Aquinas and Aristotle อไควเนิสกับแอร์เริสทาทเถิล
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
อไควเนิสใช้ปรัชญาของเอเริสทาเทิลอธิบายคริสต์ศาสนา มิใช่เพื่อเอาใจใครหรือเพียงแต่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ทว่าอไคเนิสมีความเลื่อมใสในแนวความคิดของเอเริสทาเทิลอย่างจริงใจ และมั่นใจว่าจะนำเอามาใช้สร้างระบบความคิดแบบคริสต์ได้อย่างเหมาะสม หลักกการที่อไควเนิสเลื่อมใสมากก็คือทฤษฎีกรรตุภาวะและสมรรถนภาวะกับทฤษฎีความรู้จากประสบการณ์ อไควเนิสใช้ทฤษฎีทั้ง 2 นี้อย่างสม่ำเสมอจนกล่าวได้ว่าเป็นเสาเอก 2 เสาของระบบความคิดของตน ความจริงใจที่อไควเนิสมีต่อความคิดของเอเริสทาเทิลนี้ ทำให้อไควเนิสไม่เทิดทูนเอเริสทาเทิลอย่างตาบอด เรื่องใดที่ไม่เห็นด้วยก็คัดค้านอย่างไม่เกรงใจ แต่ก็ไม่วายชี้แจงว่า ทำไมจึงต้องคัดค้านและเอเริสทาเทิลมีเหตุผลดีอย่างไรในระบบของตน เพราะเป้าหมายในการศึกษาปรัชญาของอไควเนิสมิใช่เพื่อเทิดทูนเอเริสทาเทิล แต่เพื่อหาวิธีอธิบายคริสตศาสนาให้เหมาะสมที่สุดและลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงเห็นได้ว่า การที่อไควเนิสหันมาใช้ปรัชญาของเอเริสทาเทิล หาได้ทำให้อไควเนิสกลายเป็นศัตรูกับเพลโทว์และนักเพลโทว์ใหม่แต่ประการใดไม่ อไควเนิสยกย่องออเกิสทีนและนักเพลโทว์ใหม่ทั้งหลาย และนำเอาความคิดมาช่วยเสริมส่วนที่เห็นว่า เอเริสทาเทิลบกพร่องอย่างสะดวกใจที่สุด ในแง่นี้จึงกล่าวได้ว่า อไควเนิสเป็นตัวของตัวเออย่างเต็มที่ ในการเลือกความคิดของใครต่อของใครมาใช้อย่างคล่องแคล่ว แม้ความคิดของนักปราชญ์ยิวและมุสลิมก็ไม่รังเกียจที่จะนำเอาใช้เหมือนกับไม่เคยมีสงครามศาสนาต่อกัน
แม้จะเลื่อมใสในปรัชญาของเอเริสทาเทิลสักปานใด อย่าลืมว่าอไควเนิสเรียกเอเริสทาเทิลด้วยสมญานามว่านักปรัชญา (ลต. Philosophus = the philosopher) แต่ก็ตระหนักอยู่เสมอว่าโลกทรรศน์ไม่ตรงกัน เอเริสทาเทิลถือว่า มนุษย์แต่ละคนมีอยู่เพื่อมนุษยชาติ และมนุษยชาติเป็นส่วนหนึ่งของเอกภพ เป้าหมายสุดท้ายของเอเริสทาเทิลก็คือเข้าใจและสร้างความกลมกลืนขึ้นในเอกภพตามนัยแห่งโลกทรรศน์ดังกล่าว สำหรับอไคเนิส มนุษย์แต่ละคนมีอยู่เพื่อพระโรจนาการของพระเป็นเจ้า และเอกภพทั้งหมดมีอยู่เพื่อมนุษย์ เอกภพจะมีคุณค่าก็เพราะมนุษย์สร้างคุณค่าขึ้นมาโดยอาศัยเอกภพ และมนุษย์จะมีคุณค่าก็เพราะได้ประกาศพระโรจนาการของพระเป็นเจ้าอไควเนิสจึงสนใจเรื่องมนุษย์กับพระเป็นเจ้ามากกว่าเอเริสทาเทิลและสนใจเอกภพน้อยกว่า
