ภาษาไทยไม่แสดงไวยากรณ์ระดับลึก
ผม: ถ้าจำไม่ผิด ปรัชญาภิรมย์ได้เสนอตัวกล่อมอารมณ์ชาวต่วย-ตูนมาเป็นเวลาปีครึ่งแล้ว นับเรื่องได้ 22 เรื่อง ตอนแรกๆ อ่านงงไปก็งงมา โงนไปก็โงนมา เงกไปก็เงกมา จับต้นชนปลายไม่ค่อยได้ มาถึงเวลานี้คิดว่าพอจะจับเค้าได้พอสมควรแล้วละครับ
เค้าความก็เห็นจะไม่พ้นว่า รู้ความเป็นคนในตัวคนและในสังคมดีขึ้นทีละน้อยๆ แก่นแท้(authentic core) ของมนุษย์ก็คือปัญญา ปัญญาเป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน ของใครของมัน นานาจิตตัง ไม่มี 2 ปัญญาที่เหมือนกันราวกับแกะ ไม่มีใครที่คิดเหมือนกันในทุกเรื่องและทุกแง่
สังคมเล่าก็ไม่มีตัวตนของตนเอง ตัวตนของสังคมอยู่ที่การรวมและความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกทุกหน่วยรวมกันและร่วมกัน การรวมตัวของมนุษย์มิได้เป็นไปตามยถากรรม ปัจจัยแห่งความสัมพันธ์ที่นับได้ว่าสำคัญที่สุดก็คือกระบวนทรรศน์ กระบวนทรรศน์มีเพียง5 ไม่มากมายรุมร่ามอย่างที่กลัวกันไปเอง การเข้าใจคนและสังคมของคนจึงไม่ยากเกินอย่างที่เคยกลัวกัน การรู้ใจคนจึงไม่ยากเกินจำเป็น หากสนใจจะเรียนจะรู้
แฟนคลับ: เอาละค่ะ ทำใจได้แล้ว ทีนี้จะขอหันมาถามปัญหาโลกแตกเสียที ค้างคาใจอยู่ก็หลายเพลาแล้ว ใครนะเป็นตัวการก่อหวอดให้กิ่ปรัชญาหลังนวยุค (postmodern) อย่างแท้จริงชนิดที่นำหน้า ตั้งเค้า ตั้งท่า อะไรๆ อย่าง นีทเฉอ (Nietzsche) อย่างนี้ไม่เอานะคะ เอาที่เริ่มออกวิ่งก้าวแรกเลยแหละค่าาา
ผม: ประเด็นนี้ ตั้งแต่คุ้ยหามายังไม่เคยเห็นใครฟันธงลงไปเสียทีเลยแหละ เห็นมีแต่บอกว่าใครใช้คำ postmodern ก่อนเพื่อน และก็ไม่ลงรอยกันเพราะมีหลายความเห็น ก็ฟังรับไว้เป็นข้อมูลก็แล้วกันครับ
ผมขอฟันธงลงไปเสียวันนี้เลยก็แล้วกันครับ อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อจะมีขั้นตอนตามติดมาก็แล้วกัน เรื่องของความคิดต้องยอมให้มีการลองผิดลองถูกได้ครับ ผมขอฟันธงลงไปว่า ผู้ย่างเท้าก้าวแรกของขบวนการคิดแบบหลังนวยุคคนแรกได้แก่ แฟร์ดินองต์ เดอ โซสซืร์ (Ferdinand de Saussure 1857-1913) ชาวสวิสที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส เป็นผู้จุดประกายแรกครับ
แฟนคลับ: โซสซืร์เป็นใคร ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อในสารบบ นักปรัชญาเลย
ผม:โซสซืร์ได้ชื่อว่าเป็นบิดาผู้ก่อตั้งวิชาภาษาศาสตร์โครงสร้าง(Structural Linguistics) และผมเชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งทั้งปรัชญาโครงสร้างนิยมและปรัชญาหลังโครงสร้างนิยม ด้วยเหตุผลที่จะชี้แจงต่อไป
