ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
ภาษาอารยันกับกระบวนการคิด
แฟนคลับ: อ่านฉบับที่แล้วยังรู้สึกงงๆแต่ก็สนุกหนำใจค่ะ รู้สึกแปลกๆดี คิดไม่ถึงค่ะว่าภาษาบาลีของพระพุทธศาสนาจะไปมีความเกี่ยวข้องหนองยุ่งกับภาษาละตินซึ่งเป็นภาษาศาสนาของศาสนาคริสต์ และภาษาไทยซึ่งสืบวัฒนธรรมบาลีก็ยังมีอะไรๆกับภาษาอังกฤษจนได้
ผม: ครับ และที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ มีส่วนทำให้ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเข้ามาใกล้เคียงกันโดยไม่รู้ตัวเช่น occasion (จากภาษาละติน) แปลว่า โอกาส(จากภาษาบาลี) ทั้งๆที่ไวยากรณ์ไทยกับไวยากรณ์อังกฤษต่างกันลิบลับ
แฟนคลับ: แล้วมันเกี่ยวข้องกับความคิดของมนุษยชาติอย่างไรหรือคะ จึงได้ยกมาเป็นหัวข้ออภิปรายในครั้งนี้
ผม: เกี่ยวมากๆเลยครับ โซสซืร์(Ferdinand de Saussure) เป็นคนแรกที่ให้ข้อสังเกตในเรื่องนี้ โซสซืร์ชอบเรียนภาษาต่างๆหลายภาษา สังเกตว่าภาษาเหล่านั้นต่างก็มีไวยากรณ์แตกต่างกันเพื่อควบคุมการใช้ในแนวเดียวกันสำหรับผู้ใช้ภาษานั้นๆซึ่งทำให้แต่ละภาษามีความพริ้วเฉพาะของตนแต่ขณะเดียวกันก็จำกัดเสรีภาพในการใช้ให้อยู่ในกรอบซึ่งจำเป็นสำหรับขจัดความกำกวม ความพริ้วของแต่ละภาษาอยู่ที่การแบ่งสัดส่วนระหว่างการเพิ่มกฎเกณฑ์หรือไวยากรณ์เพื่อขจัดความกำกวมกับการลดกฎเกณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้สร้างความสวยงามด้วยความกำกวม ภาษาอารยันทั้ง4เน้นความรัดกุม ภาษาที่ใช้ตามปรกติจึงให้ความหมายใกล้เคียงความหมายระดับลึกมากที่สุดซึ่งก็คือใกล้เคียงความรู้ของปัญญาอย่างมากที่สุดและผู้ใช้ภาษาดังกล่าวย่อมเชื่อว่าจริงตามตัวอักษร โซสซืร์เชื่อว่าผู้คิดและทำตามความคิดได้ดีที่สุดก็คือแอร์เริสทาทเถิล(Aristotle ก.ค.ศ.384-322) เพราะแอร์เริสทาทเถิลเป็นชาวกรีก พูดภาษากรีกตลอดชีวิต สอนและเขียนตำราปรัชญาภาษากรีก จึงเชื่อได้ว่าแอร์เริสทาทเถิลสามารถแสดงความคิดในงานเขียนของตนได้อย่างใกล้เคียงที่สุดเกือบจะ100%ทีเดียว ผู้ใช้ภาษาอารยันอื่นๆคือภาษาบาลี สันสกฤต และละตินก็น่าจะให้ผลในลักษณะเดียวกัน ปัญหาของนักคิดหลังนวยุคก็คือเชื่อตามโซสซืร์ว่า ความหมายที่สื่อโดยผู้ใช้ภาษาอารยัน เชื่อได้ว่าตรงกับความคิดของผู้สื่อ ปัญหาจึงมิใช่อยู่ตรงนี้ แต่อยู่ตรงที่ความรู้ตามความเข้าใจในสมองของผู้สื่อออกมาตรงๆนั้น มีอะไรค้ำประกันว่าเป็นความจริงตรงกับความเป็นจริงภายนอกสมอง และถ้าไม่เชื่อเกณฑ์นี้แล้วจะเชื่อเกณฑ์ใดเล่า ผู้ถือลัทธิหลังนวยุคสายกลางตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เกณฑ์ความจริงและความดีไม่ตายตัวอย่างวัตถุวิสัย แต่ต้องมีจิตสำนึกดีชั่วนำหน้า และถ้าตัดสินใจทำตามแล้วจะพัฒนาคุณภาพชีวิต ก็ถือได้ว่าเป็นความจริงและความดี ซึ่งก็แสดงนัยยะว่าความจริงกับความดีเป็นสิ่งเดียวกัน การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นทั้งเกณฑ์ความจริงและเกณฑ์ความดีในเวลาเดียวกัน เราจึงไม่แคร์มากนักว่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในตัวบทภาษาอารยันทั้งหลายนั้นมีความจริงมากน้อยแค่ไหน ขอให้ได้ความหมายตามความต้องการของปัญญาและปัญญาสามารถระบุความสำนึกในรูปของมโนธรรมหรือหิริโอตตัปปะะได้ก็แล้วกัน พอพัฒนาคุณภาพชีวิตได้แม้แต่น้อย ใบหน้าจะแจ่มใสขึ้นกว่าเดิมทันที ก็ให้เดินหน้าต่อไป ความสุขแท้ตามความเป็นจริงจะตามมาเหมือนล้อเกวียนตามรอยเท้าสัตว์ลากเกวียนนั่นเทียว
แฟนคลับ: ขอตัวอย่างชัดๆค่ะ
ผม:ได้ซีครับเอาประโยคแรกสุดของธรรมบทเลยเป็นไง
บาลี: มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา (สนฺติ)
สันสกฤต: มนะปูรฺวงฺคมา ธรฺมา (สนฺติ)
ละติน: MentipraeeuntesDharmae (sunt).