การที่อไควเนิสใช้ปรัชญาของเอเริสทาเทิลมาอธิบายคริสต์ศาสนาอย่างได้ผล ต้องนับว่าเป็นผลดีแก่ปรัชญาของเอเริสทาเทิลเองอย่างมากทีเดียว เพราะเป็นเหตุให้ต้องสนใจศึกษาปรัชญาของเอเริสทาเทิลควบคู่ไปกับปรัชญาของอไควเนิสและคริสต์ศาสนา ทำให้มีการพิมพ์งานนิพนธ์ของเอเริสทาเทิลออกเผยแพร่กันอย่างกว้างขวาง มีงานวิเคราะห์และวิจารณ์ทั้งตัวบทและคำสอนของเอเริสทาเทิลเกิดขึ้นมากมาย
แม้อไควเนิสจะได้สร้างความคิดขึ้นเป็นระบบและใช้ตรรกวิทยาเป็นเครื่องมือในการสร้างระบบ แต่ทว่าท่าทีของอไควเนิสเป็นอัตถิภาวนิยมอย่างเต็มที่ อไควเนิสไม่เคยคิดว่าระบบความคิดของตนสมบูรณ์แบบแล้ว ในตอนปลายชีวิตเมื่ออไควเนิสบรรลุฌานแล้วก็ไม่อยากจะเขียนเพิ่มเติมให้ระบบสมบูรณ์ เพราะเห็นว่ามีคุณค่าน้อยเหลือเกินเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ของผู้บรรลุฌานซึ่งเป็นการหยั่งรู้โดยตรวจถึงแก่นวิธีการของอไควเนิสน่าจะกระตุ้นให้นักปราชญ์ชาวคริสต์หาวิธีอธบายคริสตศาสนาให้เหมาะสมกับกาละและเทศะต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ผู้เลื่อมใสในปรัชญาของอไควเนิสจริง ๆ น่าจะเลื่อมใสในท่าทีและวิธีการของท่านยิ่งกว่าในเนื้อหาคำสอนของท่าน ซึ่งแน่นอนว่าดีเยี่ยมในสมัยหนึ่ง แต่จะดีเยี่ยมเรื่อยไปในทุกสมัยคงจะเป็นไปไม่ได้ ผู้แสวงหาต่อไปคือผู้เดินตามเจตนารมณ์แท้จริงของอไคเนิส โดยอย่าลืมด้วยว่าปรัชญาของอไควเนิสมิได้เป็นตัวแทนของปรัชญายุคกลาง หากเป็นผลผลิตของยุคกลางมากกว่า
จากคำสอนของอไควเนิส การศึกษาปรัชญายุคกลางโดยไม่พิจารณาคำสอนทางเทววิทยาควบคู่ไปด้วย ย่อมทำให้ความเข้าใจบิดเบือนไปอย่างไม่มีทางแก้ ความจริงปรัชญากับเทววิทยาเป็นความคิดรวมอย่างแยกกันไม่ได้ในความคิดของนักปรัชญาคริสต์ หากแต่เคยมีธรรมเนียมแยกกันศึกษาเพื่อสะดวกในการจัดหลักสูตร ในปัจจุบันวิธีการนั้นล้าสมัยแล้ว เราพยายามจัดให้มีการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อให้เห็นขอบข่ายของเรื่องในรูปแบบที่ไม่ถูกบิดเบือน ในเรื่องปรัชญาก็เช่นกัน การแยกสิ่งที่แยกไม่ได้เพื่อศึกษาให้รู้เพียงส่วนเดียวก็ย่อมจะเห็นภาพที่ถูกบิดเบือนไปอย่างช่วยไม่ได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018