Berkley on religion บาร์คลีย์เรื่องศาสนา

ผู้แต่ง : รวิชตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

พิสูจน์ว่ามีพระเจ้า เราทุกคนรู้ดีว่ามโนคติต่าง ๆ ที่เรามีในปัจจุบันไม่ขึ้นต่อเจตจำนงของเราเสมอไป และเรารู้ด้วยว่าระหว่างที่เราไม่มีผัสสะ มโนคติเหล่านี้ก็ยังคงตัวอยู่จนกว่าเราจะมีผัสสะต่อมันอีก เราแน่ใจว่ามโนคติเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นกับปัญญาของเรา มันจึงต้องขึ้นกับปัญญาอื่นที่มีผัสสะต่อมันตลอดเวลา เพื่อรักษาความเป็นอยู่ของมันไว้

มโนคติเหล่านี้จะมีสาเหตุมาจากสสารก็ไม่ได้ เพราะได้พิสูจน์มาแล้วว่าสสารไม่มีจริง มีแต่สมมุติว่ามีสสาร สสารก็ไม่สามารถเป็นสาเหตุของมโนคติ เพราะสสารเป็นของเฉื่อย (inert) จะเป็นสาเหตุของอะไรไม่ได้
จะว่ามีปัญญาของมนุษย์เราด้วยกันช่วยกันมีผัสสะต่อ ๆ กันไว้เรื่อย ๆ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเราทราบดีว่าบางเวลาห้องปิดสนิทไม่มีใครอยู่เฝ้าดูเลย เราก็ยังเชื่อว่าเก้าอี้ก็ยังอยู่เหมือนเดิม

จะว่ามโนคติเหล่านั้นต่างช่วยกันและกันรักษาความเป็นอยู่ไว้ ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมโนคติเองล้วนเป็นของเฉื่อยด้วยกันทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้น บาร์กลีย์จึงสรุปว่า ต้องมีปัญญาที่ทรงสรรพฤทธิ์และไม่มีขอบเขตรักษามโนคติเหล่านี้ไว้ ซึ่งเราเรียกว่าพระเจ้า

มาถึงตอนนี้เราพอจะเห็นชัดเจนถึงจุดมุ่งหมายของบาร์กลีย์ในการสร้างระบบปรัชญาขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด โดยคิดว่าหากสามารถปฏิเสธสสารได้แล้ว บรรดานักสสารนิยมที่เป็นอเทวะก็หมดพื้นฐาน ในขณะเดียวกันมโนคติเรียกร้องให้ต้องมีพระเจ้า เป็นการพิสูจน์แบบมีผลต้องมีเหตุ นอกจากนั้นยังพิสูจน์ต่อไปได้อีกว่า พระเจ้าต้องมีพระทัยดี ให้มโนคติมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นชีวิตของเราจะหาความปลอดภัยไม่ได้เลย เช่น กลุ่มข้อมูลทางผัสสะแอพเพิลสัมพันธ์กับความมีประโยชน์ต่อร่างกายบ้าง เป็นพิษบ้าง เราก็คงจะต้องเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ก็แสดงว่าพระเจ้าทรงพระทัยดีที่ไม่ทรงปล่อยให้เรามนุษย์ต้องเสี่ยงอย่างนั้น

เรารู้ตัวตนของเราเองอย่างไร เราไม่มีมโนคติของตัวตนของเรา เพราะมีผัสสะไม่ได้ แต่เราสามารถรู้ได้ด้วยอัชฌัตติกญาณ
เรารู้ตัวตนของคนอื่นอย่างไร รู้โดยอุปมาน (by analogy) เนื่องจากเราไม่มีมโนคติโดยตรง แต่เรามีประสบการณ์ว่าผู้อื่นสามารถถ่ายทอดมโนคติให้เราได้ เราก็ต้องถือว่าเขามีมโนคติได้เหมือนเรา จึงต้องมีตัวตนเช่นเดียวกับเรา

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018