อังกฤษ: The Dharmas are mindforegoing
ไทย: ธรรมะทั้งหลายย่อมมีมโนหรือความสำนึกนำหน้า
หมายเหตุ คำที่ใส่ไว้ในวงเล็บ คือคำกริยาหลักที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ซึ่งจริงๆแล้วจำเป็นต้องมี แต่ใช้บ่อยเสียจนไม่จำเป็นต้องใส่ไว้ให้เฝือก็เข้าใจได้เหมือนกับไม่ละ
ข้อความข้างต้นนี้มีข้อสังเกตหลายประการ ทั้งที่เป็นปรัชญาและนอกปรัชญา คือ
1.แสดงเอกลักษณ์ของภาษาอารยันชัดเจนว่ามีโครงสร้างใกล้เคียงกับไวยากรณ์ระดับลึกของโซสซืร์มากที่สุด ซึ่งก็คือแสดงความคิดอย่างตรงไปตรงมามากที่สุดนั่นเอง
2.พระไตรปิฎกใช้ภาษาบาลีแสดงธรรมะเมื่อประมาณก.ค.ศ.543 ส่วนแอร์เริสทาทเถิล(Aristotle ก.ค.ศ.384-322) แสดงปรัชญาของตนเป็นภาษากรีกประมาณ 200หลังพระพุทธเจ้า ต่อมาอีกประมาณ200ปี ประเทศกรีซทั้งหมดก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของมหาอาณาจักรโรมันซึ่งใช้ภาษาละติน ทำให้นักปรัชญากรีกทั้งหลายกลายเป็นครูสอนปรัชญาแก่ชาวโรมัน ทำให้มีการแปลตำราปรัชญากรีกเป็นภาษาละตินรวมทั้งปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลด้วย ทำให้ชาวยุโรปตั้งแต่นั้นมาเมื่ออ้างตัวบทปรัชญากรีกก็ชอบที่จะอ้างตัวบทแปลภาษาละตินยิ่งกว่าจะอ้างภาษากรีกซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของปรัชญากรีก นอกจากคำบางคำที่เป็นคำกุญแจของเรื่องจึงชอบที่จะอ้างคำกรีกเป็นคำๆเพี่อแสดงว่า “ฉันรู้นะ จะบอกให้”
3.ภาษากรีกกับภาษาละตินเป็นภาษาพี่น้องกันและมีความเหมือนใกล้ชิดกันราวกับถือกำเนิดมาจากภาษาแม่เดียวกัน อย่างภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤตเป็นภาษาพี่น้องใกล้ชิดกันราวกับถือกำเนิดจากภาษาแม่เดียวกัน สังเกตให้ลึกลงไปจะพบว่า 4 ภาษาอารยันนี้น่าจะมีภาษายายเดียวกัน เพราะมีโครงสร้างของภาษาแบบเดียวกันอย่างน่าทึ่งมาก ดังได้แสดงให้ดูไว้แล้วข้างต้นและจะแสดงต่อไปอีกข้างหน้า
4. ภาษาอังกฤษยังรักษาโครงสร้างไวยากรณ์ระดับลึกได้ดีจึงพูดได้ว่า “All Dharmas are mindforwarding” เพราะเป็นลูกภาษาของภาษาละตินที่ยังซื่อสัตย์ต่อความเป็นอารยันอยู่พอสมควร หากภาษาไทยจะแสดงความคิดเดียวกันตามไวยากรณ์ระดับลึก ก็คงต้องฝืนพูดออกมาว่า “ธรรมะทั้งหลายเป็นสิ่งที่มีใจนำหน้า” ซึ่งก็พอจะเข้าใจได้อย่างกล้อมแกล้มราวกับใช้คำไทยพูดภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทยซักกะหน่อย