วิชาศาสนเสวนา
ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ให้โอวาทที่สวนโมกข์เมื่อวันที่17พฤศจิกายน พ.ศ.2516ว่า “ใครจะเรียกว่าพระเจ้า ใครจะเรียกว่าพระธรรม หรือใครจะเรียกว่าเต๋า หรือใครจะเรียกว่ากฎของธรรมชาติ หรือใครจะเรียกว่าอย่างอื่นต่อไปอีก มันก็หมายถึงสิ่งเดียวกันโดยแท้ เป็นสิ่งที่สูงสุดในทุกๆแง่ทุกๆมุม เป็นสิ่งเดียวกันหมด แล้วแต่ใครจะเรียกอย่างไร (หรือจะไม่ยอมให้เรียกว่าอย่างไร–ผมเติมเองครับ) จุดสูงสุดเป็นจุดเดียวกัน และศาสดาทั้งหลายก็เป็นเพียงปากพูดถึงสิ่งสูงสุดเดียวกัน” ให้สังเกตการใช้คำ”กฎของธรรมชาติ” ไม่ใช้”กฎธรรมชาติ” ต่างกันอย่างไร?
กฎของธรรมชาติแปลจากlaw of Nature คือกฎฟิสิกส์ เคมี ชีวะ รวมกันทำให้เอกภพเป็นอย่างที่มันเป็น(ตถตา=มันเป็นอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครอื่นไปเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากมันจะเปลี่ยนของมันเอง) ส่วนกฎธรรมชาติแปลจากnatural law คือเกณฑ์ความประพฤติดีที่นักปรัชญาสำนักปัญญานิยม(intellectualism)คิดว่าใครที่ใช้ปัญญาอย่างไม่ลำเอียงจะต้องเห็นตรงกัน เป็นเหตุให้กฎหมายของหลายประเทศระบุว่า หากอ้างพระราชบัญญัติมาตัดสินไม่ได้ ก็ให้ใช้กฎธรรมชาติเป็นหลัก แต่นักหลังนวยุคก็สังเกตว่า natural law ที่อ้างๆกันอยู่นั้นก็หาตรงกันไม่ มันไม่พ้นเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้อ้างไปได้ พุทธทาสท่านละเอียดพอในเรื่องนี้ครับ สังเกตได้จากการเลือกใช้คำในโวหารของท่าน
คำพูดของท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นพหุนิยม (pluralism)ใช่หรือไม่ คงต้องตอบว่าตามคำพูดแล้วไม่ใช่ “มันหมายถึงสิ่งเดียวกันโดยแท้ สูงสุดในทุกแง่ทุกมุม เป็นสิ่งเดียวกันหมด” นิยามนี้เป็นนิยามของ inclusivism(ลัทธิรวมศาสนา ที่ถือว่าทุกศาสนาดีเหมือนกันหมด สอนเรื่องเดียวกันหมด รวมเป็นศาสนาเดียวกันก็ยิ่งดี) แต่ในพฤติกรรมแล้วไม่ใช่ ท่านไม่เคยมีนโยบายรวมศาสนา แต่ต้องการให้ศาสนาต่างๆเคารพข้อเชื่อของกันและกันและร่วมมือกันบนฐานของเอกภาพในความหลากหลาย ท่านไม่ได้ตั้งใจนิยามแต่แสดงเทศนาโวหารชักชวนให้สามัคคีกันเท่านั้น เมื่อเอาเจตนาของท่านมาจับตามทฤษฎีปรัชญาภาษาศาสนาก็คือให้ดูเจตนาเป็นหลัก วาทศิลป์ต้องคล้อยตามเจตนา เราขณะนี้จึงควรมาดูกันว่าพหุนิยมคือย่างไรกันแน่
พหุนิยม(pluralism) เป็นท่าทีการนับถือศาสนาที่เดินสายกลางระหว่าง inclusivism(ลัทธิรวมศาสนา)กับ exclusivism (ลัทธิเหยียดศาสนา) พหุนิยมเริ่มจากข้อเท็จจริงว่าทุกศาสนาพิสูจน์ตัวเองได้ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกของตน มิฉะนั้นสังคมจะไม่ยอมรับรู้ว่าเป็นศาสนา ในเมื่อสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เช่นนี้ จึงต้องถือว่ามีความสำคัญในสังคม จึงควรยกย่องและให้ความสะดวก ทุกศาสนาที่ได้มาตรฐานดังกล่าวต่างก็มีศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดของตนที่มีนิยามต่างกัน ดังนั้นศาสนาต่างๆจึงถือได้ว่าดีแต่ดีต่างกันตามสิ่งสูงสุดที่เชื่อและตามศรัทธาที่สมาชิกทุ่มเทให้ สิ่งสูงสุดที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวให้ทำดีได้ไม่ว่าในลักษณะใด นักพหุนิยมถือว่าไม่น่าจะไร้สาระและไร้คุณค่า แต่ใครที่ไม่รู้สึกมีศรัทธาก็ไม่จำเป็นต้องนับถือโดยฝืนมโนธรรมสำนึกเฉพาะบุคคล เพราะการต้องทำอะไรฝืนมโนธรรมย่อมไม่จริงใจไร้คุณค่าในตัว
