ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ

ไวยากรณ์ระดับลึกกับภาษาอารยัน
แฟนคลับ:ภาษาไทยเป็นภาษาอารยันหรือเปล่าคะ หรือเกี่ยวดองยังไงกับภาษาอารยันบ้างหรือเปล่าคะ
ผม:โครงสร้างภาษาไทยและหลักการใช้ภาษาไทยไม่มีอะไรส่อให้เห็นว่ามีเชื้อสายอารยันเลยแหละครับ ภาษาอารยันศึกษิต(classic)คือภาษาบาลี สันสกฤต กรีก และละติน4ภาษานี้เรียกว่าศึกษิตเพราะเป็นแม่แบบที่นิยมยกขึ้นมาอ้างเป็นต้นแบบของการศึกษาภาษอารยัน ยังมีภาษาอารยันที่เป็นต้นแบบ(model)แต่ไม่นิยมอ้างเป็นแม่แบบศึกษิตสำหรับการศึกษาภาษาอารยัน เช่น ภาษาเปอร์เซีย ภาษาโกล ภาษาเยอรมานิค ไวยากรณ์ของภาษาอารยันศึกษิตบังคับอย่างเคร่งครัดให้การใช้ภาษาทุกครั้งต้องแสดงความคิดตามโครงสร้างของความคิดอย่างชัดเจน ซึ่งโซสซืร์เรียกไวยากรณ์ระดับลึก(deep grammar) ส่วนแอร์เริสทาทเถิลเรียกว่าระเบียบตรรกะ(logical order)
แฟนคลับ:ยังไงคะ โครงสร้างระดับลึก ระเบียบตรรกะ มันมาเกี่ยวข้องกันยังไงคะ งงค่ะ
ผม:ไม่ต้องงงครับ จำได้ไหมครับ “จะกินอาหารให้อร่อยต้องใจเย็นๆ” เอาละครับ ใจเย็นๆนะครับ เดี๋ยวก็อร่อยเองแหละ ไม่ต้องแปลกใจครับที่มันงง ผมเองก็งงเหมือนกันนะจะบอกให้ เพราะเพิ่งจะเอามาพูดในภาษาไทย ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี เอาละครับ ค่อยๆคุยกันไปเดี๋ยวก็ค่อยคุ้นไปเอง อย่างที่เบอร์ทรัลด์รัสเซล(Bertrand Russell 1872-1970)กล่าวไว้ว่า Knowledge by acquaintance ความรู้มาจากความคุ้นเคย อะไรที่ไม่คุ้นเคยมันก็ยากทั้งนั้นแหละครับ พอชักจะคุ้นเคยมันก็เริ่มง่าย และจะง่ายมากขึ้นไปตามลำดับ
แฟนคลับ:ยังงั้นก็เริ่มจากภาษาไทยได้ไหมคะ คุ้นเคยดี
ผม:ภาษาไทยจริงๆก่อนยืมคำบาลีสันสกฤตหรือภาษาเขมรมาใช้เป็นภาษาคำโดด ประเภทเดียวกับภาษาจีน ภาษาญวน ภาษาเหล่านี้เหมือนกันที่ว่า จะพูดอะไรออกไปจะต้องรู้สึกเสียก่อนจึงจะพูด เข้าใจอย่างไรพูดไปเลยโดยไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลย รู้สึกจะไม่ใช่วิสัยของคนไทยแท้ เช่น พูดหรือเขียนว่า”โต๊ะนี้วางของได้” ข้อความนี้ไม่ต้องพยายามเข้าใจ พูดสั้นๆ มีความหมายลึกซึ้ง ลึกที่ความรู้สึก พูดสั้นรู้สึกลึก เข้าใจยาก เพราะผู้พูดมิได้ต้องการพูดให้เข้าใจ แต่ให้รู้สึกยกย่องเจ้าของโต๊ะว่าใจดีโอบอ้อมอารี มีของใช้ไม่หวงไว้ใช้คนเดียว แต่มีจิตเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใครจะเอาของมาวางไม่ว่า ขออย่างเดียวอย่าขโมยยกไปทั้งตัวโต๊ะ มีผู้พยายามแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า This table can put thing คนไทยอ่านแล้วไม่รู้สึกผิดปรกติ เพราะอ่านอังกฤษแต่เข้าใจแบบไทยๆ ฝรั่งทุกคนที่รู้ภาษาอังกฤษอ่านแล้วงงทุกคน เพราะคำถูกหมด ไวยากรณ์ก็ถูก แต่เดาไม่ถูกว่าพูดเรื่องอะไร ที่แท้ผู้กล่าวข้อความนี้เป็นไทยแท้ กล่าวจากความรู้สึกให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านรู้สึก และเราคนไทยก็คุ้นเคยกับภาษาของเรา มันจึงสื่อความรู้สึกได้ตามเป้าหมายของมัน เราพอใจกับภาษาของเรา ไม่ว่ากัน ถ้าใครอยากเข้าใจก็ให้เดาความเข้าใจเอาเอง ผิดบ้างถูกบ้างเราไม่ว่ากัน ปรับความเข้าใจกันได้ หากไม่มีเจตนาร้าย
