being ภาวะ

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : ศ.กีรติ บุญเจือ

มีแต่ภาษาเท่านั้นที่ทำให้สิ่งใด สิ่งหนึ่งมีฐานะเป็นภวันต์ขึ้นมาได้ ภาวะของสิ่งที่มีอยู่ย่อมมีอยู่ในคำพูดที่พูดออกมาผ่านทางภาษาทั้งสิ้น อภิปรัชญาใหม่จึงมุ่งแสวงหาความเป็นจริงของ “ความหมาย” ของสิ่งและเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เพราะความหมายที่รับรู้กันในหมู่มนุษย์นั้นนับเป็นความเป็นจริงที่น่าสนใจ กว่าความเป็นจริงของภวันต์ที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เพราะพอวิเคราะห์ลึกลงไปก็พบแต่ภาษาที่เป็นเคหาสน์ของภวันต์ที่รอการตีความอยู่เท่านั้น

Aristotle สร้างระบบความรู้ของตนบนฐานของความรู้แบบกรีกที่เธลิส ได้ริเริ่มไว้โดยกำหนดหลักการแม่บทของตนว่า เนื้อหาความรู้พื้นฐานที่สุดคือ ภวันต์ (entity) อันเป็นความรู้ที่เป็นนามธรรมที่สุด พื้นฐานที่สุด เป็นความเป็นจริงอันติมะที่สุด เป็นปฐมธาตุที่ลึกกว่าปฐมธาตุของ เธลิส ลึกยิ่งกว่าปรมาณู ของดิมาเครอเถิส ลึกยิ่งกว่าแบบในโลกแห่งมโนคติของเพลโทว์ ความเป็นจริงทั้งหลายที่เคยกล่าวถึงกันทั้งหมด ที่สุดก็ล้วนหยั่งลงไปเป็นภวันต์ทั้งสิ้น จากหลักการดังกล่าวAristotle จึงสร้างวิชาที่ว่าด้วยภวันต์ (entity) และภู (to-be) รวมกันขึ้นให้ชื่อว่าวิชา ภววิทยา (ontology) เป็นเนื้อหาสำคัญของอภิปรัชญา (metaphysics)

ภวันต์ (entity) ได้แก่สิ่งที่มีอยู่ คือมีภู ภู (beingnessหรือ to-be) คือ ความมีอยู่ เป็นเงื่อนไขจำเป็นของภวันต์ ภวันต์แต่ละภวันต์ย่อมประกอบด้วยสิ่งในฐานะสิ่งบริสุทธิ์หรือสารัตถะ(essence) กับ ภู (to-be) หรือการเป็นอยู่บริสุทธิ์ ในคำแปลภาษาอังกฤษใช้คำว่า being ที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ภวะหรือภาวะ เป็นคำรวม ๆ หมายรวมถึงทั้ง ภวันต์และภู โดยจะหมายถึง ภู ก็ได้หรือ ภวันต์ ก็ได้ หรือจะหมายถึงทั้งสองอย่างรวม ๆ ก็ได้

นักปรัชญานับแต่ยุคโบราณจวบจนกระทั่งถึงนวยุคล้วนแต่มุ่งแสวงหา ความเป็นจริงพื้นฐานของสรรพสิ่ง (ภวันต์) โดยแต่ละลัทธิก็นำเสนอภวันต์ในรูปแบบต่าง ๆ กันไป ตามความเชื่อ ความเข้าใจและวิธีการเฉพาะของตนและต่างก็เข้าใจว่าเป็นภวันต์ที่แท้จริง แต่ท้ายที่สุดก็ยังพิสูจน์ไม่ได้สักครั้งว่า ภวันต์ของใครที่เป็นจริงกันแน่ หรือจะเป็นเท็จทั้งหมดก็ยังเป็นไปได้ และที่คิดกันว่าเป็นภวันต์นั้น ท้ายที่สุดก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน มีประโยชน์อะไร ทั้งหมดอาจเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นของ Aristotle เพื่อเป็นเครื่องมือคิดของเขาเอง ก็ได้

นักปรัชญาหลังนวยุคไม่ปฏิเสธความเป็นจริงอันติมะ แต่คิดว่าความเป็นจริงอันติมะที่รู้ไม่ได้และที่ติดต่อกับมนุษย์ไม่ได้นั้นไม่น่าสนใจ และไม่มีประโยชน์อะไรจะเสียเวลาไปสนใจ ให้เราสละความสนใจให้แก่ความเป็นจริงอันติมะที่สัมผัสได้ในชีวิตจริงดีกว่าและให้สนใจรู้เท่าที่สัมผัสได้ ซึ่งพบต่อไปว่า ความรู้ทุกอย่างย่อมใช้ภาษา ภาษาจึงเป็นโครงสร้างของภาวะนั่นเอง การเข้าใจภาษาจึงเท่ากับเข้าใจโครงสร้างของภาวะ และภาวะที่สามารถเข้าใจได้ก็คือภาษา ภาษาที่เข้าใจไม่ได้ก็ไม่พึงสนใจเข้าใจ จึงมุ่งแสวงหาความหมายของภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการตีความ วิเคราะห์ความหมายด้วยใจเป็นกลาง ให้เข้าถึงความเป็นจริงของความหมายในทุกแง่มุม เพื่อนำมาประเมินค่า แล้วเลือกความหมายที่เหมาะมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละบุคคลสู่ความสุขแท้ตามความเป็นจริง ได้แก่ความสันติสุขทั้งแก่ตนเองและสังคม เหล่านี้คือความเป็นจริงที่มีอยู่จริงและมีผลจริงต่อชีวิตจริง ที่ควรสนใจ

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018