Bacon on New Atlantis อุตมรัฐใหม่ของเบเขิน
ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
เบเขินสร้างอุตมรัฐนี้ด้วยความหวังว่า วิทยาศาสตร์ซึ่งจะเกิดจากวิธีอุปนัยของท่านนั้น จะพลิกโลกให้เป็นสวรรค์เพราะความรู้คือพลัง ดังนั้น “โดยรวมพลังและประสานพลังของมนุษย์ การวิจัยของมนุษย์จะเปิดเผยพลังธรรมชาติทุกรูปแบบ มนุษย์จะรู้จักและใช้พลังเหล่านั้นเพื่อความผาสุกร่มเย็นของมวลมนุษย์”

ข้าหลวงของ Solomon’s House (ราชบัณฑิตยสภา) แถลงว่า “เป้าหมายของมูลนิธิของเราก็คือ วิจัยให้รู้เรื่องสาเหตุและความลับของการเคลื่อนของสิ่งทั้งปวง แล้วเราก็จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้สยบอยู่ภายใต้อาณาจักรของมนุษย์”
เบเขินจินตนาการสถาบันมากมายซึ่งเป็นจริงในสมัยนี้ไปมากแล้ว และที่เหลือคงจะเป็นจริงในอนาคต เช่นห้องทดลองลึกใต้ทะเล หอดูดาวสูงครึ่งไมล์(ลอยฟ้ากระมัง) ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ประเภทต่าง ๆ มีการเผยแพร่ผลการค้นคว้าทั่วโลกชั่วพริบตา มีพนักงานสื่อสารประจำสถานีตลอด 24 ชั่วโมง เป็นต้น
เมื่อตั้งกฎเกณฑ์การหาความรู้ใหม่ (inductive logic) โดยสังเกตจากธรรมชาติแล้ว ก็สรุปว่าต้องค้นคว้าดูความเป็นไปในตัวของเราเองด้วย จึงตั้งหลักจริยธรรมให้เหมาะสมกับความเป็นมนุษย์ เมื่อสังเกตดูแล้วก็เห็นว่ามนุษย์ทุกคนย่อมมีความต้องการธำรงชีวิตและรักษาเผ่าพันธุ์ด้วยกันทั้งนั้น (เป้าหมายของชีวิต) และทั้งนี้ต้องอาศัยการอยู่ร่วมกันในสังคม (วิถีไปสู่เป้าหมาย) จึงควรวางกฎเกณฑ์ให้สังคมมีความเหมาะสมที่จะส่งเสริมความต้องการดังกล่าวของมนุษย์ นับเป็นพื้นฐานของปรัชญาสังคมยุคใหม่ และจริยศาสตร์แบบธรรมชาตินิยม (naturalism)ต้องศึกษาจิตวิทยาให้รู้สาเหตุของโรคทางศีลธรรมและเข้าใจวิธีเยียวยาตามธรรมชาติมนุษย์ ห้ามฝืนธรรมชาติ หลักศีลธรรมจึงไม่เหมือนกันสำหรับทุกคน การศึกษาอบรมจึงต้องถือเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คือดูความต้องการและความสามารถของแต่ละคน และปั้นขึ้นตามความเป็นจริงของแต่ละคน

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018