เหมือนคนอังกฤษเพิ่งหัดพูดภาษาไทยก็ไม่ปาน ทั้งนี้ก็เพราะภาษาไทยแม้จะรับเอาคำอารยันมาใช้มากมายจนทุกวันนี้ แต่ก็ไม่เคยคิดจะปรับไวยากรณ์ให้เป็นอารยัน ยังคงยืดคอใช้คำอารยันกับไวยากรณ์ที่ไม่อารยันของตนต่อมาอย่างหน้าเฉยตาเฉย และพวกเราก็เก่งทายาท เอาคำอารยันมาเข้าไวยากรณ์ไทยได้อย่างสนิทใจโดยไม่มีอะไรเคอะเขิน ซ้ำยังแถมเสียงวรรณยุกต์ให้อีกต่างหาก ยอดๆๆๆๆๆ เราเอาคำบาลีสันสกฤตมาใช้บัญญัติศัพท์วิชาการมากมาย(ผิดบ้างถูกบ้างตามอัธยาศัย) จนชาวภารตะทายาทโดยตรงของภาษาดังกล่าวยังต้องอาย เพราะเราเอามาใช้มากกว่าพวกเขาเป็นพะเรอเกวียน
แฟนคลับ: ทีนี้ถ้าจะพูดตามไวยากรณ์ไทยจริงๆจะพูดได้ไหมคะ
ผม: ทำไมจะไม่ได้ ภาษาไทยของเราพริ้วจะตายไป ก็บิดนิดเดียวให้เข้าล็อก เช่นโวหารไทยว่า “ธรรมะทุกข้อย่อมมีปัญญาชูโรง” เป็นไงครับ พอฟังได้มั้ย
แฟนคลับ: พอฟังได้อยู่ จ้าว! แต่ยังบ่จุจ้าย ช่วยแปลไทยเป็นไทยด้วยค่าาาาาา!
ผม: ไม่มีอะไรขัดข้องเลยครับ! โปรดฟังดัวยความสนใจครับ ที่ว่า”มีใจหรือมโนเป็นองค์นำหน้า” นั้นทำให้นึกถึงคติพจน์ที่นิยมใช้กันในภาษาไทยขณะนี้ว่า”ความรู้คู่คุณธรรม” กับ “คุณธรรมนำความรู้” แต่ไม่เห็นมีใครว่า “ความรู้นำหน้าคุณธรรม” ซึ่งเป็นความคิดอารยันโดยแท้ คือ พระไตรปิฎกภาษาบาลีว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา พระไตรปิฎกภาษาสันสกฤตว่า มนะปูรฺวงฺคมา ธรฺมา เพลโทว์ใช้ภาษากรีกว่าSophia ปรีชาญาณต้องมีพร้อมครบคุณธรรมแม่บท4(4 cardinal virtues) จึงจะเป็นคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง แอร์เริสทาทเถิลใช้ภาษากรีกว่าphronesis(practical sophia)ความรอบรู้เชิงปฏิบัติต้องมีพร้อมครบจึงจะเป็นคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาษาละตินแปลphronesisเป็นprudential (prudence, prudential) รวมความว่าหลักฐานจากภาษาอารยันหลักทั้ง 4 ภาษามีความเห็นตรงกันว่าต้องมีความรู้พร้อมสรรพกับคุณธรรมอื่นๆอีก3ข้อเป็นอย่างน้อยจึงจะเรียกได้ว่ามีธรรมะ ความรู้พร้อมสรรพดังกล่าวจะทำการในปัญญาเป็นความสำนึกว่าหากทำลงไปปราชญ์จะสรรเสริญหรือตำหนิ บทบาทนี้ของปัญญาเรียกโดยเฉพาะว่ามโนธรรม,หิริโอตตัปปะ, conscientia, conscience, ความสำนึกดีชั่ว อันเป็นมโนที่นำหน้าการตัดสินใจทำดีมีคุณธรรม และธรรมะ ทั้งหมดก็เป็นไปเช่นนี้ ขอขอบคุณภาษาอารยันและชาวอารยันที่คิดและบันทึกไว้ให้เราได้เรียนรู้และนำมาปฏิบัติจนเป็นธรรมะและได้คุณธรรม สาธุ!
