ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
ฐานะของเปาโลหลังความตาย
ข้อสังเกต
1.ช่วงระยะ249ปีต้นคริสตกาลนับเป็นช่วงวิกฤติหนักหน่วงที่สุดของคริสตศาสนาหลังจากพระเยซูเสด็จไปสวรรค์ได้เพียง34ปี ระหว่าง34ปีก่อนถูกบีฑาเรารู้ดีเพียงผลงานของเปาโลเป็นส่วนใหญ่ รู้ผลงานของเปโตรและบารนาบัสนิดหน่อย แต่ก็เชื่อได้ว่าสาวกทั้ง12ของพระเยซูคงได้แยกย้ายกันไปประกาศพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์ในมหาอาณาจักรโรมัน มีคำยืนยันว่าเซนต์โทมัสไปถึงชมภูทวีปแถบมาลาบาร์และมรณภาพที่นั่น มีผู้ชี้บอกว่าหลุมฝังศพของท่านยังอยู่ที่นั่น ท่านอื่นๆก็คงไปไม่พ้นเขตแดนมหาอาณาจักรโรมันและคงถูกประหารชีวิตตามกฤษฎีกาเนโรยกเว้นเซนต์จอห์นซึ่งหนีการลงโทษไปได้และไปหลบลี้หนีภัยที่เอเฟซัสและมรณภาพที่นั่น
2.กลุ่มคริสตชนที่เกิดขึ้นก็คงมีการแต่งตั้งตำแหน่งรับผิดชอบตามตัวอย่างที่เปาโลได้ทำไว้ ในห้วงเวลาถูกจัดหนักอาศัยผู้มีตำแหน่งรับผิดชอบของแต่ละกลุ่มดูแลกันเองจนกว่าจะพ้นมรสุม ตำแหน่งใดว่างลงก็เลือกคนในกลุ่มแต่งตั้งกันขึ้นดำรงตำแหน่งและรับผิดชอบกันต่อไป หากผู้ใดในกลุ่มถูกประหารชีวิตก็จะจับกลุ่มกันยกย่องเป็นนักบุญและจดจำวันตายไว้เพื่อระลึกถึงทุกรอบปี ต่อมาอาจจะมีผู้มาสอบถามเพื่อรวบรวมไปประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มอื่นๆได้รับรู้ไว้ด้วย
3.คัมภีร์ศาสนาในช่วงแรกๆมีแต่คัมภีร์เดิมร่วมกับศาสนายูดาห์ เพราะรู้ว่าพระเยซูทรงใช้ประกอบคำสอนของพระองค์ นอกนั้นก็มีแต่จดหมายของเปาโลที่คัดลอกมาอ่านต่อๆกันและมีคำสอนของสาวกที่จำเอามาเล่าถ่ายทอดกันต่อๆไป ผิดเพี้ยนกันไปทีละเล็กละน้อยอย่างช่วยไม่ได้
4.ในระหว่างเวลาที่ถูกจัดหนักนั้น จิตใจของคริสตชนปั่นป่วนหนักที่จะต้องตัดสินใจว่าจะสู้หรือจะถอย บางคนตัดสินใจถอย สู้ไม่ไหวกับความรู้สึกไม่แน่นอนกับชีวิต ขณะนี้ยังไม่ถูกจับ แต่จะถูกจับวินาทีใดก็ได้ และคาดการฺณ์ไม่ถูกว่าจะถูกทรมานแบบใดจนตาย สู้กับอาการประสาทหลอนไม่ไหว ถอยดีกว่า ง่ายนิดเดียว หลีกเลี่ยงไม่เข้ากลุ่มคริสตชนอีก หากคนรู้จักกันถามก็เพียงแต่บอกว่าเลิกแล้วเด็ดขาดเอาไปสาบานที่ไหนก็ได้ ถ้าถูกบังคับให้พิสูจน์ตัวเองก็ยอมถวายเครื่องเซ่นตามใจผู้เรียกร้องไปตามเรื่องพอเป็นพิธีก็หมดเรื่อง บางคนคิดว่ารีบๆตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยไม่คิดหนีหรือซ่อนตัว ยินดีให้จับตัวและเปิดเผยตัวเองว่าเป็นคริสต์ก็ได้ตายสมใจ ส่วนมากเดินสายกลางคือไม่ยอมตายง่าย หลบลี้หนีซ่อนไปจนกว่าจะจนตรอกจึงยอมตาย บางคนพยายามอยู่อย่าปรกติ จะต้องตายก็ยินดีตายเพื่อพิสูจน์ความจงรักภักดีต่อพระเยซูแต่ถ้าอยู่ได้ก็ยินดีอยู่เพื่อเป็นกำลังใจและปลอบใจเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ยังต้องเอาชนะความกลัว