duty’s sake พึงกระทำเพราะเป็นหน้าที่

ผู้แต่ง : วราภรณ์ พงศ์ธรพิสุธิ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“หน้าที่จักต้องทำ” (Duty is to be done)

ไม่มีใครที่มีสติสัมปชัญญะจะคัดค้านได้ นี่เป็นเรื่องของความจริงทางจริยธรรม เป็นความจริงที่ผูกมัดเราเหมือนความจริงวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ความจริงเช่นนี้ไม่มีการพิสูจน์ ต้องยอมรับโดยตรง เพราะเป็นความจริงพื้นฐานของแต่ละแขนงวิชา คานท์เรียกว่าเป็น Categorical Imperative หรือ a priori statement

หลักศีลธรรมจึงมีลักษณะเป็น Universal (สากล) อยู่เหนือเวลาและสถานที่ ไม่ขึ้นกับการชอบหรือไม่ชอบของมนุษย์คนไหนทั้งสิ้น สั่งเด็ดขาดเสมอโดยไม่ยอมให้มีอุทธรณ์และฎีกา แต่ก็ไม่บังคับด้วยกำลังใครจะละเมิดก็ละเมิดได้ ไม่บังคับเหมือนกฎหมาย เรายอมทำตามกฎหมายเพราะกลัวโทษ ถ้าไม่มีโทษเรากล้าละเมิดกฎหมายง่ายๆ กฎศีลธรรมไม่มีโทษแต่เราก็รู้สึกว่าต้องถือเพราะเป็นหน้าที่ กฎหมายบังคับด้วยคำว่า “must” (ต้อง) แต่ศีลธรรมบังคับด้วยคำ “ought” (ควร) หรือ “duty to be done” (มันเป็นหน้าที่พึงทำ)

การบังคับด้วยคำ ought to คานท์ยังแยกออกเป็น 2 นัย คือ ควรอย่างมีเงื่อนไข (hypothetical ought) ซึ่งเป็นเรื่องของการวางเงื่อนไข เช่น “ถ้าคุณอยากทันรถไฟ ก็ควรรีบหน่อย” ถ้าเราเกิดไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องไปให้ทันรถไฟเที่ยวนี้ เราก็จะเถลไถลได้อย่างใจเย็น ไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรมาบังคับจิตใจให้ต้องถือเงื่อนไขอันเป็นการบังคับจากเหตุผลของเหตุผลบริสุทธิ์ อีกนัยหนึ่งเรียกว่าควรอย่างเด็ดขาด(categorical ought) ไม่มีเงื่อนไข บังคับเด็ดขาด แม้ไม่ใช้กำลัง เช่น “ควรทำดีหนีชั่ว” เราจะหลีกเลี่ยงเสียมิได้โดยไม่เกิดความรู้สึกละอายใจ แม้ไม่มีคนรู้ ไม่มีคนเห็น เราก็ไม่กล้าละเมิด เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า ผิดหน้าที่ น่าละอายใจตนเอง อย่างที่พระไตรปิฎกรัยกว่าหิริโอตัปปะนั่นแหละ

การกระทำของคนเราแยกออกได้เป็น 3 อย่าง คือ

  1. การกระทำอันเกิดจากความรู้สึกถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์ (impulse)
  2. การกระทำที่เกิดจากเหตุผลบริสุทธิ์ (Pure Reason)
  3. ที่เกิดจากเหตุผลปฏิบัติ (Practical Reason)

การกระทำที่เกิดจากความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นด้วยอารมณ์เช่น เพื่อนของเราตกทุกข์ได้ยาก เรารู้สึกสะเทือนใจน้ำตาไหล คิดว่าจะต้องช่วยเขา เพราะเคยเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เล็กแต่น้อย ไม่ช่วยแล้วไม่สบายใจ นอนตาไม่หลับ ถ้าเป็นคนอื่นอยู่ในสภาพเช่นนั้นเราเห็นเข้า เราไม่รู้สึกอะไร แสดงว่าการที่เราช่วยเพื่อนของเราคนนั้น ช่วยเพราะความรู้สึก ไม่มีความดีอะไรเลย หากเราฝืนความรู้สึกได้และไม่ช่วย ก็จะไม่รู้สึกผิดอะไรเลย อาจจะรู้สึกเสียใจบ้างที่ไม่ได้ช่วย ในไม่ช้าความรู้สึกจะผ่านไป ไม่รู้สึกผิดในมโนธรรม ความรู้สึกเช่นนี้เกิดในระดับประสบการณ์ จากโครงสร้างของสมองชั้นรูปแบบแห่งความรู้สึก (Pure Form of Sensibility) ยังเข้าไม่ถึงรูปแบบแห่งความเข้าใจหรือเหตุผลบริสุทธิ์

การกระทำที่เกิดจากเหตุผลบริสุทธิ์ เช่น เราชักชวนคนในละแวกบ้านร่วมมือร่วมใจกันตั้งสหกรณ์ช่วยเหลือคนเดือดร้อนโดยไม่เลือกหน้า เพราะอยากได้คำชมเชย ถือว่าทำโดยมีเงื่อนไขจากเหตุผลบริสุทธิ์ ไม่ถือว่ามีความดีเพราะผู้กระทำเลือกเงื่อนไขได้เอง นับว่าได้ผลตอบแทนอยู่แล้ว คือ ถ้าอยากได้คำชมเชยก็ทำไป ได้ผลตอบแทนแล้ว ถ้าไม่สนใจอยากได้คำชมเชยก็จะไม่ทำ ไม่เหนื่อยและไม่ได้ผลตอบแทน
การกระทำเดียวกันนั้น หากกระทำโดยความสำนึกในหน้าที่ ไม่ว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ ถือว่าเป็นความสำนึกที่มาจากเหตุผลปฏิบัติ ทำด้วยจิตสำนึกในมโนธรรมโดยมีพื้นฐานจากนูเมอเนอ (Noumena)

คานท์บอกว่าการกระทำอันใดถ้าเราทำเพราะถูกกระตุ้นจากอารมณ์ แม้จะดีเพียงไรก็ไม่น่าชมเชย แต่การกระทำใดไม่ว่าที่ทำไปเพราะเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ ผลจะดีจะร้ายไม่สำคัญ เป็นความดีน่าชมเชยยกย่อง แม้ผู้กระทำจะไม่สนใจคำชมเชยก็ตาม

อนึ่ง เราจะเอาความรู้สึกเป็นบันทัดฐานตัดสินดี-ชั่วไม่ได้ เพราะในเรื่องเดียวกัน คนเรารู้สึกไม่เหมือนกันไปทุกคน เงื่อนไขอันมาจากเหตุผลบริสุทธิ์ก็ใช้เป็นมาตรฐานไม่ได้ เพราะบางคนก็อยากได้บางคนก็ไม่อยากได้ ไม่บังคับเด็ดขาด จึงไม่เป็นมาตรการสากล เพราะฉะนั้น มาตรการวัดความดี-ชั่วต้องมาจากเหตุผลปฏิบัติโดยสมองของเราสัมผัสกับนูเมอเนอ ซึ่งเราไม่ทราบได้ว่าเป็นอะไร (ความคิดซึ่งกระตุ้นให้เราทำดีหนีชั่วและวางมาตรการความดี-ชั่วให้แก่เราโดยไม่ไว้หน้าใคร อไควนัสเรียกว่า มโนธรรม (conscience) และคริสตศาสนาถือเป็นหลักสอนอยู่จนทุกวันนี้) เพราะบังคับอย่างเด็ดขาดโดยไม่เลือกที่รับมักที่ชัง

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018