แฟนคลับ:นึกได้แล้ว คำว่า”ไปไหน” ก็มีปัญหาแบบเดียวกันใช่ไหมคะ ชักสนุกแล้วละค่ะ
ผม:ใช่แล้วครับ หัวไวดีจังนะคุณแฟนคลับ นึกดูซีครับ เวลาเราเห็นคนรู้จักเดินผ่านหน้าบ้าน เราโพล่งปากออกไปว่า “ไปไหนคะ หัวหน้า” ท่านก็หันมาตอบว่า “ไปโน่นหน่อย” หันมายิ้มให้กันแล้วก็เดินผ่านไป ผมเคยเป็นล่ามแปลให้ฝรั่งอิตาเลียนฟัง เขาแปลกใจถามว่าคนถามทำไมถึงมีcuriosityความมักรู้ขนาดนั้น มันไม่เป็นการละลาบละล้วงเกินไปหน่อยหรือที่ถามเอาด้านๆอย่างนั้น เป็นฉันถูกถามอย่างนี้เลิกคบกันเลย ผมก็ถามเขาว่า แล้วคนตอบคุณเข้าใจอะไรจากที่ว่าไปโน่นหน่อยไหม และคุณสังเกตหรือเปล่าว่าทั้งคนถามและคนตอบพอใจที่สุดแล้ว ถ้าไม่พูดอะไรกันเลยซี โกรธกันตาย คนรู้จักกันพบกันทำเมินเฉยต่อกัน เลิกคบกันแน่ ที่คนถามถามว่า”ไปไหน” มันไม่ใช่คำถามและไม่แสดงอาการมักรู้อย่างที่คุณคิด มันเป็นการทักทาย แต่ลึกซึ้งกว่าคำทักทายว่า “Hi! เพราะมันมิได้มีความหมายเพียงบอกว่าเรารู้จักกันนะ แต่มันแสดงความรู้สึกห่วงใยต่อกันแบบไทยๆ ในสมัยโบราณการเดินทางออกจากบ้านโดยเฉพาะจากหมู่บ้าน ย่อมเสี่ยงภัยมากมาย นับแต่การถูกโจรกรรม ปองร้าย จนถึงถูกสัตว์น้อยใหญ่ขบกัด ดังนั้นการเห็นคนรู้จักเดินผ่านจึงรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยถามไว้ ถ้าออกจากหมู่บ้านไปก็ชอบที่จะบอกให้ใครต่อใครที่รู้จักให้รู้ไว้ว่าไปทางไหน หากเย็นค่ำแล้วยังไม่กลับมาจะได้คุมกำลังกันออกติดตามได้ถูกที่ แต่หากไม่คิดจะไปไหนไกล ไปภายในหมู่บ้านนี้เองแหละ ก็ตอบว่า “ไปโน่นหน่อย” คือไปไม่ถึงกับออกนอกหมู่บ้าน ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวเดียวก็กลับแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง แล้วก็หันมายิ้มให้แสดงความขอบคุณ ก็เท่านั้นแหละ มันคือภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาในกลุ่มภาษาอารยัน แต่ยืมคำอารยันมาใช้มากมาย ไม่เอาไวยากรณ์มา เอาแต่คำมาใช้ตามไวยากรณ์ของเรา มีบางท่านพยายามบังคับให้ภาษาไทยเดินตามไวยากรณ์อารยันโดยไม่รู้ตัว โปรดระวังเราจะเสียเอกลักษณ์ภาษาไทยไปทีละน้อยๆโดยไม่รู้ตัว
แฟนคลับ:ระวังยังไงคะ
ผม:ก็ศึกษาเปรียบเทียบให้เข้าใจธรรมชาติของภาษา2ตระกูลนี้ให้ชัดเจน และพยายามใช้เอกลักษณ์ของทั้ง2ตระกูลตามธรรมชาติของแต่ละตระกูลให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างมีคุณค่า
แฟนคลับ:ประโยชน์สูงสุดของอาจารย์คืออะไรคะ