พวกนี้จะใช้เวลาเท่าที่มีอยู่ตรึกตรองหาคำปลอบใจซึ่งดีที่สุดก็คือพยายามเข้าใจคำสั่งสอนของเปาโล พยายามขยายความให้จับใจ ถ้ามีเอกสารอื่นที่กล่าวถึงพระเยซูและอาณาจักรนิรันดรของพระองค์ก็พยายามคัดลอกเอามาประกอบและสร้างคำเตือนใจของตนเอง แน่นอนว่าในช่วงเวลาจัดหนัก เอกสารใดที่เป็นตัวชี้บ่งว่าเป็นศิษย์ของพระเยซูหรือเปาโล ล้วนแต่เป็นภัยแก่ตัวเองทั้งสิ้น ต้องเก็บซ่อนเร้นไว้อย่างดีแต่ก็ยอมเสี่ยง ในช่วงปลายศตวรรษที่1 จึงเป็นช่วงของการสร้างเอกสาร คัดลอกเอกสาร และรวบรวมเอกสารเพื่อปลอบใจกันและกันให้ยืนหยัดสู้แม้จะนานเท่านาน พระวรสารหรือเอกสารรวบรวมชีวิตและคำสอนของพระเยซู ตลอดจนส่วนอื่นๆของคัมภีร์ใหม่หรือพันธสัญญาใหม่เกิดขึ้นในช่วงนี้ด้วยประการฉะนี้

คำสอนปลอบใจยามยากจากจดหมายของเปาโล
เปาโลเขียนจดหมายตามสถานการณ์ก็จริง แต่เป้าหมายลึกๆก็คือถือโอกาสแฉความรู้สึกของตนเองต่อพระเยซู เปาโลไม่คิดจะเล่าประวัติพระเยซูหรือแม้แต่คำสอนของพระเยซูเสียด้วยซ้ำ แต่ต้องการแสดงภาพลักษณ์ของพระเยซูและบทบาทของพระเยซูในทรรศนะของตน เปาโลพร้อมที่จะตายเพื่อพระเยซูก็จริง แต่คงมิได้คาดการณ์ถึงกับว่าจะมีการห้ามนับถือพระเยซูและจัดหนักผู้กล้าฝ่าฝืนถึงปานนี้ครั้นเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงนั้นเกิดขึ้นจริง จดหมายที่ได้เขียนไว้นั้นกลายเป็นเอกสารปลอบใจผู้คิดอุทิศตนได้เป็นอย่างดีที่สุด จึงมีการลอบคัดลอก หาที่ซ่อนมิดชิด และศึกษาหานัยยะปลอบใจในยามอับจนได้เป็นอย่างดีที่สุด

ตำแหน่งหน้าที่ของเปาโล
เปาโลในฐานะผู้นับถือศาสนาศาสนายูดาห์เป็นประเภทนักพรตนาซาไรท์(Nazarite)และฟารีสี(Pharisee) ในฐานะผู้นับถือศาสนาคริสต์เป็นอัครสาวกและอัครธรรมทูต(Apostle) ในฐานะนักคิดเป็นนักปรัชญาศาสนาคริสต์
นักพรตนาซาไรท์(Nazarite, Nazarene) คือผู้ปฏิญาณตนอุทิศตนทำการกุศลเป็นพิเศษและ/หรือละเว้นเป็นพิเศษเช่นไม่ตัดผมยกเว้นตัดเผาไฟบนแท่นบูชา งดดื่มสุราเมรัย งดกามกิจ ทั้งนี้จะกำหนดเวลาหรือตลอดชีพก็ได้ ถ้าจะเลิกก่อนเวลากำหนดก็ต้องทำพิธีถอนปฏิญาณ เปาโลปฏิญาณตลอดชีพตั้แต่ยังอยู่ในบ้านเกิด(ไม่แน่ว่ามารดาเป็นผู้ปฏิญาณให้หรือไม่ แต่เปาโลถือตลอดชีพรวมทั้งการถือโสดด้วย
สมาชิกพรรคฟารีสี (Pharisee) ชาวยิวที่สมัครใจพิทักษ์ศาสนาและประเพณียิว โดยพยายามศึกษาพระคัมภีร์ให้ดีที่สุดเพื่อปฏิบัติตามและสอนผู้มีโอกาสน้อยกว่า เมื่อเปาโลหันมาเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ก็ออกจากพรรคโดยปริยายและถูกสมาชกพรรคไล่ล่าในฐานทรยศต่อพรรค
