Classic standard โลกทรรศน์แบบศึกษิต

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ชาวกรีกในสมัยที่ความคิดรุ่งโรจน์ที่สุด มีโลกทรรศน์ว่ามนุษย์เราเกิดมาไม่มีเป้าหมายใดทั้งสิ้น มีแต่ชะตากรรมเป็นตัวกำหนดให้เกิดมา เมื่อกล่าวว่ามีแต่ชะตากรรมเป็นตัวกำหนดให้เกิดก็เท่ากับว่าเกิดมาโดยบังเอิญนั่นเอง เพราะชะตากรรมเป็นอะไรไม่มีใครรู้ กำหนดอย่างไรก็ไม่รู้ ทำไมจึงกำหนดก็ไม่รู้ ครั้นรู้ตัวก็เป็นมนุษย์แล้ว และเมื่อตระหนักได้ว่ามนุษย์เป็นสิ่งประเสริฐสุดในโลก เพราะมีความรู้สึกนึกคิด สามารถเลือกและกำหนดวิถีชีวิตของตัวเองได้บ้างพอสมควรในขอบข่ายของธรรมชาติ มนุษย์จึงควรรู้จักใช้ชีวิตให้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้สมกับที่บังเอิญได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ศาสนาของกรีกไม่มีคำสอนชัดเจนเกี่ยวกับโลกหน้า ชาวกรีกศึกษิตจึงปล่อยให้โลกหน้าคิดถึงตัวเอง นั่นคือปล่อยไปตามยถากรรม ซึ่งจะต้องเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างแน่นอน จึงเรียกว่าชะตาลิขิต คือ อะไรหลาย ๆ อย่างทั้งหลายรวบกันกำหนดขึ้นอย่างนั้นตายตัว เมื่อเผชิญอะไรเข้าจึงค่อยคิดหาทางแก้ไขเฉพาะหน้าจะเตรียมป้องกันไว้ล่วงหน้าก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากไม่มีอะไรให้เผชิญเลย (คือโลกหน้าไม่มี) ก็แล้วไป ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ในโลกนี้ ก็ให้ใช้ชีวิตอย่างยิ่งใหญ่คุ้มค่ากับความเป็นมนุษย์ บางคนคิดว่านี่คือความหมายเดียวของลัทธิมนุษยนิยม (humanism) ซึ่งความจริงน่าจะมีมนุษย์นิยมแบบอื่นได้อีก

ชาวโรมันสมัยความคิดรุ่งโรจน์ที่สุด (โรมันศึกษิต) ก็เลียนแบบวิถีชีวิตศึกษิตของชาวกรีก ศึกษิตดังที่กล่าวมาข้างต้นเกือบจะทุกประการ ซึ่งมักจะเรียกรวม ๆ กันไปว่า “วัฒนธรรมกรีกโรมัน”

นักฟื้นฟูจิตตารมณ์กรีกโรมัน ตั้งใจฟื้นฟูความรู้สึกนึกคิดแบบกรีกโรมันแบบศึกษิต(classic)นี้ขึ้นมาใช้ ทั้งนี้เพราะเบื่อจิตตารมณ์ยุคกลางที่ชักชวนให้คิดและทำทุกอย่างเพื่อโลกหน้า แม้ศาสนาคริสต์จะสอนชัดเจนเรื่องโลกหน้าพอสมควร และยืนยันแข็งขันว่าโลกหน้าตามที่สอนนั้นมีจริงเสียยิ่งกว่าจริงก็ตาม แต่ความเห็นขัดแย้งระหว่างสำนักต่าง ๆ ระยะหลัง ๆ ของยุคกลางประกอบกับการแสวงหาอำนาจทางโลกของคณะนักบวชในระยะหลัง ซึ่งออกหน้าออกตาเข้าทุกที เป็นเหตุให้ผู้ใช้ความคิดบางคนเสื่อมถอยความเชื่อมั่นลง แม้จะยังไม่ถึงปฏิเสธหรือต่อต้านอย่างบางคนกระทำกับยุคใหม่ แต่ถือว่าควรปล่อยไปตามยถากรรม คือเอาไว้คิดเมื่อถึงเวลา ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ สิ่งแน่ ๆ ก็คือโลกนี้ จึงควรหันมาสนใจกับการใช้ชีวิตในโลกนี้ให้สมศักดิ์ศรี และความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ดังที่ชาวกรีกโรมันศึกษิตเคยคิดมาก่อน

