Aquinas and epistemology อไควเนิสกับญาณปรัชญา
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
อไควเนิสตีความหมายทฤษฏีความรู้ของเอเริสทาเทิลและยึดถือเป็นทฤษฎีของตนว่า “ไม่มีอะไรในปัญญาที่มิได้มาจากผัสสะ” (there is nothing in the intellect that was not first in the sense) ผัสสะ (sensation) จึงเป็นความรู้เบื้องต้นและเป็นความรู้พื้นฐานของมนุษย์ ผัสสะนำไปสู่ความรู้อื่นๆต่อไป ประสาทสัมผัสแต่ละอย่างให้ความรู้ทางผัสสะแต่ละอย่าง รวมได้ 5 ผัสสะ การเห็น การได้ยิน การรู้รส การได้กลิ่น และการรู้สึกทางผิวกาย ผัสสะป้อนข้อมูลให้สัญชาน (perception)
สัญชาน (perception) ในปัจจุบันเราใช้เป็นคำรวมเรียกผัสสะทั้ง 5 และผัสสะใดก็ได้ เหมือนมีคำรวมเรียกผลไม้ทุกชนิดและชนิดใดก็ได้ แต่ในยุคกลางเป็นสมรรถภาพภายในเรียกว่าผัสสะรวม (sensuscommunisซึ่งไม่ใช่ common sense ของเราในปัจจุบัน) มีหน้าที่รับรู้ว่าเป็นผัสสะและสร้างจิตภาพ (ลต,phantasma image) ซึ่งมีความจำจะทำหน้าที่เก็บรักษาไว้เพื่อรื้อฟื้นนำออกมาใช้ในเวลาที่ต้องการ หากปัญญาต้องการรู้มากขึ้น กัมมันตปัญญาจะส่องสว่างจินตภาพเพื่อถอดสิ่งสากลซึ่งอไคควเนิสเรียกว่า “ภาพปัญญา” (intelligible species) ออกมาแล้วประทับลงในอกัมมันตปัญญาเป็น “ภาพประทับ” (impressed species) อกัมมันตปัญญาจะรับไว้เป็นภาพแสดงออก (expressed species) และเก็บไว้ในฐานะเป็นมโนภาพหรือมโนคติ หรือ “คำพูดของปัญญา” (mental word) แล้วแต่จะเลือกเรียก ทั้งจินตภาพและมโนภาพเป็นภาพจำลองของวัตถุแห่งความรู้ มีความเหมือนกับวัตถุแห่งความรู้ เราจึงรู้วัตถุโดยอาศัยจินตภาพและมโนภาพเป็นสื่อ หากจะถามว่าเราแน่ใจได้อย่างไรว่าจินตภาพและมโนภาพที่ได้ตรงกับวัตถุ อไควเนิสตอบว่าเพราะพระเป็นเจ้าทรงสร้างปัญญามาเพื่อรู้ เมื่อปัญญาทำงานถูกต้องตามวิธีการย่อมจะบรรลุเป้าหมายคือความรู้จริง และความรู้จริงนี้เองจะเป็นหลักค้ำประกันการพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเป็นเจ้า แหละนี่คือความวกวนซึ่งเดกาต์จะตำหนิในภายหลัง อย่างไรก็ตาม เราควรเข้าอไควเนิสในบรรยากาศของอไควเนิส ซึ่งพอใจกับความสอดคล้องในระบบ ยังไม่มีปัญหาเรื่องการหาหลักค้ำประกันความสอดคล้องระบบ นั่นคือ เชื่อประสิทธิภาพของปัญญาโดยไม่สงสัยพื้นฐานรองรับประสิทธิภาพดังกล่าว
ที่ควรสังเกตก็คือ อไควเนิสเข้าใจการส่องสว่างไม่ตรงกับออเกิสทีนการส่องสว่างของอไควเนิสไม่เกี่ยวข้องกับพระเป็นเจ้าโดยตรง แต่เป็นการเริ่มทำงานโดยตรงของกัมมันตปัญญา
ที่ควรสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือว่า ปัญญาต้องอาศัยผัสสะและสัญชานเพื่อจะได้จินตภาพมาถอดเอาสิ่งสากล สิ่งเฉพาะหน่วยจึงเป็นวัตถุแห่งความรู้ของผัสสะ และเป็นพื้นฐานให้ปัญญารู้สิ่งสากล สิ่งเฉพาะหน่วยเป็นวัตถุแห่งความรู้ของผัสสะ หาใช่วัตถุแห่งความรู้ของปัญญาไม่ วัตถุแห่งความรู้ของปัญญาได้แก่ สิ่งสากลและนามธรรมทั้งหลายที่ถอดออกมาจากจินตภาพ เพราะเหตุนี้ ปัญญาจึงรู้ได้ถึงภวันต์ดังจะพิจารณากันต่อไป
ที่ควรสังเกตประการที่สามก็คือ มนุษย์เราเกิดมามีสมองว่างเปล่า ดังที่ลัคกล่าวในว่าเหมือนกระดานเขียนเกลี้ยงเกลา ปัญญาไม่มีสหัชมโนคติ (innate idea) อย่างที่เดการ์ตสอน หากแต่มีสมรรถนภาวะที่จะรู้ได้ตั้งตาระดับผัสสะเหมือนสัตว์อื่นๆ และรู้สูงกว่าสัตว์อื่นๆ เกี่ยวกับนามธรรมสูงขึ้นๆไป จนถึงภวันต์ในฐานะภวันต์ (being as being) หรือภวันต์บริสุทธิ์ (pure Bing)