สิ่งสูงสุดย่อมเป็นสิ่งสูงสุดในศาสนาของตน ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันอย่างฝืนมโนธรรม หากมโนธรรมของใครจะตระหนักถึงความสัมพันธ์อันใดก็พึงถือเป็นการหยั่งรู้เฉพาะตัว และมีเสรีภาพที่จะตัดสินใจปฏิบัติการตามมโนธรรมที่พัฒนาคุณภาพชีวิตเฉพาะตัว เขาไม่ควรถูกกีดกันในการปฏิบัติตามมโนธรรมอย่างมีความสุข และเขาเองก็ไม่พึงบังคับขู่เข็ญผู้อื่นให้ต้องคิดและทำเหมือนเขา และหากใครจะเต็มใจที่จะดำเนินชีวิตเหมือนเขาก็พึงมีเสภาพที่จะกระทำได้เช่นกัน นี่คือท่าทีของนักพหุนิยมซึ่งมีทั้งนโยบาย แนวคิดและวิถีดำเนินชีวิต
อาจมีผู้ตั้งประเด็นถามว่าหากศาสนาของเราใช้วิธีพหุนิยม สมมุติมีอีกศาสนาหนึ่งใช้วิธีเหยียดศาสนาและใช้ทุกวิถีทางทั้งล่อทั้งชนเพื่อแย่งสมาชิก เราควรทำอย่างไร?ผมขอตอบในเบื้องต้นว่า นโยบายของคำถามเป็นวิธีปฏิบัติของคนกระบวนทรรศน์ที่3ยุคกลาง หากเราตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน ผลก็คือสงครามศาสนาที่เคยมีมาแล้วและไม่ใช่วิธีดีที่สุด เรามาวิเคราะห์กันดูก่อนว่ามีทั้งหมดกี่วิธี 1.คนกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ปล่อยให้เบื้องบนจัดการตามแต่จะเห็นควร เรามีหน้าที่แค่เชียร์พระองค์ (รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ว่างั้นเถอะ) 2.คนกระบวนทรรศน์โบราณ เปิดดูคัมภีร์แล้วปฏิบัติตามตัวอักษร เช่น ตาต่อตา จงยื่นแก้มอีกข้างให้ตบด้วย จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดชีวิตของเจ้าจงอภัยเสมอ ชอบข้อใดอ้างข้อนั้นมาปฏิบัติ พระคัมภีร์มักมีหลายข้อให้ผู้รู้คัมภีร์เลือก(ตามใจชอบใช่ไหม?) 3.คนกระบวนทรรศน์ยุคกลาง ทำอะไรก็ได้ที่มีคนรับรองว่าได้ไปสวรรค์แน่ๆ(โดยตนเองไม่เคยคิดจะศึกษาให้ถ่องแท้ว่าสวรรค์จริงๆเป็นอย่างไร(ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทนตนรู้สึกว่าง่ายดี) 4. คนกระบวนทรรศน์ยุคใหม่คิดตามหลักวิชาการที่ตนรู้ นักกฎหมายย่อมคิดถึงความเป็นธรรมตามกฎหมายโดยให้มีการร้องเรียนให้สหประชาชาติออกระเบียบการบังคับคู่กรณีให้ปฏิบัติการนำเอาผู้ทำผิดมาลงโทษให้หลาบจำ นักรัฐศาสตร์แนะให้ทำการถ่วงดุลอำนาจ หากจำเป็นก็ต้องใช้กำลังทหารบังคับ นักเศรษฐศาสตร์วางแผนบอยคอตเศรษฐกิจ หากวิธีไหนก็ไม่ได้ผลพึงพอใจ ก็ให้ลองก่อม็อบดูว่าจะมีพลังกดดันเพียงพอไหม ถ้าเห็นสู้ไม่ไหวก็สลายม็อบยอมจำนนชั่วคราว มีโอกาสดีกว่าค่อยแก้ตัวใหม่ 5. คนกระบวนทรรศน์หลังนวยุคและพหุนิยม แก้ปัญหาด้วยระบบการศึกษา ต้องปรับทั้งระบบให้ระบบการศึกษาทั้งระบบทั่วโลกมุ่งสู่การสร้างคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักรู้ปัญหาของมนุษยชาติในปัจจุบัน รู้ทางแก้ที่ตรงประเด็น(รู้ที่คัน) แก้ให้ตรงประเด็น(เกาให้ถูกที่คัน) แก้ทั้งระบบหมายความว่าผู้สอนทุกวิชาต้องตระหนักทั้ง 3 ข้อตรงกันในวิชาของตนและเต็มใจให้ความร่วมมือ พฤติกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้โดยอาศัยทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงินร่วมกันดังได้เคยชี้แจงไว้แล้ว

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018