การวางตัวแบบศึกษิต เมื่อคิดแบบศึกษิตก็วางตัวแบบศึกษิต เป็นเรื่องสืบเนื่องกันอย่างไม่มีทางเลี่ยง ชาวกรีกศึกษิตหาวิธีวางตัวเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบทั้งกาย วาจา ใจ นั่นคือ ดำรงชีวิตด้วยการใช้ปัญญา มีมารยาทในสังคมและหาความบันเทิงอย่างละเมียดละไม เพื่อให้มีความกลมกลืนกันทั้งภายในตัวและในสังคม พวกเขาจึงได้มุ่งหน้าสร้างสรรค์ทั้งทางด้านปรัชญา ศิลปวิทยาการต่าง ๆ และระเบียบการสังคม เพื่อให้มนุษย์ได้ดำรงชีพอย่างสมเกียรติมนุษย์ ในฐานะที่เป็นสิ่งที่มีคุณภาพสูงสุดในโลก ชาวโรมันศึกษิตรับถ่ายทอดจากชาวกรีกมาเป็นการวางตัวของตนอย่างไร นักฟื้นฟูก็พยายามวางตัวแบบเดียวกัน

การสร้างสรรค์แบบศึกษิต ชาวกรีกศึกษิตพยายามสร้างสรรค์ความคิดปรัชญาให้เป็นระบบกลมกลืนในตัว และกลมกลืนกับสิ่งภายนอก ระบบที่ถูกใจชาวกรีกอย่างกว้างขวางที่สุดได้แก่ลัทธิสโทอิก (Stoicism) ชาวโรมันศึกษิตก็ชอบปรัชญาลัทธินี้มาก สมัยฟื้นฟูได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางเช่นกัน

ศิลปะศึกษิตมีลักษณะเด่นอยู่ที่ความกลมกลืนในสัดส่วนและองค์ประกอบต่าง ๆ เกิดความงามอย่างเรียบ ๆ ตามธรรมชาติ แต่เป็นธรรมชาติที่มีการจัดระเบียบ ชาวกรีกศึกษิตได้สร้างงานไว้เป็นตัวอย่างมากมาย ชาวโรมันศึกษิตสร้างเพิ่มเติมไว้ ชาวฟื้นฟูพยายามรื้อฟื้นขึ้นมาเป็นแบบอย่างแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะของตนเช่นกัน

ชาวกรีกศึกษิตพยายามประดิษฐ์เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์และให้มนุษย์ผู้เจริญได้เปรียบทุกสิ่งในโลก พวกเขาพยายามจัดระเบียบสังคมเพื่อจุดประสงค์เดียวกัน และพบว่าระบอบอภิชนาธิปโตยดีที่สุด ชาวโรมันศึกษิตประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่อไป เช่น สถานอาบน้ำร้อน บ้านตากอากาศ ที่มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบถ้วน วังที่หรูหราด้วยศิลปกรรม ส่วนระบอบปกครองนั้นคิดว่าระบอบกษัตริย์ที่มีวุฒิสมาชิกเป็นสภาที่ปรึกษาเหมาะสมที่สุด ขบวนการฟื้นฟูพยายามรื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้ คือหาวิธีประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อชีวิตมนุษย์ให้มากยิ่งขึ้น การปกครองก็อยากให้มีกษัตริย์ที่มุ่งสร้างสังคมให้น่าอยู่กันในโลกนี้แทนสังคมที่มุ่งหน้าไปสวรรค์อย่างยุคกลาง

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018