ผม:ในคอลัมน์นี้ ผมตั้งใจจะใช้ข้อมูลของภาษาอารยันเพื่อเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์เอามาแฉเป็นปรัชญาของมนุษยชาติที่ใช้ขยายผลได้ทุกศาสนา ทั้งนี้ก็เพราะภาษาบาลีเป็นฐานของพระพุทธศาสนาเถรวาทภาษาสันสกฤตเป็นฐานของพระพุทธศาสนามหายานและศาสนาพราหมณ์ฮินดู ภาษากรีกและละตินเป็นฐานของศาสนาคริสต์ ส่วนภาษาอาหรับที่เป็นฐานของศาสนาอิสลามก็เป็นญาติกับภาษาอารยันที่พัฒนาความละเอียดอ่อนไปอีกแบบหนึ่งที่ไม่ไกลกันมากแต่เพิ่มรายละเอียดความรู้สึกเข้าไปให้แก่ไวยากรณ์ระดับลึก ทำให้สับสนและเรียนยากมากขึ้น ในขณะนี้ของเรายังไม่ต้องไปไกลถึงขนาดนั้น
แฟนคลับ:ถ้าอย่างนั้นช่วยเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของกลุ่มภาษาอารยันกับภาษาคำโดดให้พอเข้าใจซิคะ
ผม:ไม่ขอพูดในด้านภาษาศาสตร์นะครับ เพราะจะยืดยาวและไม่สนุก จะพูดเฉพาะในส่วนที่จะเอาไปคิดปรัชญาได้เท่านั้นซึ่งจะสนุกกว่า ภาษาอารยันเป็นภาษาแห่งความเข้าใจเป็นสำคัญ คือเข้าใจอะไรเสียก่อนแล้วจึงพูดออกมาตามที่เข้าใจ ไม่สนใจว่าจะจริงไหม(เกณฑ์ความจริง) หรือดีไหม(เกณฑ์ความดี) หรืองามไหม(เกณฑ์ความงาม) ซึ่งต้องหาวิธีเสริมเอาเอง ตรงนี้ตรงกับที่แอร์เริสทาทเถิล(Aristotle)ได้วิเคราะห์ไว้ในตำราตรรกะของตน ส่วนภาษาคำโดดเป็นภาษาแห่งความรู้สึกเป็นสำคัญ คือรู้สึกจริง ดีงามเข้าท่าเสียก่อนแล้วจึงพูดแสดงความรู้สึกออกมาด้วยคำเดียวหรือน้อยคำก็สื่อถึงกันได้และรู้สึกคล้อยตามได้แต่จะอธิบายออกมาเป็นความเข้าใจยาก ถ้าอยากจะเข้าใจก็หาวิธีเสริมเอาเอง ดังตัวอย่างเรื่องโต๊ะนี้วางของได้ และ ไปไหน ดังได้ชี้แจงไว้แล้ว ในสมัยหนึ่งมีผู้เสนอให้ใช้เครื่องหมายวรรคตอนในภาษาไทยเหมือนภาษากลุ่มอารยันทั้งหลาย เหตุผลก็คือเพื่อขจัดความกำกวมอันเกิดจากการแบ่งวรรคตอนผิดที่ นั่นก็คือพยายามปรับภาษาไทยให้เป็นภาษาวิชาการมากขึ้น โดยไม่ได้คิดว่าจะทำให้ภาษาไทยสูญเสียความพลิ้วของมันไปในฐานะที่เป็นภาษาเจ้าบทเจ้ากลอนไม่มีภาษาใดทัดเทียมเพราะสามารถสร้างความกำกวมได้เฉียบคำไม่มีภาษาใดทำได้เสมอเหมือนนี่แหละ เช่นข้อความว่า “น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาว่ายวนเวียนอยู่ไหวๆ” เป็นความสามารถสร้างความกำกวมได้หลักแหลมมาก หากมีการบังคับให้ใส่เครื่องหมายวรรคตอน ก็ต้องเลือกตัดสินใจว่าจะใส่คอมม่าหลังคำ “ตัว” หรือคำ “ปลา” ก็จะได้ความหมายชัดเจนแต่จะรู้สึกต่างกันเป็นคนละเรื่อง เพราะความพลิ้วในการเล่นคำให้กำกวมจะไม่เหลือหลอ คือจะออกเป็น 2 ประโยคที่มีความหมายชัดเจนไม่กำกวม แต่มีความหมายต่างกันมากกว่า 1. น้ำใสไหลเย็นเห็นตัว ปลาว่ายวนเวียนอยู่ไหวๆ 2. น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายวนเวียนอยู่ไหวๆ มันเป็นจิตวิทยาการในการใช้ภาษาอย่างหนึ่งว่า ฟังแล้วต้องได้คิดบ้างจึงจะสนุก มิฉะนั้นจะเซ็ง ไม่สนุก ไม่ชวนอ่าน


Leave a comment