต์บางคนอาจจะถือว่าเป็นปาฏิหาริ์ก็ได้) ที่เธสสะโลนิกาเปาโลมีศิษย์ข่าวดีอยู่คนหนึ่งชื่อ
ยาโสน(Jason)จึงคิดจะแวะเยี่ยมเพื่อปรึกษาหาลู่ทางแล้วก็จะผ่านไป ครั้นได้มาเห็นเข้าจริงๆก็รู้สึกว่าเป็นเมืองสำคัญ เพราะเป็นเมืองท่าขนถ่ายสินค้าทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทางบกที่มาจากกรีซภาคเหนือ ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลโรมันยังใช้เป็นเมืองหลวงของแคว้นมาซีโดเนียแทนมาซีดอนอีกด้วย พอดีจะถึงวันเสาร์สับบาโต เปาโลจึงอยากจะถือโอกาสชิมลางดู เผื่อไว้ว่าถ้าตั้งศูนย์กลางที่เอเธนส์ไม่สำเร็จก็ยังมีเธสสะโลนิการองบ่อนไว้ ก็ไม่เลวเลย จึงขอลองเชิงดู ซึ่งยาโสนและครอบครัวก็เห็นชอบและยินดีให้การสนับสนุนและยาโสนเองก็รู้จักมักคุ้นกับเจ้าของธรรมสถาน รออยู่ 2 วันก็ถึงวันเสาร์ ยาโสนพาเปาโลและคณะไปธรรมสถานประจำเมืองเธสสะโลนิกา แนะนำให้รู้จักกับเจ้าของธรรมสถานโดยแนะนำด้วยว่าเปาโลเคยเรียนพระคัมภีร์ในสำนักของกามาลีเอล ณ กรุงเยรูซาเลมและสนใจสืบสาวเรื่องพระเมสสิยาห์เป็นพิเศษ เท่านั้นแหละเจ้าของธรรมสถานก็ขอให้ทำหน้าที่อ่านพระคัมภีร์ในพิธีกรรมวันนั้นและช่วยเทศนาต่อเลย ก็เข้าล็อคที่ปรารถนาของเปาโลทันที วันนั้นเปาโลแสดงฝีปากและวาทศิลป์ได้ดีเป็นพิเศษ “พี่น้องทั้งหลาย โปรดสังเกตคำพูดท้ายๆของประกาศกที่ข้าพเจ้าอ่านให้ฟังเมื่อตะกี้นี้ให้จงดี ท่านอิสยาห์กล่าวเป็นนัยไว้ว่า พระเมสสิยาห์จะต้องรับทุกข์ทรมานเสียก่อนจึงจะตั้งอาณาจักรของพระเจ้าในโลกนี้ให้คนทำดีได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรของพระเจ้าเพื่อเอาชนะความชั่วด้วยการทำดีอย่างไม่ย่อท้อไม่หวังผลตอบแทนใดๆในโลกนี้ เพื่อผลตอบแทนในโลกหน้าจะได้เต็มเปี่ยม หากหวังผลตอบแทนในโลกนี้ อย่างที่บางคนเข้าใจพระเมสสิยาห์อย่างผิดๆเพ้อฝันกันอยู่ พวกเขาจะคว้าน้ำเหลวและจะไม่ได้อะไรติดมือเลยทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” เสร็จพิธีแล้วมีผู้สนใจมากเข้ามากลุ้มรุมซักถามจน3คนตอบไม่หวาดไหว จนเจ้าของธรรมสถานต้องขอร้องให้กลับบ้านกันเสียก่อน ไว้วันเสาร์หน้าค่อยมาฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมจากธรรมาสน์ ซึ่งเปาโลพอใจแต่คนส่วนมากไม่พอใจจึงติดตามเปาโลไปถึงคฤหาสน์ของยาโสนอันเป็นที่พักขัองเปาโลและคณะ จำนวนหนึ่งขอรับบัปติสมาล้างบาปที่คฤหาสน์ของยาโสนในวันนั้น อีกจำนวนหนึ่งอยากจะขอฟังวันเสาร์ต่อไปเสียก่อน
