paolo01

ซอกแซกหามาเล่า (219)

เปาโลพบจุดจบ ณ โรม  ที่ใฝ่เห็น

สิงหาคมค.ศ.59-65 เปาโลอายุ49-55ปี

เปาโลไม่ยอมให้ศาลแห่งซีซารียาตัดสิน เพราะบิดาได้ทุ่มเงินก้อนใหญ่ซื้อสิทธิพลเมืองโรมันไว้ให้ลูกหลานแล้ว ก็อยากจะใช้ให้สอดคล้องกับนิมิตในฝันว่าจะได้ไปกรุงโรม อีกประการหนึ่งเปาโลก็คงได้ชั่งดูสถานการณ์แล้ว หากให้ศาลผู้ว่าราชการณซีซารียาตัดสิน ศาลอาจจะหาเสียงกับประชาชน เหมือนในกรณีของพระเยซู ตนก็จะตายเปล่า ชวดไปกรุงโรม หรือหากศาลไม่แคร์ความต้องการของประชาชนและตัดสินยกฟ้องปล่อยตัวออกมาจากที่คุมขัง ตนก็จะถูกประชาทัณฑ์โดยศาลเตี้ย ก็ไม่ได้ไปถึงกรุงโรมอยู่ดี มีทางให้เลือกสถานเดียวคือต้องอยู่ในที่คุมขังจนกว่าจะมีเจ้าหน้าที่อารักขาไปจนพ้นแดนปาเลสไตน์เป็นอย่างน้อย ดังนั้นแม้จะอ่านเกมออก เดาใจผู้ว่าราชการคนก่อนถูก แต่ก็ได้รับการดูแลดี ไปไหนไม่ได้แต่ญาติมาเยี่ยมได้ก็ดีแล้ว เพราะยังดูแลคริสตจักรได้เป็นปรกติ เหตุเป็นไปอย่างนี้อยู่ราว 2ปีก็ถึงจุดเปลี่ยน ผู้ว่าฯเฟลิกส์(Felix)ไป ผู้ว่าฯเฟสตัส(Festus)มาแทน พอรู้ว่าเปาโลถูกขังลืมมา2ปีแล้ว ก็อยากจะโชว์ฝีมือบริหารทันใจทุกสายงาน จึงถามเปาโลว่าจะเอาอย่างไร เปาโลยืนกระต่ายขาเดียว ขอถวายฎีกาต่อจักรพรรดิ
ระหว่างนั้นกษัตริย์อากริปปาที่ 2(Agrippa II)เสด็จมาจากวังติเบรีอัส(Tiberias)ค้างแรมอยู่ที่ซีซารียาเพื่อแสดงความยินดีกับผู้ว่าฯใหม่และกระชับความร่วมมือในการบริหารการปกครองปาเลสไตน์

เปลี่ยนผู้ว่าฯนโยบายเปลี่ยน
อากริปปาอยากจะมีผลงานจึงขอศึกษากรณีดูเผื่อจะประนีประนอมได้ เปาโลไม่สนใจเรื่องคดีแต่สนใจชักชวนให้อากริปปายอมเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ตัวจริงมากกว่าจนอากริปปาออกปากว่า หากฟังเปาโลต่อไปอีกนิดเดียวต้องได้เป็นศิษย์ของเปาโลเป็นแน่ สรุปรายงานผู้ว่าฯว่า “ถ้าเปาโลไม่ขอถวายฎีกาก็น่าจะปล่อยตัวได้ทันที”

ได้เดินทางไปกรุงโรมดั่งตั้งใจเสียที
ในที่สุดได้ฤกษ์ออกเรือจากซีซารียาเมื่อเดือนสิงหาคมค.