อัครสาวกหรืออัครธรรมทูต(Apostle) มีอยู่14ท่าน สาวกก้นกุฏิของพระเยซู12ท่านคือ Simon Peter(เปโตร), Matthew(มัทธิว), James the Greater(ยาก๊อบองค์ใหญ่), James the Lesser(ยาก๊อบองค์เล็ก), John(ยอห์นอัครสาวก), Juda(ยูดา), Andrew(แอนดรู), Philip(ฟีลิป), Bartholomew(บาร์โธโลมิว)หรือNathanael(นาทานาเอล), Thomas(โทมัส), Jude(ยูด)หรือThaddaeus(ทัดเดอุส), และSimon(ซีโมน), ต่อมาเพิ่มอีก2 คือบารนาบัสและเปาโล รวมทั้งหมดเป็น 14 ท่านและจะไม่เพิ่มอีกแล้ว
นักปรัชญา(Philosopher) คือผู้มองเห็นปัญหาและ/หรือคำตอบที่คนธรรมดาองไม่เห็น เปาโลขณะนับถือศาสนายูดาห์ ตอบคำถามปรัชญาศาสนาเหมือนผู้นับถือศาสนายูดาห์ทั่วไปว่าให้เสียสละความสุขในโลกนี้เพื่อแลกกับความสุขในโลกหน้าในฐานะเป็นพลเมืองของชาติเลือกสรรของพระยาห์เวห์ แต่ครั้นสำนึกได้ว่าชาติเลือกสรรกำลังตกอับเป็นเมืองขึ้นของมหาอาณาจักรโรมัน จึงเชื่อได้ว่าพระยาห์เวห์จะต้องส่งพระเมสสิยาห์มากอบกู้เหมือนเมื่อครั้งตกเป็นทาสของมหาอาณาจักรอียิปต์ จึงตอบสนองด้วยการปวารณาตัวจะทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนงานของพระเมสสิยาห์ทั้งขณะที่ยังไม่ปรากฏองค์และเมื่อปรากฏองค์จนกว่าชีวิตจะหาไม่ ครั้นได้รู้จักพระเยซูคริสต์แล้วและมั่นใจว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ที่คอยหา ก็ยังคงคิดตามกระบวนทรรศน์ของศาสนยูดาห์ต่อไปว่าจะทุ่มเทเสียสละทุกอย่างอย่างเต็มที่เพื่อได้ความสุขในโลกหน้าตามนโยบายของพระยาห์เวห์ แต่ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยกระบวนทรรศน์หลังนวยุคโดยการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามนโยบายของพระเยซูซึ่งเปาโลต้องคิดออกมาเป็นกระบวนการเชิงทฤษฎีก่อนที่จะประยุกต์ลงเป็นแนวทางปฏิบัติและการปฏิบัติจริงในสถานการณ์ต่างๆให้เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและมีความสุขตลอดเวลากับการพัฒนาคุณภาพชีวิต

บรรยากาศปรัชญาของเปาโล
ทาร์ซัส(Tarsus) บ้านเกิดเมืองนอนของเปาโลแม้จะไม่ใหญ่โตเหมือนเมืองหลวงหรือเมืองยุทธศาสตร์ แต่ก็เป็นเมืองท่าสำคัญในฐานะเป็นทางผ่านและมีการขนถ่ายแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างสำคัญ จึงมีชาวยิวมาตั้งหลักแหล่งทำธุรกิจทางการเงินพร้อมทั้งเผยแผ่ศาสนาเอกเทวนิยมอย่างแข็งขัน มีครูบาอาจารย์ตั้งสำนักสอนขายความรู้กรีกทุกเรื่องที่มีสอนในเมืองหลวง แม้จะไม่มีชื่อว่ามีสำนักอบรมนักปรัชญา แต่ก็มีสาขาเผยแผ่และอบรมปรัชญาทุกลัทธิและรูปแบบที่มีสอนกันในมหาอาณาจักรโรมัน เปาโลตั้งเป้าหมายชีวิตจะเตรียมตัวเตรียมใจสนับสนุนพระเมสสิยาห์ทุกรูปแบบ จึงเรียนศาสนายูดาห์อย่างเข้มข้น ที่ไปต่อยอดที่กรุงเยรูซาเลมก็เพราะต้องการได้ชื่อว่ารู้สุดยอดแล้วจริงๆ คนอย่างเปาโลคงไม่คิดจะเป็นหนอนหนังสือเล่มเดียวคือคัมภีร์ตานักของศาสนายูดาห์ อะไรที่จะเรียนรู้ประกอบความเข้าใจคัมภีร์ได้ อย่างเช่นปรัชญา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ก็คงไม่ละเลยในทำนองรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม อีกทั้งครอบครัวก็เป็นใจสนับสนุนเต็มร้อยอยู่แล้ว ปรัชญาที่มีสำนักสอนและอบรมกันแพร่หลายในทุกหัวเมืองในขณะนั้นก็คือปรัชญาสโตอิก ซีนนิก และเอพเผอคูเรียน ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีสำนักสาขาอยู่ที่นั่น เปาโลคงมิปล่อยให้รอดพ้นสายตา เรื่องที่เปาโลเขียนในจดหมายจึงมีเบื้องหลังปรัชญาที่ลึกซึ้งแฝงอยู่ไม่ขาดสาย

อภิปรัชญาพระเยซู
เปาโลอายุอ่อนกว่าพระเยซูประมาณ 14-16 ปี ก็หมายความว่าเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์เมื่อค.ศ.30 มีพระชนมายุได้33ชันษานั้น เปาโลมีอายุได้เพียง 20ปี ไม่มีอะไรชี้บ่งเลยว่าได้รู้จักพระเยซูขณะยังทรงมีพระชนมชีพ ก็แสดงว่าเปาโลยังอยู่ที่บ้านเกิดคือเมืองทาร์ซัส หลังจากนั้นจึงได้มาเรียนศาสนาจากสำนักกามาลีเอลซึ่งเปาโลโอ้อวดอย่างภูมิใจว่าได้ศีกษาการตีความคัมภีร์ณแทบเท้าของปราชญ์กามาลีเอล(Gamaliel)จนมีความรู้แตกฉาน เปาโลคงได้เริ่มรู้เรื่องพระเยซูจากปากคำของผู้มองพระองค์ในแง่ร้ายต่างๆนานาและพลอยรู้สึกเกลียดชังไปด้วยในฐานะจาบจ้วง แอบอ้างว่าเป็นพระเมสสิยาห์ เป็นการเล่นของสูงอย่างน่าสะอิดสะเอียนสำหรับเปาโลยิ่งนัก ยิ่งได้ยินว่ากรณีพระเยซูมิได้จบลงง่ายๆอย่างที่อยากให้จบ เพราะมีผู้แอบอ้างว่าสืบทอดเจตนา พระเยซูมิได้ตายจริง ศพอยู่ที่ไหนก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ พระเยซูมีลูกน้องไม่ธรรมดา ต้องหาวิธีขจัดอย่างไม่ธรรมดาเสียละกระมัง ครั้นได้สืบรู้ด้วยตนเองว่าพระเยซูได้ตายจริง แต่ได้ฟื้นคืนชีพแล้วจริง ได้มีประสบการณ์ตรงอย่างไม่มีทางปฏิเสธ ถ้าเช่นนั้นพระเยซูก็คือพระคริสต์เมสสิยาห์ซึ่งเปาโลมีเหตุผลส่วนตัวที่จะต้องศึกษาให้รู้อย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เปาโลอยากจะได้คู่มือหรือเอกสารอะไรสักอย่างที่ช่วยให้รู้เรื่องพระเยซูก็หาไม่ได้สักเล่ม ความจริงสมัยนั้นถ้าอยากจะอ่านเรื่องใดเกี่ยวกับศาสนายูดาห์ หรืออยากรู้เรื่องวิชาการใดที่มีการเรียนการสอน หรืออยากจะอ่านวรรณกรรมดีๆอย่างสุนทรพจน์ของซีเสอร์โรว์หรือตำราประวัติศาสตร์ของเฮโรโดตัสก็มีฉบับคัดลอกด้วยมือให้ซื้อหรือให้เช่าอ่านได้ไม่ยาก แต่เรื่องพระเยซูนี่หาคนทำออกเผยแพร่เป็นสินค้าไม่ได้จนกว่าเปาโลจะตายไปแล้วจึงค่อยมีผู้คิดทำขึ้นที่เราเรียกในขณะนี้ว่าพระวรสารหรือพระกิตติคุณ(Gospel or Good