วันเสาร์ต่อมามีผู้มารอฟังคำชี้แจงของเปาโลมากเป็นพิเศษส่วนหนึ่งเป็นคนไม่ใช่เชื้อสายยิวแต่สนใจเรื่องพระเมสสิยาห์ซึ่งผู้บันทึกเหตุการณ์เรียกว่าชาวกรีกเพราะพูดภาษากรีกเก่งกันทุกคน พวกหลังนี้ขอรับบัปติสมาล้างบาปกันมากในวันนั้นซึ่งเปาโลและคณะก็จัดให้ตามประสงค์ พวกเขาสัญญาจะพาพวกพ้องมากันอีกมากในวันเสาร์ต่อไป จบพิธีศาสนาของวันเสาร์ที่3 ยิ่งมีผู้ขอรับบัปติสมาล้างบาปมากล้นหลาม รวมทั้งเจ้าของธรรมสถานด้วย เปาโลจึงประกาศตั้งคริสตจักรแห่งเธสสะโลนิกาขึ้นในวันนั้นโดยเจ้าของธรรมสถานเป็นประธานและนายยาโสนเป็นเหรัญญิก เปาโลปลาบปลื้มใจและมีความสุขมาก แต่มารก็ไม่ยอมปล่อยให้เปาโลมีความสุขสงบอยู่ได้นาน เพราะจะไม่มีเสาร์ที่ 4 ณ ธรรมสถานแห่งเธสสะโลนิกาสำหรับเปาโล แต่เปาโลเองคิดว่าเป็นพระประสงค์ของพระเยซูที่จะให้เปาโลเดินหน้าต่อไปในทางแห่งธรรมจาริก
เนื่องจากเธสสะโลนิกาเป็นศูนย์การค้าใหญ่ของมหาอาณาจักรโรมันขณะนั้น จึงมีชาวยิวมาอยู่ทำธุรกิจด้านต่างๆกันมาก มีธรรมสถานหลายแห่ง บางแห่งก็เป็นแหล่งส้องสุมของขบวนการรักชาติหัวรุนแรง และบางคนก็คืออันธพาลแอบแฝง พวกเหล่านี้ครั้นได้ยินคำเล่าลือว่าเปาโลมาชักชวนเพื่อนร่วมชาติชาวยิวให้กู้ชาติด้วยสันติวิธีอย่างนี้เริ่มรู้สึกว่าจะกระทบกระเทือนเป้าหมายของตน เมื่อเห็นว่าหากปล่อยให้ขยายผลต่อไป พวกตนจะหมดที่ยืนในเธสสะโลนิกาแน่ๆ จึงชวนกันใช้ช่องโหว่ของกฎหมายโรมันตามอัธยาศัย คือ ยกพวกเข้าจู่โจมเข้าในบริเวณบ้านของยาโสนเพื่อค้นหาตัวของเปาโลเพื่อเอาไปขึ้นศาลเตี้ยในฐานะคนต่างแดนที่ไม่พึงประสงค์ของคนท้องถิ่น หลักฐานไม่ได้บอกว่าเพราะเหตุใดจึงหาตัวไม่พบ พวกเขาผิดหวังแต่ก็ไม่วายหาเรื่องเจ้าของบ้านโดยจับเอาตัวไปส่งเจ้าหน้าที่ในฐานให้ที่พักพิงแก่ผู้คิดร้ายต่อมหาอาณาจักร ยาโสนเองก็เป็นเจ้าพ่อท้องที่อยู่พอสมควรจึงรู้วิธีปัดรังควาญโดยยื่นซองขาวให้เจ้าหน้าที่พอสมควรแก่กาละเทศะก็กลับบ้านได้ แต่ก็รู้สึกว่าแขกเมืองอย่างเปาโลหาทางรอดยาก จึงพาไปฝากฝังไว้กับเพื่อนที่เป็นเจ้าของธรรมสถานที่เมืองเบโรอา(Beroea)ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลเหมือนกันอยู่ใต้ลงไปประมาณ 30 กม. ก็รู้สึกจะหมดปัญหา เพราะเจ้าของสถานที่ใหม่เป็นผู้สนใจเรื่องพระเมสสิยาห์อยู่แล้ว จึงสนทนากันอย่างถูกอกถูกใจไม่รู้จักเบื่อ ถึงวันเสาร์ก็มอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานพิธีกรรมและชาวบ้านก็ชอบฟังการตีความคัมภีร์ของเปาโลอย่างติดอกติดใจ พวกเขารวมทั้งครอบครัวของเจ้าของธรรมสถานด้วย ยอมรับบัปติสมาล้างบาปเป็นสาวกของพระเยซูโดยไม่เลิกนับถือศาสนายิวตามที่คริสตจักรแห่งเยรูซาเลมปฏิบัติอยู่ ทุกอย่างลงตัวอยู่ได้พักหนึ่ง ผู้ไม่ใช่ยิวที่ถูกใจก็มาขอเข้าพวก ซึ่งเปาโลก็ให้เกียรติว่าจะปฏิบัติธรรมเนียมยิวด้วยแค่ไหนก็ได้ตามใจ แต่ก็ขอร้องไว้ว่าอย่าแบ่งแยกเป็น2พวก ทุกคนก็พอใจ เปาโลตั้งคริสตจักรแห่งเบโรอาได้อย่างไม่ต้องเหนื่อยยาก ราวกับมีราชรถมาเกยก็ไม่ปาน แต่ก็อยู่ได้ไม่เกิน1เดือน บรรดาอันธพาลแห่งเธสสะโลนิกา พอรู้ว่าเปาโลหลบฉากไปได้อย่างสวยก็เจ็บใจ รู้สึกราวกับถูกเหยียบดั้งจมูกจนบี้แบน ชาติเสือต้องไว้ลาย ยอมง่ายๆได้รึ รีบรุดตามไปรังควาญถึงที่ พยายามยุแหย่อันธพาลท้องที่ให้รู้สึกอย่างเดียวกับตนและให้ใช้วิธีอันธพาลเช่นเดียวกัน ร้อนถึงเจ้าของธรรมสถาน ต้องวางแผนเอาตัวเปาโลออกจากเมืองอย่างแนบเนียนมิฉะนั้นจะไปไม่รอด เพราะเหล่าร้ายวางสายกันอย่างตาสับปะรด ต้องส่งตัวเปาโลไปให้ถีงเอเธนส์จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัย เพราะที่นั่นระบบรักษาความปลอดภัยให้ชาวต่างแดนมาเยี่ยมเยียนและทัศนาจรได้ระดับมาตรฐาน ไม่มีอันธพาลลอยนวลอย่างในหัวเมือง ประการที่2 ต้องไปทางเรือเพื่อป้องกันมิให้อันธพาลสะกดรอย ประการที่3ต้องปลอมตัวและไปคนเดียวก่อน ลูกศิษย์2คนให้ตามไปทีหลัง เพราะถ้าไปพร้อมกัน3คนเป็นทีม ไปถึงไหนก็เป็นเป้านิ่งที่นั่น และประการสุดท้ายต้องมีเกราะกำบัง2ชั้นคือให้ชายฉกรรจ์อาสาสมัคร2คนแต่งตัวเป็นพ่อค้าประกบตัวไปส่งจนถึงบ้านเพื่อนสนิทในกรุงเอเธนส์ ฝากฝังกันและรู้ เรื่องกันอย่างชัดเจนแล้วจึงปล่อยตัวไว้และกลับมารายงาน ต่อจากนั้นจึงค่อยให้สิลาส(Silas)และธิโมที(Timothee)ตามไปสมทบทีหลัง เรียกว่าให้ความปลอดภัยเต็มขั้นทีเดียวและทุกอย่างก็เรียบร้อยปลอดภัย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเปาโลเองจะพอใจกับการอารักขาเต็มร้อยอย่างนี้หรือไม่
เปาโลที่เอเธนส์
ในที่สุดเปาโลก็ได้มายืนอยู่บนผืนแผ่นดินที่ถือกันว่าเป็นเนื้อดินดีที่สามารถผลิตนักคิดชั้นนำทุกชนิดซึ่งเปาโลเองได้เล่าเรียนรู้มามากก็คงหวังอยู่ลึกๆว่า หากได้คนเหล่านี้มาเป็นศิษย์ผู้เชื่อในข่าวดีของพระเยซูและเชื่อว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ตัวจริง เปาโลก็จะหายใจโล่งอก งานเผยแผ่ข่าวดีไปทั่วโลกก็คงจะดำเนินต่อไปอย่างอัตโนมัติตามครรลองของมัน เรารู้ว่าเปาโลอยู่ที่เอเธนส์อย่างปลอดภัยไร้กังวล แต่ไม่มีข้อมูลอะไรให้สันนิษฐานได้เลยว่าไปอยู่กับใครและที่ไหน ที่น่าจะสันนิษฐานก็คือครอบครัวที่เปาโลอาศัยอยู่นั้นมิได้รู้จักกันมาก่อน แต่เป็นเพื่อนของเพื่อน