แฟนคลับ: ขอเป็นอย่างๆ ไปก่อนค่ะ เอาภาษาศาสตร์โครงสร้างก่อนแล้วกันค่ะ
ผม: แฟร์ดินองด์ เดอ โซสซืร์ เป็นชาวสวิสเชื้อสายฝรั่งเศส เกิดในครอบครัวตระกูล Saussure ที่เป็นนักวิชาการและอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเจเนวามาหลายชั่วคน เริ่มจาก Nicolas (1709-90) สอนเกษตรศาสตร์ มีบุตรชายชื่อ Horace-Benedict (1740-1799) สอนปรัชญาและฟิสิกส์ ค้นคว้าธรณีวิทยาจนได้สมญาว่าบิดาของวิชานี้ มีบุตรชายนามว่า Nicolas Theodore (1767-1845) สอนเคมีและค้นพบหลายเรื่องทางเคมี มีหลานชายชื่อ Henri (1829-1909) สอนนิเวศวิทยา และ แฟร์ดินองด์ เป็นบุตรชาย สนใจด้านภาษาศาสตร์ ตั้งใจเรียนภาษากรีกและละตินในฐานะที่เป็นต้นตอของภาษาต่างๆ ของยุโรป (ต่อไปจะเรียกว่าโซสซือร์)
ขณะโซสซืร์เป็นนักศึกษาก็ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางที่ภาษากรีก-ละตินแปรสภาพมาเป็นภาษาต่างๆ ของยุโรปในปัจจุบัน พิมพ์เผยแพร่หนังสือว่าด้วยการแปรสภาพสระจากภาษากรีก-ละตินมาเป็นสระของภาษาต่างๆ ในยุโรป โดยแสดงหลักการว่าภาษาเขียนเป็นสัญญะของภาษาพูด ภาษาพูดจึงเป็นหลักของภาษาเขียน เพื่อให้เขียนได้ตามการเพี้ยนไปของเสียง ก็จำเป็นต้องปรับสระโดยสร้างสระใหม่หรือโดยปรับการออกเสียงสระเดิม ภาษาเขียนจึงต้องปรับไปเรื่อยๆ ตามเสียงที่เพี้ยนไปเรื่อยๆ ภาษาศาสตร์จึงเป็นเรื่องวิวัฒนาการของภาษาตามสิ่งแวดล้อมในประวัติศาสตร์นั่นเอง
เรียนจบแล้วได้รับเชิญเป็นอาจารย์สอนวิชานิรุกติศาสตร์ (etymology) คือวิชาว่าด้วยรากศัพท์ และวิธีใช้รากศัพท์สร้างศัพท์ใหม่ๆ ซึ่งชอบมาก ค้นคว้าไปสอนไป ค้นคว้าไปมากๆ เข้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนทรรศนะเป็นว่าภาษาไม่มีประวัติศาสตร์ (synchronic) ไม่มีการปรับเปลี่ยนตามประวัติศาสตร์ (anachronic) ทั้งนี้ก็เพราะ โซสซืร์พบไวยากรณ์ระดับลึก (deep grammar) ดีใจจนลืมด้านประวัติศาสตร์เสียสิ้น ไม่ทันได้ข้อสรุปก็ถึงแก่มรณกรรมไปเสียก่อน โชคยังดีที่มีนักศึกษาสนใจบันทึกเก็บใจความไว้และช่วยกันรวบรวมปรับปรุงพิมพ์เป็นหนังสือ Cours de linguistique generale (1916) (course of the general linguistics)
แฟนคลับ: มีไวยากรณ์ระดับลึกแล้วมีไวยากรณ์ระดับตื้น (surface grammar) ด้วยใช่ไหมคะ มันต่างกันยังไงคะ