ศ.59ตามคำสั่งของผู้ว่าฯเฟสตัสพร้อมนักโทษถวายฎีกากลุ่มหนึ่งมีทหารคุมไปภายใต้การนำของนายร้อยยูเลียส(Julius) แล่นใบเลาะตามชายฝั่งขึ้นทิศเหนือ จอดแวะรับส่งคนโดยสารที่ท่าไซดอน(Sidon) มีลูกศิษย์ทึ่รู้ข่าวมาต้อนรับให้กำลังใจและอำลากันไป เรือแล่นขึ้นเหนือต่อไปจนถึงปลายแหลมของเกาะไซปรัสจึงหักมุมเลี้ยวซ้ายตัดเส้นทางระหว่างเกาะกับชายฝั่งด้านใต้ของเอเชียไมเนอร์ตัดตรงไปเมืองท่ามีรา(Mira)ของแคว้นลีเซีย(Lycia) ผู้ไปกรุงโรมต้องถ่ายเรือขึ้นลำใหญ่เพื่อออกทะเลลึก ตัดลงใต้เพื่อเลี้ยวขวาอ้อมใต้เกาะครีตมุ่งหน้าสู่ตะวันตกวิ่งผ่ากลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมุ่งสู่เมืองท่าซีราคิวซ์ของเกาะซิซิลิ ใต้คาบสมุทรอิตาลี แต่พอเลาะชายฝั่งใต้ของเกาะครีทเท่านั้นก็รู้สึกว่าเข้าฤดูหนาวรุนแรงอากาศแปรปรวนยากที่จะแล่นใบต่อไปได้ เปาโลเป็นลูกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพราะบ้านอยู่ติดทะเลที่ทาร์ซัส เคยออกทะเลกับบิดามาแต่เล็ก รู้ฤทธิ์รัายกาจของพายุร้ายฤดูหนาวดี จึงแนะนำกัปตันให้แวะพักที่ท่าเรือเล็กๆชื่อ Kalousแปลว่างาม หาที่พักพอรอดตายเสียก่อน เมื่อพายุร้ายผ่านไปแล้วค่อยแล่นใบต่อไป แต่กัปตันค้านว่าที่นี่เป็นท่าเรือเล็ก เรามีด้วยกันตั้ง 276 คน อยู่ไม่สบาย สู้ไปให้ถึงหัวเกาะด้านตะวันตกเสียก่อนดีกว่า ที่นั่นเป็นเมืองใหญ่ ที่พักสะดวกสบาย คนโดยสารส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกัปตัน เรือจึงดั้นด้นต่อไปได้สักครู่ พายุกรรโชกมาแรงต่อเนื่องผ่านเกาะมาสู่เรือซัดให้เรือออกจากฝั่งลูกเดียว คุมใบเรือไม่อยู่เลย ต้องงดใช้ใบเรือ กลาสีปล่อยทุ่นลงข้างเรือเพื่อประคับประคองไม่ให้คว่ำง่ายๆเท่านั้น ต้องปล่อยเรือให้ลอยเท้งเต้งไปตามยถากรรมอย่างช่วยอะไรไม่ได้ ท้องฟ้ามืดมิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันจนไม่รู้ว่ากี่วันกี่คืนมาแล้ว มีแต่พายุฝนกระหน่ำและลูกคลื่นที่โยนเรือเล่นราวกับลูกปิงปอง ไม่มีใครยอมกินข้าวปลาอาหารเพราะกระเพาะไม่ยอมรับ ครั้นเห็นกะลาสีช่วยกันโยนสินค้าและข้าวของเครื่องใช้ลงทะเลเพื่อให้เรือเบาก็ยิ่งใจเสีย ร้องห่มร้องไห้กันอึงคะนึง บ้างก็สวดมนต์ตามศรัทธาของแต่ละลัทธิศาสนา เปาโลก็ปลอบใจว่า ขอให้เชื่อข้าพเจ้า เราทุกคนจะปลอดภัย เพราะพระเจ้าแห่งสรรพสิ่งได้ประทานนิมิตแก่ข้าพเจ้าว่าเราทุกคนจะได้ไปถึงกรุงโรมไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คืนวันที่14 พายุยังไม่สร่างซา แต่ผู้ตาดีเห็นฝั่งตะคุ่มๆจึงบอกให้กะลาสีทิ้งลูกดิ่งวัดความลึกได้ จึงทิ้งสมอเรือยึดไว้กับที่กันมิให้กระแทกหินโสโครก รุ่งเช้าจึงรู้ว่าเป็นเกาะ กะลาสีถอนสมอ พายุก็ซัดเข้าฝั่งหัวเกยตื้นท้องเรือแตก เปาโลขอร้องให้ผู้ว่ายน้ำเป็นว่ายน้ำไปเลย ทิ้งเศษไม้ลอยน้ำไว้ให้คนว่ายน้ำไม่เป็น แค่นี้ก็จะรอดชีวิตได้ทุกคน เปาโลขอร้องนักโทษทุกคนมิให้หนีคดี แต่เราจะไปถวายฎีกาด้วยกัน พอขึ้นไปถึงฝั่งก็รู้ว่าเป็นเกาะมอลต้า(Malta) อยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนระหว่างอิตาลีกับลิเบีย หัวหน้าชาวเกาะพาชาวเกาะมาอำนวยความสะดวกโดยจุดไฟให้กองโตเป็นปฐมเพื่อให้ความอบอุ่นและค่อยๆลำเลียงอาหารมาเลี้ยงตามมีตามเกิด
มอลต้าในปัจจุบันเป็นประเทศเอกราช มีเนื้อที่ประมาณ400ตารางกิโลเมตร พลเมืองประมาณ300,000คน พูดภาษาที่เชื่อกันว่าพัฒนามาจากภาษาเฟนิเชียนโบราณ อ่าวที่เชื่อกันว่าเรือที่เปาโลโดยสารมาเกยตื้นได้ชื่อว่าอ่าวเซนต์พอล บนฝั่งตรงจุดที่เชื่อกันว่าเปาโลขึ้นมาผิงไฟขณะนี้เป็นที่ตั้งของมหาวิหารเซนต์พอล ชาวมอลตาเชื่อว่าพวกเขานับถือศาสนาคริสต์ตั้งแต่ครั้งนั้นที่เปาโลได้แสดงให้ประจักษ์ว่ามีฤทธิ์ของพระเยซูอยู่ในตัว จึงได้ตั้งคริสตจักรไว้มั่นคงก่อนจะจากไปคณะเรืออับปางต้องรออยู่ถึง 3 เดือนจึงมีเรือมาจากอเล็กซานเดรียจะไปเกาะซิซิลีซึ่งอยู่ห่างไปทางเหนือเพียงประมาณ 100 กม.ไปถึงที่นั่นแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปในที่ต่างๆของอิตาลี ส่วนเปาโลและนักโทษถวายฎีกาก็ถูกทหารควบคุมตัวไปมอบให้เจ้าหน้าที่ดูแลจนกว่าจะถึงกำหนดถวายฎีกาและได้รับอภัยโทษตามคาดในปีค.ศ.62 ระหว่างรอฎีกาอยู่ก็มีคริสตชนชาวโรมมาเยี่ยมตลอดเวลาซึ่งเปาโลก็ถือโอกาสอบรมให้เข้าใจชีวิตคริสตชนให้ชัดเจนยิ่งๆขึ้น ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าเปโตรอยู่ที่นั่นแล้ว เปโตรคงได้มาหลังจากที่เปาโลพ้นโทษและเดินทางไปออกจากกรุงโรมไปแล้ว เปาโลมีเวลาว่างในที่คุมขังก็ตรึกตรองทำความเข้าใจกับปรัชญาของตัวเองในการนับถือพระเยซู นึกได้ก็เขียนเป็นจดหมายถึงชาวฟีลิปปี ถึงชาวโคโลสี ถึงชาวเอเฟซัสถึงฟืโลโมน ซึ่งอันที่จริงก็ต้องการให้คนอื่นอ่านด้วยนั่นแหละ

ค.ศ.62 เปาโลอายุ52ปี