คือผู้มีจิตศรัทธาที่เมืองเบโรอาฝากฝังมา อาจจะเป็นยิวและไม่รู้ว่าสนใจเรื่องพระเมสสิยาห์หรือเปล่า จะถามรึก็กลัวจะเสียมารยาท อยู่ไปก็ต้องเกรงใจไป อาศัยอยู่สักวันสองวันยังพอทำเนา นี่จะต้องอยู่ต่ออีกกี่วันก็ยังไม่รู้ จะย้ายไปอยู่กับใครก็ยังไม่มีคนรู้จักเลย และถ้าสิลาสและทิโมธีมาสมทบอีกจะมิอึดอัดใจมากขึ้นไปอีกหรือ จะเริ่มเผยแผ่ข่าวดีก็ยังมองไม่ออกว่าจะเริ่มตรงไหนดี เปาโลคงอึดอัดใจมิใช่น้อย ยังไงก็ต้องหยั่งเชิงให้รู้ดำรู้แดงเร็วที่สุด แทนที่จะคอยให้โอกาสมาหาตน เปาโลเริ่มทำความรู้จักกับสิ่งแวดล้อมโดยออกท่องเมืองแต่เช้ายันเย็น เดินตามถนนใหญ่เป็นหลัก หากพบสถานที่สาธารณะก็จะเข้าไปปะปนกับฝูงชนและทักทายผู้คนอย่างมีมารยาท ใครไม่อยากคุยด้วยก็ปล่อยไป ใครสนใจคุยต่อก็แนะนำว่ามาจากต่างแดนและอยากจะรู้เรื่องของเอเธนส์ และเมื่อถูกถามว่ามาทำไมก็จะค่อยๆเปิดเผยนโยบายของตนโดยสังเกตไปพลางๆว่าสนใจฟังต่อหรือไม่ สังเกตได้ว่าถ้าไม่ใช่นักคิดก็จะสนใจเรื่องเทพเจ้าที่ตนนับถืออยู่และไม่สนใจความคิดอื่นแปลกปลอมเข้ามา ถ้าเป็นนักปรัชญาก็อยากจะพูดให้คนอื่นฟังเขามากกว่าที่จะฟังผู้อื่น ที่สุดก็คงได้สัมผัสสมาชิกวุฒิสภาเข้าโดยไม่รู้ตัวโดยที่วุฒิสมาชิกผู้นั้นมิได้เปิดเผยตำแหน่ง แต่สมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นคงได้สังเกตว่าเปาโลเป็นคนเดินทางมามากและมีความคิดแปลกใหม่เป็นของตนเอง จึงได้นำความไปเสนอในสภาให้เชิญตัวมาเล่าประสบการณ์และความคิดเห็น
เป็นวิธีการของสภากรุงเอเธนส์ที่ชอบเชิญคนต่างแดนมาเล่าประสบการณ์และถามให้ตอบ เพราะสมัยนั้นการสื่อสารทำได้ในวงจำกัดมาก ประสบการณ์และการรู้เห็นของนักเดินทางและนักผจญภัยย่อมเป็นข่าวกรองที่มีค่ายิ่งสำหรับคาดคะเนนโยบายการเมืองของนานาชาติตลอดจนความรู้แปลกๆที่ไม่อาจจะสืบรู้ได้ด้วยวิธีอื่น เปาโลเข้าข่ายดังกล่าว ครั้นเจ้าหน้าที่รัฐสภามาพบตัวและนัดหมายเชิญให้เข้าไปอภิปรายในรัฐสภา เปาโลดีใจมาก พยายามศึกษาสถานการณ์และเตรียมเนื้อหาที่จะพูดอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับเป็นการทิ้งไพ่ตัวเก็ง ถ้าพูดเข้าล็อคก็อาจจะสำเร็จตามที่ใฝ่ฝัน หากไม่เข้าล็อคก็ปิ๋วเลยตลอดชาติ
ถึงวันนัดหมาย เปาโลตัวคนเดียวไม่มีกองเชียร์ สิลาสและทิโมธีก็ยังมาไม่ถึง บ้านที่ให้ที่พักพิงก็ไม่มีใครสนใจว่าเปาโลจะทำอะไร คงให้ที่พักพิงไปตามมารยาทเท่านั้น เปาโลจึงหวังพึ่งแต่เบื้องบนเท่านั้น “ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัย” ก็ได้เพียงแค่นี้
วันสำคัญที่สุดของเปาโล!
