Arnobius

Arnobius อาร์โนเบียสอาวุโส
ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัญหา อาร์โนเบียส (Arnobius of Sicca ศต. 4) เป็นชาวโรมันแห่งแอฟริกาเหนือ ศึกษาและสอนวิชาวาทศิลป์ที่คาร์เถจ จึงสังกัดอยู่ในกลุ่มปิตาจารย์ละตินทั้ง ๆ ที่ไม่เคยบวช ได้เคยโจมตีคริสต์ศาสนามามาก ภายหลังหันมานับถือคริสตศาสนาเนื่องจากได้เรียนรู้ปรัชญากรีกมาหลายลัทธิและได้เคยโจมตีคริสตศาสนาด้วยระบบปรัชญา ครั้นหันมานับถือคริสตศาสนาแล้ว ก็พยายามจะตัดปัญหาการถกเถียงเรื่องศรัทธาด้วยเหตุผล โดยชี้แจงดังต่อไปนี้

มนุษย์โง่แสนโง่ ความรู้ที่มนุษย์มีอยู่ช่างน้อยเหลือเกิน และส่วนมากก็ไม่อาจจะแน่ใจได้ด้วยว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่เพียงใด เช่น ดวงอาทิตย์ใหญ่แค่ไหน ดวงจันทร์มีแสงในตัวเองหรือได้รับแสงจากดาวดวงอื่น สาอะไรกับปัญหาที่ยากกว่านั้น เช่นว่า ใครสร้างมนุษย์และเอกภพ วิญญาณมาจากไหน ทำไมจึงมีความเลวร้ายในโลก กล่าวได้ว่า ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเป็นปัญหาอจินไตยไม่จำเป็นต้องรู้ อาร์โนเบียสก็กล่าวในทำนองเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์มีความสามารถรู้ได้น้อยเหลือเกินนั่นเอง และมนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องดังกล่าวเพื่อเอาวิญญาณรอด มีวิธีที่มีประสิทธิภาพแน่นอนกว่านั้น คือ เชื่อวิวรณ์จาพระเป็นเจ้า
มนุษย์เลวแสนเลว ใครที่ยกย่องมนุษย์ว่าเป็นพระฉายาของพระเป็นเจ้าย่อมกล่าวผรุสวาทอย่างหนัก ความจริงนั้นมนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะทำชั่วอยู่เสมอ และเป็นตัวการให้เกิดความชั่วขึ้นไม่รู้จักหยุดหย่อน นี่คือความหมายของบาปกำเนิดที่คัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึง วิญญาณของมนุษย์มิได้เป็นอมตะโดยธรรมชาติ หากแต่พระเป็นเจ้าทรงพระเมตตาให้พระบุตรมาช่วยให้รอด วิญญาณที่รอดเท่านั้นจึงจะเป็นอมตะ การมีศรัทธาต่อพระเยซูเป็นวิธีเดียวที่จะถึงความรอดและบรรลุชีวิตอมตะ

ปรมัตถสัจกับเหตุผล อาร์โนเนียสคิดว่าผู้ที่พยายามจะใช้เหตุผลเพื่อพิสูจน์ว่าศรัทธาเป็นเรื่องวิปลาสนั้น ตนเองนั่นแหละที่อยู่ในฐานะวิปลาสเสียเอง ทั้งนี้ก็เพราะว่าเหตุผลควรชี้บ่งว่าศรัทธาเป็นเรื่องลึกลับหรือรหัสธรรม อันที่จริงปรัชญาทุกระบบที่ยกขึ้นมาอ้างไม่ว่าระบบใดก็ล้วนแต่มีรหัสธรรมประจำระบบ มีความเชื่ออะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่ตนเองพิสูจน์ไม่ได้เช่นกัน จึงเห็นได้ว่า สำหรับอาร์โนเบียสศรัทธาเป็นการเข้าถึงปรมัตถสัจ จึงเป็นเรื่องเหนือเหตุผล แต่ทว่าสำหรับอาร์โนเนียสศรัทธาในพระคริสต์เท่านั้นที่เข้าถึงปรมัตถสัจแท้ ผู้ใดเข้าถึงพระคริสต์จึงจะได้ความรอดหรือการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ในทำนองเดียวกัน ความพยายามพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเป็นเจ้า ก็เป็นความวิปลาสเช่นเดียวกับความพยายามพิสูจน์ความไม่มีอยู่ของพระองค์ ยิ่งกว่านั้นยังต้องถือว่าเป็นบาปกรรมพอกันทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุว่า มนุษย์เรามีสัญชาตญาณเชื่อว่ามีพระเป็นเจ้าอยู่ประจำใจตั้งแต่เกิดแล้ว ความพยายามใด ๆ ที่จะพิสูจน์เรื่องนี้จึงเป็นการทำลายสัญชาตญาณสูงส่งประจำใจทั้งสิ้น

มาตรการแห่งความน่าเชื่อของอาร์โนเบียสทำให้นึกถึงปัสกาลในเรื่องเดียวกัน คือเมื่อชั่งดูส่วนได้ส่วนเสียแล้วก็จะเห็นว่า การมีศรัทธาต่อพระคริสต์มีแต่ทางได้เปรียบ ไม่มีทางเสียเปรียบเลย และทางได้เปรียบในเรื่องนี้สูงมาก อาร์โนเนียสจึงคิดว่าไม่ควรจะมองข้ามเสียง่าย ๆ

จะเห็นได้ว่าในระยเพลโทว์ใหม่นี้ ขณะที่นักปราชญ์อื่น ๆ พยายามใช้แง่เหตุผลของเพลโทว์มาอธิบายคริสตศาสนา อาร์โนเบียสกลับดึงไปในแง่ฌานนิยมของเพลโทว์ อาร์โนเบียสจึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ตลอดเวลาที่คริสตศาสนามุ่งใช้เหตุผลเพื่อค้ำจุนศรัทธาของตน

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018