ผม: ไวยากรณ์ระดับลึกได้แก่ โครงสร้างของภาษาที่เหมือนกันในทุกภาษาของมนุษย์ที่ต้องการบอกว่า “อะไร ทำอะไร” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ของมนุษย์ทั่วโลกแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนเท่านั้น คือ มีสิ่งที่ทำการ โดยบางครั้งก็มีสิ่งรับการกระทำ
สิ่งที่ทำการ (ประธาน) และ สิ่งที่รับการกระทำ (กรรม) ปรากฏเป็นประเภทเดียวกันที่ทำหน้าที่ได้ 2 อย่าง เรียกรวมได้ว่า สิ่งซึ่งในตัวเองไม่มีพลังแต่เป็นหุ่นเชิดให้พลังทำการได้และรับการกระทำของพลังได้ จึงแยกออกชัดเจนจากการกระทำที่ในตัวเองเป็นพลัง ไม่ใช่สิ่งแต่เป็นพลังให้สิ่งต่างๆได้
แฟนคลับ: มีแค่นั้นหรือคะ ไวยากรณ์ระดับลึก
ผม: ใช่แล้วครับ มีแค่ 2 หน้าที่ คือ สิ่งซึ่งทำหน้าที่ประธานและกรรมในไวยากรณ์ระดับลึก และพลังซึ่งทำหน้าที่กริยาในไวยากรณ์ระดับลึก
แต่ทว่าทั้ง 2 หน้าที่นี้ขยายผลได้ ส่วนขยายเป็นหน้าที่ที่ 3 ของไวยากรณ์ระดับลึก จากไวยากรณ์ระดับลึกเดียวกันนี้ มนุษย์สามารถใช้ความสามารถสร้างสรรค์ของตนประยุกต์ไวยากรณ์ระดับลึกให้ใช้ได้อย่างเหมาะสมและดูดีในสังคมของตน
ส่วนที่เสริมแต่งขึ้นมาในแต่ละสังคมโซสซืร์เรียกว่า ไวยากรณ์ระดับผิวพื้น ซึ่งแต่ละภาษาแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละสังคมที่ใช้ภาษาร่วมกันไว้ในนั้น
แฟนคลับ: โซสซืร์คิดอย่างนั้นออกมาได้ยังไงกันคะ
ผม: ผมก็ไม่รู้เหมือนกันแหละครับ แต่ก็อยากจะเดาอย่างมีเหตุผล ผมคิดว่าโซสซืร์อยู่ในบรรยากาศที่เอื้อให้คิดได้อย่างนั้นครับ โอกาสเป็นปัจจัยสร้างอัจฉริยะครับ
โซสซืร์เกิดและเติบโตในครอบครัวที่เป็นนักวิชาการชอบคิดแสวงหาความรู้ใหม่และเข้าใจความรู้เก่าให้ดีขึ้นมาหลายชั่วคน ตำราก็มีพร้อมให้อ่านหาความรู้ตามที่อยากจะรู้ พูดให้เป็นรูปธรรมในกรณีของโซสซืร์ก็คือ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่พร้อมเอื้อให้เรียนรู้และคิดต่อเช่นนั้น
โซสซืร์ชอบเรียนภาษา ก็ได้มีโอกาสเรียนรู้ภาษายุโรปปัจจุบันอย่างดีหลายภาษา รวมทั้งภาษาละตินและภาษากรีกอย่างสนใจมากๆ จนได้เป็นอาจารย์สอนภาษาทั้ง 2 ซึ่งสนใจค้นคว้าจนตีบทแตกฉานว่าภาษาละตินและภาษากรีกเดินตามกฎอย่างค่อนข้างเคร่งครัด แสดงไวยากรณ์ระดับลึกค่อนข้างสมบูรณ์ จะมีส่วนที่ละไว้ในความเข้าใจ (left as understood) น้อยมาก