News) อาจจะหาได้บ้างก็แค่โน้ตย่อคำสอนของสาวกบางองค์เช่นเปโตร ยาก๊อบมัทธิวโทมัส เป็นต้น มีวิธีเดียวที่ทำได้และเปาโลก็ต้องพอใจกับผลลัพธ์ คือเที่ยวถามไถ่เก็บเล็มแล้วปะติดปะต่อจนได้ภาพลักษณ์ของพระเยซูและสอนไปตามนั้น ทั้งยังเขียนจดหมายให้เป็นลายลักษณ์อักษรตรวจสอบได้ อาจจะมีคนหัวอนุรักษ์จัดๆทักท้วงบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ชอบและลอกไปอ่านกันทั้งส่วนตัวและในที่ชุมนุม และนั้นคือหลักฐานปรัชญาพระเยซูในมุมมองของเปาโลที่เราจะศึกษากันตามลำดับ จึงต้องถือว่าเปาโลมิเพียงแต่เป็นผู้เสนอเอกสารเชิงประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์เป็นรายแรกเท่านั้น เอกสารของเปาโลยังแสดงคำสอนของศาสนาคริสต์เป็นระบบเชิงปรัชญาเป็นระบบแรกและเป็นพื้นฐานให้เอกสารคำสอนอื่นๆที่ตามมาต้องอยู่ในทิศทางขยายผลหรือต่อยอดออกไปเรื่อยๆโดยจะขัดแย้งกับระบบปรัชญาศาสนาคริสต์ที่เปาโลได้วางไว้แล้วโดยไม่ได้ตั้งใจหาได้ไม่
ระบบปรัชญาศาสนาคริสต์ที่ผมกล่าวถึงนี้ ใครจะเรียกว่าเทววิทยาของเปาโลก็ไม่ขัดข้องครับ

งานเขียนของเปาโล
มีจดหมาย 14 ฉบับ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ 1.งานแท้มี 6 ฉบับ คือ 1Thessalonians, 1Corinthians, 2Corinthians, Galathians, Romans, Colossians, Philemon, Philippians 1Timothy, 2Timothy, Titus2. งานอาจจะแท้ มี2Thessalonians, Ephesians 3.งานเทียม ได้แก่ Hebrews ดังนั้นในการศึกษาปรัชญาของเปาโลเราจะไม่อ้างHebrews ว่าเป็นปรัชญาของเปาโล แต่เป็นปรัชญาของลูกศิษย์

ปรัชญาของเปาโล
เป็นปรัชญาชีวิต(philosophy of life) คือไม่ใช่จำของคนอื่นมาพูดต่อ แต่เป็นปรัชญาที่เริ่มจากความสนใจส่วนตัวจริงๆ คือสนใจและเอาจริงกับการได้รับใช้พระเมสสิยาห์ ครั้นเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์แน่แล้วด้วยประการใดก็ตาม ก็พยายามรู้จักพระเยซูให้มากที่สุดจากแหล่งที่ที่จะเข้าถึงได้ ซึ่งขณะนั้นหาได้อย่างกระท่อนกระแท่นมากๆ อาจมีใครเขียนไว้บ้างอย่างไม่เป็นทางการเพื่อใช้ส่วนตัวและมีการคัดลอกต่อๆกันไป ส่วนมากคงได้จากการฟังคำเทศน์สอนและสัมภาษณ์ส่วนตัว แต่เปาโลเองอ้างว่าบางส่วนได้รับการเปิดเผยส่วนตัวจากพระเยซูเอง และในฐานะที่เป็นนักคิดขั้นนักปรัชญาจึงไม่พอใจเพียงแค่รับรู้ไว้เป็นข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นข้อมูลเพื่อสร้างภาพพจน์พระเมสสิยาห์และสร้างวิสัยทรรศน์ของตนเองจนพอใจ และเมื่อพอใจแล้วก็เอาไปปฏิบัติตามที่เชื่อและเชื่อตามที่ปฏิบัติแล้วเห็นผล มิเพียงแต่เท่นั้น เปาโลมีลูกศิษย์ที่เชื่อเรื่องเดียวกับตนและมีพรสวรรค์

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018