ได้รับการอภัยโทษจากการฎีกาถึงพระมหาจักรพรรดิ ทันทีเปาโลก็ออกเดินทางธรรมทูตเป็นครั้งที่4และครั้งสุดท้ายออกจากกรุงโรมโดยสารเรือไปสู่สเปน ตั้งคริสตจักรสำเร็จแล้วโดยสารเรือย้อนกลับมาแวะะที่เกาะครีททิ้งทิตัส(Titus)ไว้ดูแล โดยสารเรือไปขึ้นบกที่เอเฟซัสทิ้งทิโมธีไว้ดูแล เลาะชายฝั่งทะเลขึ้นเหนือแล้วเลี้ยวซ้ายเข้ามาเซโดเนียเยี่ยมคริสตจักรโคโลสี, คริสตจักรเลาดีเซีย(Laodicea), คริสตจักรฮีเอราบุรี(Hierapolis) พักหนาวที่นิโคบุรี(Nicopolis) ครั้นสิ้นฤดูหนาวพอเดินทางได้ก็เดินทางย้อนกลับตั้งใจไปพักที่เอเฟซัส แต่ถูกจับเสียก่อนที่โตรอัสตามกฤษฎีกาของเนโรให้ประหารผู้นับถือศาสนาคริสต์ทั่วมหาอาณาจักรโรมันและเนโรก็ได้สั่งประหารชีวิตเปโตรไปแล้วในกรุงโรมตรงที่เป็นที่ตั้งของโบสถ์เซนต์ปีเคอร์ขณะนี้ เปาโลถูกนำตัวมาที่เอเฟซัสเพื่อลงเรือโดยสารส่งมากรุงโรมให้จักรพรรดิเนโรลงโทษตามอัธยาศัย และเปาโลก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการบั่นเศียร ณ ที่ตั้งมหาวิหารเซนต์พอลในปัจจุบันในราวปีค.ศ.65 อายุได้55 ปี
จบชีวิตของคนคนหนึ่งที่ได้ใช้ชีวิตอย่างเข้มข้นสุดๆและมีผลกระทบต่อมนุษยชาติทั้งลึกและกว้างจนถึงทุกวันนี้

จักรพรรดิเนโรผู้สังหารเปาโล
เนโรเกิดเมื่อค.ศ.37 อายุจึงอ่อนกว่าเปาโล27ปี บิดาเป็นคนตระกูลทหารที่ได้สมญาว่าเคราทองแดง(Ahenobarbus)ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อเนโรอายุยังน้อย มารดาอกริปปีนา(Agrippina)เป็นหลานอาของจักรพรรดิคลอเดียส(Claudius)ซึ่งมีโอรสรัชทายาทอยู่แล้ว แต่ยังทรงพระเยาว์ ค.ศ.49 คลอเดียส ยกย่องอกริปปีนาขึ้นเป็นมเหสีและมอบหมายให้ดูแลกิจการทั้งหมดในวังรวมทั้งการอบรมรัชทายาทอายุ8ขวบด้วย ปีต่อมาก็รายงานว่าองค์รัชทายาทอายุน้อยเกินไปและไม่ฉลาด ไม่อาจอบรมให้พร้อมเป็นจักรพรรดิได้ ผิดกับเนโรที่มีอายุ13ปีเท่านั้นก็มีแววจะสืบบัลลังก์ได้ทันที จักรพรรดิเห็นชอบทุกประการ 4ปีต่อมาค.ศ.54จักรพรรดิก็ถูกวางยาพิษและเนโรขึ้นเป็นจักรพรรดิโดยพระมารดาอกริปปีนาเป็นผู้สำเร็จราชการ เซเนกา(Seneca)สอนวิชาการ และบูร์รุส(Burrus)แม่ทัพกองกำลังอารักขาพระนครสอนวิชาทหาร ปีต่อมารัชทายาทเดิมถูกวางยาสิ้นพระชนม์ ค.ศ.59 เนโรอายุ 22 พรรษาสังหารพระมารดาอกรีปปา เพื่อมีอำนาจเต็ม ยกพอพเพีย(Poppea) ขึ้นเป็นมเหสี บูร์รุสตายเซเนกาขอเกษียณ เนโรมีอิสรภาพที่จะทำอะไรๆที่ชอบ คือกีฬาฟันดาบ แข่งรถเทียมม้า อะไรๆที่โหดๆ ร้องเพลงมหากาพย์ การแสดงโหดๆ การละครโศกนาฏกรรมโดยแสดงเป็นพระเอก ที่สำคัญที่สุดคือชอบได้รับการเทิดทูนเป็นเทพ ค.