Aeschilus’s role in suppressing vengeance

บทบาทของเอสเขอเลิสในการระงับความแก้แค้น


ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ :กีรติ บุญเจือ


เอสเขอเลิส (แอคีลัส; Aeschylus ก.ค.ศ.525-465) ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของการละครกรีก ชาวกรีกแต่ไหนแต่ไรมาเชื่อว่า เทพดายเออนายเสิส (ไดโอนีซุส; Dionysus) เป็นผู้มีพระคุณยิ่ง เพราะเป็นผู้สอนมนุษย์ให้รู้จักเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีทำไร่องุ่นและเอาผลองุ่นมาหมักทำเหล้าองุ่น เชื่อกันว่าเทพองค์นี้ชอบคลุกคลีสนิทสนมกับมนุษย์เป็นพิเศษและใจดีเสมอ มีแต่ช่วย อารมณ์ดี ไม่เคยโกรธและทำโทษใครเลย นอกจากจะดื่มเหล้าองุ่นมากจนเมาไปเอง จึงเป็นขวัญใจของชาวกรีกเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรและพวกชอบร่ำสุราเมรัย

ดังนั้นทุกปีจะมีเทศกาลอัญเชิญเทพองค์นี้มาร่วมวงสนุกสนานกับมนุษย์ ศูนย์กลางของการสมโภชอยู่ที่การแสดงร้องเพลงหมู่ โดยสมมุติให้คนหนึ่งแต่งตัวเป็นเทพดายเออนายเสิส ปรากฏองค์เจรจากับมนุษย์ที่แสดงโดยกลุ่มนักขับร้อง การเจรจาจะร้องลำนำแบบลิเกของเรา จึงเป็นการร้องบทเจรจาระหว่างเทพกับกลุ่มนักร้อง นักร้องยังทำหน้าที่ขับร้องดำเนินเรื่องด้วย

ความเชื่อข้างต้นเกิดขึ้นหลังจากที่ชาวกรีกปรับกระบวนทัศน์สู่กระบวนทัศน์ที่ 2 แล้ว คือ เชื่อว่าเอกภพมีกฎเกณฑ์ และเชื่อว่าเทพรู้กฎเกณฑ์ดีกว่ามนุษย์ หากปล่อยให้มนุษย์พบกฎเกณฑ์เองคงจะต้องใช้เวลามาก ตามปกติเทพจะไม่สนพระทัยบอกกฎเกณฑ์ของเอกภพแก่มนุษย์ เพราะกลัวมนุษย์จะแข็งข้อ เพราะมนุษย์มีนิสัยหยิ่งยะโสอยู่เป็นประจำ รู้เพียงนิดหน่อยก็ชอบอวดศักดาไม่เกรงกลัวใคร นอกจากนั้นยังเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ (จากการผลักดันของสัญชาตญาณ กว่าปัญญาจะควบคุมได้ก็มักจะสายเกินแก้อยู่เสมอ) ชาวกรีกจึงถือว่าเทพดายเออนายเสิสมีบุญคุณเป็นพิเศษด้วยประการฉะนี้

เอสเขอเลิส มีพรสวรรค์ทางแต่งกลอนและเป็นผู้มีปัญญาและคุณธรรมสูง เคยร่วมรบต่อต้านทัพเปอร์เซียอย่างกล้าหาญ ในการรบที่ทุ่งแมรเรอธัน (มาราธอน; Marathon) จนได้ชัยชนะ หลังจากชัยชนะเด็ดขาดครั้งที่ 2 แล้ว (ก.ค.ศ 490 ) ก็สังเกตเห็นว่าชาวกรีกพากันลืมตัวคิดว่าตนเก่งเหนือมนุษย์อื่นและลืมเกรงใจเทพและเกรงใจกันและกัน ความแตกร้าวระหว่างชาวกรีกกลับคืนมาและส่อเค้าความวุ่นวาย จึงคิดเขียนบทละครเพื่อเตือนสติชาวกรีกอย่าให้โอหังมากนัก ให้รู้จักเคารพเทพ เพื่อเทพจะได้ให้ความร่วมมือแก้ปัญหาให้ร้ายกลายเป็นดีไปได้ ถ้ามัวแต่โอหังคิดว่าตนทำได้ทุกอย่างจนถึงขั้นท้าทายเทพด้วยแล้ว เทพก็คงจะปล่อยไปตามบุญตามกรรม ดังเช่นกษัตริย์แอเกอเมมนัน (อะกาเมนอน; Agamenon) เป็นตัวอย่าง

ในคราวที่นครรัฐต่าง ๆ ของกรีกร่วมแรงกันยกทัพไปรบสั่งสอนกรุงทรอยนั้น แอเกอเมมนันได้รับเลือกเป็นจอมทัพ ครั้นจะออกเรือกลับไม่มีลมพัดเลย คอยอยู่จนถึง 7 วันก็ยังไม่มีลม พรรคพวกจึงยุให้ฆ่าลูกสาวบูชายัญ เป็นการเอาเคล็ดตามคติไสยศาสตร์ ซึ่งผิดกฎศีลธรรมที่เทพบัญชาไว้ แต่แอเกอเมมนันก็ตัดสินใจกระทำเพราะสัญชาตญากลัวเสียตำแหน่ง เทพจึงต้องสั่งสอนตามเวรกรรม ดังนั้น เมื่อชนะศึกกลับบ้าน ภรรยาจึงวางแผนฆ่าเพื่อแก้แค้นแทนลูกสาว ลูกชายกับลูกสาวอีกคนแก้แค้นแทนพ่อ โดยฆ่าแม่พร้อมชายชู้ แต่แล้วการฆ่าแม่ก็ตามหลอกหลอนพี่น้องทั้งสองไปจนตาย เรื่องนี้ต้องการเตือนสอนและเรียกร้องให้ชาวกรีกเลิกคิดแก้แค้นกัน อภัยกันเสีย และหันมาอยู่ในทำนองคลองธรรมที่เทพสั่งสอน

เอสเคอเลิสเขียนบทละครทั้งหมด 90 เรื่องเพื่อเตือนสติชาวกรีก คงเหลือมาถึงเราเพียง 7 เรื่อง
สิ่งใหม่ที่พบในงานนิพนธ์ของเอสเคอเลิสก็คือ
1. ริเริ่มสร้างบทละครร้องบนเวที ก่อนหน้านั้นมีแต่พิธีเล่าเรื่องเทพ บนเวทีมีตัวแสดงเพียงตัวเดียวคือ เทพที่ร้องตอบโต้กับหมู่นักร้องซึ่งไม่ใช่ตัวแสดง เมื่อมีตัวแสดงเพียงตัวเดียวไม่เรียกว่าเล่นละคร บทละครของเอสเคอเลิสมีตัวละครตั้งแต่ 2 ขึ้นไปเจรจากันด้วยคำพูดหรือทำนองลำนำ สลับกับเพลงของหมู่นักร้อง จึงนับเป็นผู้ให้กำเนิดการละครบนเวที ต่อจากนั้นก็มีผู้เขียนบทละครขึ้นอีกมากมาย รวมทั้งพิธีกรรมถวายเทพก็นิยมกระทำในเชิงละครศักดิ์สิทธิ์

2. เอสเคอเลิสใช้บทละครสอนและอบรมผู้ชม ซึ่งก็เป็นแบบอย่างให้กระทำต่อมาอีกมากมายเช่นกัน


Leave a comment