ลูกาเมื่อมาเป็นศิษย์ของเปาโลแล้ว เห็นความสำคัญของสุนทรพจน์ในรัฐสภาเอเธนส์ จึงได้สืบหามาเก็บไว้เป็นหลักฐาน ดังต่อไปนี้
“ชาวเอเธนส์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าพบว่าท่านมีความเลื่อมใสในศาสนามากจริงๆ เมื่อข้าพเจ้าเดินชมเมืองสังเกตเห็นปูชนียวัตถุต่างๆของท่าน พบแท่นบูชาแท่นหนึ่งมีคำจารึกว่า แด่พระเจ้าที่เราไม่รู้จัก ข้าพเจ้ามาประกาศให้ท่านรู้จักพระเจ้าองค์นี้ที่ท่านเคารพทั้งๆที่ท่านไม่รู้จัก พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกและทรงสร้างทุกสิ่งที่อยู่ในโลก พระองค์ทรงเป็นเจ้านายของสวรรค์และแผ่นดิน พระองค์ไม่สถิตในวิหารที่มือมนุษย์สร้างขึ้น พระองค์ไม่ทรงต้องการการปรนนิบัติจากมือมนุษย์ ประหนี่งว่าพระองค์ทรงขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานชีวิต ลมหายใจและทุกสิ่งให้แก่มนุษย์ทุกคน พระองค์ทรงทำให้มนุษย์ทุกชาติสืบเชื้อสายมาจากมนุษย์คนเดียว และทรงทำให้เขาทั้งหลายอยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโดยทรงกำหนดช่วงเวลาและขอบเขตให้เขาอยู่ พระเจ้าทรงกระทำดังนี้ เพื่อให้มนุษย์แสวงหาพระเจ้าแม้จะต้องคลำหา เขาก็ยังพบพระองค์ได้ เพราะพระองค์ทรงอยู่ไม่ห่างจากเราแต่ละคน เรามีชีวิต เคลื่อนไหวและมีความเป็นอยู่ในพระองค์ ดังที่กวีบางคนของท่านกล่าวไว้ว่า พวกเราเป็นบุตรของพระองค์ เราเป็นบุตรของพระเจ้า เราจึงไม่ควรคิดว่า พระเจ้าทรงเป็นเหมือนรูปทองคำ เงิน หรือหิน ซึ่งแกะสลักอย่างมีศิลปะตามจินตนาการของมนุษย์ บัดนี้พระเจ้าทรงมองข้ามเวลาในอดีตเมื่อมนุษย์ไม่มีความรู้ พระองค์ทรงบัญชาให้มนุษย์ทุกคนทั่วทุกแห่งกลับใจ เพราะพระองค์ทรงกำหนดวันหนึ่งไว้เมื่อจะทรงพิพากษาโลกด้วยความยุติธรรม โดยผ่านทางมนุษย์ผู้หนึ่งที่พระองค์ทรงแต่งตั้งและทรงรับรองต่อมนุษย์ทุกคนโดยทรงทำให้ผู้นี้กลับคืนชีวิตจากบรรดาผู้ตาย”
ก็คงได้มีการซักถามอะไรบางเรื่องตามธรรมเนียมเกี่ยวกับนโยบายการปกครองของชาวโรมันต่อชนชาติตะวันออก ครั้นถามกันจนไม่อยากรู้อะไรอีกแล้ว ประธานสภาก็กล่าวขอบคุณและเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศก็คงได้กล่าวตามธรรมเนียมว่า เนื้อเรื่องดีมีประโยชน์มากมาย แต่ขออภัย วันนี้สมควรเเก่เวลาแล้ว จะขอเชิญท่านในวาระต่อไปถ้าท่านยังอยู่ในกรุงเอเธนส์ สำหรับตัวเปาโลเองรู้สึกว่าไม่ได้ผล ตั้งคริสตจักรแห่งเอเธนส์ยังไม่สำเร็จ ยังไม่เห็นช่องทางว่าจะทำอะไรต่อไป เพราะโอกาสไม่เปิดเลย พอสิลาสและทิโมธีมาสมทบก็ตัดสินใจไปเมืองโครินธ์ซึ่งเป็นเมืองธุรกิจ อย่างน้อยก็เชื่อว่าจะพบชาวยิวบางคนที่พูดกันรู้เรื่องเป็นจุดเริ่มต้น ต่อจากนั้นก็แล้วแต่พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์จะนำทาง