ศ.64(อายุ 27 ชันษา) วันที่19 กรกฎาคม ไฟไหม้กรุงโรม7วัน7คืน กินบริเวณ1ส่วน4ของเมืองชั้นใน พอไฟดับก็สั่งให้เจ้าหน้าที่รีบออกไปปักหลักขยายวังห้ามบุกรุก จึงมีเสียงซุบซิบๆกันยิ่งหนาหูขึ้นว่าเป็นคำสั่งของเนโรเผาเมืองเพื่อขยายวัง เพื่อดูไฟไหม้ท่วมเมืองเหมือนกรุงทรอยถูกเผาในมหากาพย์ของโฮเมอร์ ต่างๆนานาตามปากหอยปากปู ที่ปรึกษาใกล้ชิดแนะนำให้แก้ปัญหาโดยโยนความผิดให้แก่ชาวคริสต์ที่เป็นชนส่วนน้อยเพิ่งเข้ามาเผยแผ่คำสอนว่าจะสร้างอาณาจักรของพระเยซูขึ้นแทนมหาอาณาจักรโรมันของเทวรูป มีการสร้างพยานเท็จขึ้นมาให้การว่าได้เห็นคนวางเพลิงวิ่งหนีเข้าไปใบอุโมงค์ใต้ดินฝังศพที่คนอื่นไม่กล้าเข้าไปคนเดียวเพราะกลัวผีหลอกแต่พวกคริสต์ไม่กลัวผีซึ่งเป็นสำนวนที่ฟังขึ้นในสมัยนั้น เนโรจึงออกคำสั่งให้ผู้วางเพลิงมารับสารภาพภายในเวลากำหนดมิฉะนั้นจะลงโทษผู้นับถือพระเยซูทั้งหมดซึ่งมีไม่มาก ไม่ปรากฏว่ามีผู้แสดงตนรับผิด จักรพรรดิจึงมีความชอบธรรมที่จะสั่งให้จับชาวคริสต์ทั้งหมดมาลงโทษประหารชีวิตแบบพิลึกพิลั่นตามจินตนาการอยากดูอยากเห็นของเนโร เพราะถือว่าเป็นนักโทษประหาร ไหนๆก็จะต้องตายแล้วก็ใช้ประโยชน์ให้ความบรรเทิงแก่ผู้เป็นบ้างจะมิดีกว่าให้ตายไปเปล่าๆหรือ เนโรถือว่าเป็นความชอบธรรมตามเหตุผลของพระองค์และไม่มีใครกล้าคัดค้าน เพราะเซเนกาก็หลบฉากไปใช้ชีวิตส่วนตัวแล้วแต่ก็ยังไม่วายถูกบังคับให้ฆ่าตัวตายในบ้านพักเพื่อป้องกันมิให้ปากเสีย เปโตรน่าจะถูกประหารชีวิตก่อนด้วยการถูกตรึงกับไม้กางเขนปักดินเอาหัวห้อยลง เปาโลถูกตัดคอด้วยดาบ ชาวบัานแถบนั้นเล่ากันต่อมาว่าเมื่อศีรษะหลุดกระเด็นออกจากบ่าด้วยความแข็งแรงของเพชรฆาต ทำให้กระเด็นกระดอนตกดิน3จุด มีน้ำพุพุ่งขึ้นมาจากพื้นหินใต้ดินเป็นน้ำใสไหลเย็นใช้ดื่มแก้กระหายน้ำและรักษาโรค ชาวบ้านจึงเรียกชื่อตรงนั้นว่าที่3น้ำพุ(ละตินTresFontes =อิตาเลียน Tre Fontane) มาจนตรบเท่าทุกวันนี้

หลังความตายของเปาโล
