Aristotle on truth  ความจริงของแอร์เริสทาทเถิล
ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
แอเริสทาทเทิล(Aristotle 384-322) เป็นศิษย์ก้นกุฏิของเพลโท มีปัญหาว่ารู้อย่างไรจึงเป็นความจริง เห็นว่าทฤษฎีเรื่องการรื้อฟื้นความจำของเพลโทมีกลิ่นอายเป็นเทพนิยายไปหน่อย จึงแก้ไขว่าความรู้ของเราเริ่มจากประสบการณ์ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัส สมองมีความสามารถทำการถอดสิ่งสากล (abstraction) คือจากประสบการณ์ทางประสาท หากหลาย ๆ กรณีมีส่วนเหมือนหรือคล้ายคลึงกัน สมองสามารถถอดเอาความเหมือนจากทุก ๆ หน่วยออกมาแล้วสรุปว่าเป็นสิ่งสากลสำหรับทุกหน่วยในประเภทเดียวกัน ความรู้ของเราต้องพึ่งประสาทสัมผัสและกลไกของปัญญา แต่ก็มีความแน่นอน เพราะเรามีประสาทสัมผัสเหมือนกันและสมองสามารถทำงานได้แบบเดียวกัน จึงเชื่อได้ว่า ความรู้ที่ได้ด้วยวิธีนี้เป็นความจริง คือสิ่งสากลที่ถอดออกมาได้จากบรรดาสิ่งเฉพาะหน่วยที่มีสิ่งสากลให้ถอดออกมาได้เหมือนกัน สิ่งสากลที่ได้มานี้ถือว่ามีอยู่จริงอย่างวัตถุวิสัยในความเป็นจริงเฉพาะหน่วยวัตถุวิสัย
นับได้ว่าแอเริสทาเทิลเป็นคนแรกที่สร้างความเชื่อเรื่องวจนศูนย์นิยม (ดู logocentrism) ขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยสอนว่าเมื่อถอดสิ่งสากลออกมาได้เป็นสิ่ง ๆ แล้วสมองของมนุษย์ยังทำงานต่อตามระเบียบตรรกะ คือเอาสิ่งสากลมาสร้างเป็นข้อตัดสินและเอาข้อตัดสินมาสร้างเป็นการอ้างเหตุผล ทำให้เกิดความเข้าใจเป็นระบบเครือข่าย และระบบเครือข่ายนี้จะต้องตรงกับระบบเครือข่ายของเอกภพ เพราะธรรมชาติไม่ยอมให้สมองทำงานอย่างไร้วัตถุตอบสนอง (nature does not work in vain) ยุคกลางรื้อฟื้นประเด็นเก่าขึ้นมาถกเถียงกันใหม่ ฝ่ายนามนิยม (nominalism) ซึ่งมีวิลเลียมอ๊ากเขิม (William Ockham 1282-1349) เด่นที่สุด ถือว่าสิ่งสากล (Universals) เป็นแต่เพียงคำพูด เช่น คน สุนัข แมว จริง ๆ มีแต่สิ่งเฉพาะหน่วย เช่น คน ๆ นี้ สุนัขตัวนี้ นายดำ ไอ้ด่าง ฯลฯ เราไม่เคยเห็นคนสากล หรือสุนัขสากล มาเดินให้เราดูสักที ความจริงจึงมีแต่หน่วยเฉพาะ เช่นสุนัขเป็นตัว ๆ บ้านเป็นหลัง สิ่งสากลเป็นเรื่องของสมองปั้นขึ้นเอง แล้วแสดงออกมาเป็นคำพูด ไม่มีวี่แววว่ามีจริงเลย
ฝ่ายสัจนิยมแบบจัด (ultra-realism) ค้านว่าหน่วยเฉพาะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่แน่นอน เป็นความจริงมาตรฐานไม่ได้ ความจริงมาตรฐานต้องเป็นสากลอันมีอยู่ในพระมนัสของพระเจ้า ซึ่งพระเจ้าส่งลงมาเข้าปัญญาของมนุษย์ผู้คิดด้วยวิธีส่องสว่าง (illumination) พวกนี้เป็นศิษย์ของเพลโทผ่านทางลัทธิเพลโทว์ใหม่ ส่วนพวกนามนิยมเป็นศิษย์ของพวกซาฟเฝิสท์ (ดู sophist)
อไควเนิส (ดู Aquinas) เดินสายกลางตามแนวความคิดของแอเริสทาทเถิลว่า ความจริงสากลอยู่ในพระมนัสของพระเจ้า เป็นความจริงมาตรฐานก็จริงอยู่ แต่เรามองไม่เห็น เข้าไม่ถึง ความรู้ของเราตามปกติจึงมิใช่ได้มาจากสิ่งสากลในพระมนัสของพระเจ้า เราปุถุชนเดินดินรู้สิ่งเฉพาะหน่วยด้วยประสาทสัมผัส แล้วปัญญาของเราจึงทำการถอดสิ่งสากล ตามที่แอเริสทาทเถิลสอนไว้นั่นแหละ เราได้รับความจริงสากลจากสิ่งสร้างของพระเจ้า จึงควรจะตรงกับความจริงมาตรฐานในพระมนัสของพระเจ้า ที่ไม่ตรงบ้างก็เพราะความบกพร่องของปัญญาของเรา เราจึงต้องขวนขวายฝึกฝน ค้นคว้าขัดเกลาให้ความรู้สากลที่ได้จากการถอดจากสิ่งเฉพาะหน่วยนั้นตรงกับความจริงมาตรฐานมากที่สุด ผู้ใดมีศรัทธา ทำการเพ่งพินิจมาก พระเจ้าก็จะช่วยส่งสิ่งสากลมาช่วยให้เข้าใจได้โดยตรงอีกโสดหนึ่ง เป็นความรู้โดยการส่องสว่าง มั่นใจว่าจริงยิ่งกว่าความรู้จากวิถีทางปกติ
สรุปได้ว่า อไควเนิสและคณะมีบทบาทสำคัญในการเก็บรักษาศรัทธาต่อระบบเครือข่ายไว้ และเพราะตั้งใจเก็บรักษาไว้เพื่อรับใช้พระเจ้า จึงได้เก็บรักษาไว้อย่างดี รอเวลาให้ยุคใหม่นำมาพัฒนาอย่างเป็นอิสระต่อศาสนาต่อไป (ดู modernism)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018