Descartes on knowing the external เดการ์ตกับการรู้สิ่งภายนอก

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เราสังเกตเห็นว่าการรู้วัตถุภายนอกง่ายกว่าการรู้ตัวเราเอง เหมือนผงเข้าตาคนอื่นเราช่วยเขี่ยออกได้ง่ายกว่าเขี่ยผงในตาของเราเอง แต่ปัญหามีอยู่ว่าเราจะรู้อย่างไรว่าความรู้นั้นตรงกับความเป็นจริง เรามีความแน่ใจได้จากไหน ถ้าเป็นตัวของเราเองยังรู้สึกว่าแน่ใจได้ง่ายกว่า แต่วัตถุภายนอกเป็นคนละส่วนกับผู้รู้ จะเข้าถึงได้อย่างไร

เดการ์ต เห็นว่าเราแน่ใจความมีอยู่และธรรมชาติของผู้คิดว่าเป็นสิ่งคิด ก็เพราะเราเห็นแจ่มแจ้งชัดเจน เดการ์ตจึงสรุปว่าเราน่าจะใช้ลักษณะแจ่มแจ้งชัดเจนนี้เป็นมาตรการตัดสินความจริงได้ อะไรที่เราเข้าใจได้แจ่มแจ้งและชัดเจนก็ต้องจริง
แต่ครั้นมาพิจารณาดูว่าทำไมเราจึงเข้าใจอัตตาได้แจ่มแจ้งและชัดเจนก็จะเห็นว่าเป็นเพราะผู้คิดเป็นสิ่งเดียวกันกับความมีอยู่ คือจะคิดโดยไม่มีผู้คิดไม่ได้ ปัญหาจึงมีว่า สิ่งที่อยู่ในความคิดนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้คิดเสมอไปหรือไม่ ถ้าเสมอก็จะเป็นจิตนิยม(idealism) ถ้าไม่เสมอคือผู้คิดใช้สมรรถภาพคิดได้ความรู้ถึงสิ่งที่มีอยู่นอกผู้คิด ถ้าเช่นนั้นก็เป็นสัจนิยม(realism)

เดการ์ตเลี่ยงจิตนิยม เดินความคิดว่า ผู้รู้เมื่อคิดถึงตัวเองว่าเป็นสิ่งคิด ก็เข้าใจทันทีว่ามีขอบเขตไม่สมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ที่ผู้รู้เข้าใจเช่นนี้ได้ก็เพราะมีความเข้าใจถึงสิ่งที่ไม่มีขอบเขตและที่สมบูรณ์ทุกอย่างเสียก่อน จึงเป็นสิ่งที่ต้องเข้าใจได้แจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งกว่าเข้าใจตัวเองเสียอีก นั่นคือความเข้าใจเรื่องพระเจ้าว่าเป็นผู้ไม่มีขอบเขตและสมบูรณ์เป็นมโนคติที่แจ่มแจ้งชัดเจนที่สุด ผู้รู้จะเข้าใจตัวเองโดยไม่เข้าใจพระเจ้าเสียก่อนไม่ได้ แต่ความเข้าใจพระเจ้าว่าเป็นผู้สมบูรณ์ที่สุดย่อมเป็นอันเดียวกันกับความมีอยู่ของพระองค์ด้วย เพราะสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดย่อมจะขาดความมีอยู่ไม่ได้ (ontological argument) เพราะฉะนั้นเมื่อข้าพเจ้าคิดถึงตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าย่อมเห็นแจ้งถึงความมีอยู่ของพระเจ้าในความคิดเดียวกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ความมีอยู่ของข้าพเจ้า (I am) มิเพียงแต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับผู้คิด (I think) ซึ่งมีขอบเขตและเป็นหน่วยเฉพาะเท่านั้น แต่ยังเป็นอันเดียวกันกับสิ่งนิรันดร สากล และจำเป็นด้วย (Eternal, Universal, Necessary) คือนอกจาก I think, therefore I am แล้ว ยังมี I think, therefore He is ด้วย กล่าวคือ เมื่อคิดว่าพระเจ้าเป็นผู้มีความสมบูรณ์ทุกประการ ก็เห็นชัดเจนว่าพระองค์ต้องมีอยู่ด้วย
ในเมื่อพิสูจน์ได้แล้วว่ามีพระเจ้า เราก็มั่นใจได้อย่างเด็ดขาดว่าความรู้ที่เรามีอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนนั้น เป็นความรู้แน่นอนตายตัว นิรันดรและสากล เพราะพระเจ้าหลอกลวงไม่ได้ ย่อมไม่ปล่อยให้ฉันหลงเข้าใจความเท็จเป็นความจริงที่แจ่มแจ้งและชัดเจนไปได้เป็นอันขาด
ความผิดหลงเกิดขึ้นได้ก็เพราะเรารีบสรุป เพียงแต่ได้มโนคติสับสน (confuse) และมืดมัว (obscure) ก็รีบสรุปว่าจริงราวกับเป็นมโนคติแจ่มแจ้งและชัดเจนแล้ว