ปรากฏหลักฐานว่าแต่ละกลุ่มคริสตชนที่เปาโลได้ตั้งขึ้นสำเร็จนั้น เปาโลแต่งตั้งคนหนึ่งให้อยู่ในตำแหน่ง Episcoposแปลว่าSupervisor คือผู้รับผิดชอบเด็ดขาด เขาอาจจะแต่งตั้งผู้ช่วยในตำแหน่ง Presbyter แปลว่า Elder คือผู้อาวุโส และผู้ทำงานในตำแหน่ง Diaconosแปลว่า Serviceman = บริกร ถ้าเป็นผู้หญิงก็เรียกว่า Diaconaที่ใดใช้ภาษาละตินก็แปลเป็น Episcopus, Presbyter, Diaconus, Diaconaก็หมายความว่าในแต่ละชุมชนคริสต์Episcopusเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดในทุกเรื่อง Presbyter เป็นผู้ช่วยบริหารและให้คำปรึกษาเท่านั้น ไม่มีสิทธ์รวมเสียงกันค้านEpiscoposมีสิทธิ์ออกเสียงอยู่กรณีเดียวคือเมื่อEpiscoposถึงแก่มรณาภาพ Presbyterของชุมชนนั้นเท่านั้นมีสิทธ์และหน้าที่ออกเสียงเลือกEpiscoposคนใหม่ จะเป็นใครจากที่ใดก็ได้โดยมีEpiscoposที่อยู่ในตำแหน่งมาแสดงการรับรองอย่างน้อย 2ท่าน ซึ่งส่วนมากก็มักจะได้แก่คนหนึ่งในบรรดาผู้ออกเสียงนั่นเองแหละ เปาโลเมื่อมอบให้ใครเป็นEpiscoposแล้วก็ไม่เข้าไปแทรกแซงอำนาจ มีแต่แวะเยี่ยมเยียนและแนะนำให้กำลังใจหรือให้ตัวแทนไปเยี่ยมแทนเท่านั้น ทั้งกระตุ้นให้ตั้งคริสตจักรใหม่ซึ่งจะมีEpiscoposมีอำนาจเต็มของตนเอง โดยEpiscoposพี่เลี้ยงจะอยู่ในตำแหน่ง Archiepiscoposหรือมหาผู้รับผิดชอบ
เมื่อเปาโลมรณาภาพไปแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดแสดงตัวว่าได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลทั้งหมดแทนเปาโลกอร์ปทั้งเป็นเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน คำสั่งของจักรพรรดิเนโรให้จับผู้นับถือพระเยซูมาลงโทษนั้นเป็นคำสั่งไม่จำกัดพื้นที่และเวลา จึงมีผลให้ปฏิบัติทั่วมหาอาณาจักรและยกเลิกเมื่อค.ศ.313 โดยพระราชกฤษฎีกาแห่งมิลาน(Edict of Milan) จึงใช้นโยบายกันว่า ตัวใครตัวมัน เอาความอยู่รอดไว้ก่อน เพราะไม่มีชาวคริสต์คนใดในห้วงนั้นประกาศรวมพลสู้หรือต่อต้านแต่ประการ คงปล่อยให้ถูกประหารชีวิตไปทีละคนสองคน คนไม่ตายก็พยายามเก็บประวัติของผู้ตายไปเล่าต่อๆกันในฐานะประวัตินักบุญผู้ยอมหลั่งเลือดเพื่อเป็นพยานยืนยันคุณค่าของการมีชีวิตคริสตชน ในช่วงนั้นคริสตชนทุกคนรู้จักแต่คำเดียวว่าพวกคริสต์ ไม่สนใจว่านับถือศาสนาใดนิกายใดและต้องเชื่ออะไรบ้างครั้นได้รับอิสสระภาพโดยกฤษฎีกาแห่งมิลานแล้ว ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะไม่มี Charter ชัดเจนมาแต่แรกเหมือนพระไตรปิฎกของศาสนาพุทธ และพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม โปรดติดตามการวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018