ภาษาต่างๆ ของยุโรปเป็นอันมากเลียนแบบภาษากรีกโรมัน เพิ่มส่วนที่ละไว้ในความเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังพอจะเห็นโครงสร้างของไวยากรณ์ระดับลึกได้ดีพอสมควร ภาษาอื่นๆนอกนั้นอาจจะละส่วนให้เข้าใจเองมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะละไว้ในฐานที่เข้าใจเอง มากสักปานใดก็ตาม หากจับเอาส่วนที่ละไว้มาเติมเข้าไปจนเต็มได้ ก็จะเห็นไวยากรณ์ระดับลึกเหมือนกัน เพราะเป็นฐานค้ำประกันความเข้าใจของทุกภาษา
แฟนคลับ: แล้วภาษาไทยของเราจัดอยู่ในประเภทไหนคะ
ผม: ภาษาไทยเดิมก่อนรับอิทธิพลของภาษาบาลี-สันสกฤตนั้นเป็นภาษาคำโดดเหมือนภาษาจีนเดิม ภาษาเวียดนามเดิม ภาษาเหล่านี้สนใจสื่อความรู้สึกและมีความละเมียดละไมละเอียดอ่อนกับความรู้สึก ความเข้าใจเป็นอันดับสองตามมาโดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้รับความรู้สึกสร้างความเข้าใจเอาเอง
เช่น “ไปไหน” เป็นวลีที่ไร้ความหมาย ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ทำการไป ไม่มีไวยากรณ์ระดับลึก ละไว้มากเกินไปจนไม่อาจเติมเต็มให้เกิดความหมายและความเข้าใจได้ ครั้นพูดว่า “ไปไหนวะ” ก็เข้าใจได้ว่าถามคนรู้จักเสริมความรู้สึกสนิทสนม ถ้าพูดว่า”ไปไหนดีล่ะ” ก็แสดงว่าถามตัวเอง ถ้าพูดว่า “ไปไหนท่าน” ก็แสดงความเคารพและความจงรักภักดีโดยปฏิญาณตนว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือและป้องกันอันตรายขณะท่านอยู่นอกบ้าน มีอะไรให้ช่วยขอให้บอกจะไปช่วยทันที โดยไม่มีนัยยะแม้แต่น้อยว่าอยากละลาบละล้วงหรือสอดรู้สอดเห็นเป้าหมายแห่งการเดินทางของผู้ถูกถามแต่ประการใด
ทั้งนี้ผู้ถูกถามไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม เพียงแต่บอกว่า “เออ ขอบใจ” หรือ ” ไปโน่นหน่อย” หรือ “ไปเรื่อยๆ” ไม่ถือว่าตอบไม่ตรงคำถาม ขอให้พูดอะไรออกมาก็ได้ มิฉะนั้นถือว่าไม่สนใจความหวังดีของผู้ถาม
อย่างไรก็ตามผู้นิยมทฤษฎีไวยากรณ์ระดับลึกก็ยังยืนยันว่า เบื้องหลังความรู้สึก หากมีความหมายประการใดอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่บนฐานของไวยากรณ์ระดับลึกอยู่ดี ผู้ถามต้องการเสนอว่า “ผมขอมอบความภักดี” ส่วนผู้ตอบต้องการบอกว่า “ฉันยินดีรับความจงรักภักดี” ก็แสดงว่าภาษาคำโดดแต่ละคำแสดงความรู้สึกได้อย่างกว้างขวางมาก ซึ่งต่างกับภาษาศึกษิต คือภาษากรีก โรมัน บาลี สันสกฤต ซึ่งเน้นแสดงไวยากรณ์ระดับลึก เสียจนเหลือช่องทางให้แสดงความรู้สึกได้อย่างจำกัดมาก แต่ก็ได้เปรียบในด้านแสดงความคิดได้กระชับและลึกซึ้ง เรื่องนี้ต้องขยายครับ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018