สสารเล่าเรารู้ได้อย่างไร รู้ได้โดยทางผัสสะซึ่งให้คุณสมบัติของสิ่งภายนอกเป็น 2 อย่าง เรียกว่าคุณสมบัติชั้นหนึ่งและคุณสมบัติชั้นสอง การแบ่งเช่นนี้มีมาตั้งแต่สำนักปรมาณูนิยมและรื้อฟื้นขึ้นมาโดยกาลิเลโอ และเดการ์ตก็ยอมรับว่าคุณสมบัติชั้นสองเป็นอัตวิสัย มีประโยชน์ในการดำรงชีวิตเท่านั้น คือให้เรารู้ว่าอะไรให้คุณหรือให้โทษต่อชีวิต เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ให้มโนคติสับสนและมืดมัว อันเป็นบ่อเกิดของความผิดหลง จึงไม่ควรยึดถือเอาเป็นความรู้ ส่วนคุณสมบัติชั้นต้นเป็นวัตถุวิสัย เพราะให้มโนคติที่แจ่มแจ้งและชัดเจน เรารู้แน่ว่ามีจริง คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนแต่กำหนดสิ่งแผ่กว้างทั้งสิ้น เราจึงแน่ใจได้ว่า การแผ่กว้างเป็นลักษณะขั้นสารัตถะของสสาร นั่นคือเราแน่ใจว่าสสารต้องเป็นของกินที่ในอวกาศโดยจำเป็น

จึงสรุปต่อไปได้ว่าวิชาที่เกี่ยวกับคุณสมบัติชั้นหนึ่งเป็นความรู้ที่เชื่อถือได้ นั่นคือวิชาคณิตศาสตร์และกลศาสตร์ วิชานอกนั้นเชื่อแน่นอนไม่ได้
พลังงานเป็นของไม่มีการแผ่กว้าง จึงเป็นความรู้ผิดหลง ความจริงนั้นสสารเป็นของเฉื่อยแต่พระเจ้ากำหนดให้สสารแต่ละหน่วยมีการเคลื่อนไหวประจำตัว สสารแต่ละหน่วยจึงมีกิจกรรมต่าง ๆ กันตั้งแต่ก้อนวัตถุมาจนถึงต้นไม้และสัตว์ ต่างก็ทำกิจกรรมตามกฎกลศาสตร์ตามปริมาณการเคลื่อนไหวที่พระเจ้าประทานไว้ให้

สรุป เป็นอันว่าจิตกับสสารเป็นของ 2 สิ่งแยกกันเด็ดขาด ปัญหาจึงมีต่อมาว่า ถ้าเช่นนั้นจิตจะมีการกระทำต่อสสารได้อย่างไร

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018