Eckhart เอคคาร์ต

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

นักฌานนิยมมีแนวโน้มแยกเป็น 2 พวก พวกหนึ่งมีเอคคาร์ต (ยร.Meister Eckhart 1260?-1328?) เป็นผู้นำ ถือว่าปรัชญาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพระเจ้า เพราะการใช้เหตุผลถกเถียงล้มล้างความคิดของกันและกันทำให้ลืมตนและหลงใหลในเหตุผลของตนเอง พวกนี้จะสนใจปลูกฝังศรัทธาให้แก่กล้าขึ้นจนได้ฌาน วิธีการนี้ต่อมาได้ชื่อว่า “ความเลื่อมใสแบบใหม่” (ลต.devotiomoderna = the new devotion) อีกพวกหนึ่งมีนีโคเลาส์แห่งคูส(ยร.Nikolaus von Cues 1410-64) เป็นผู้นำ ถือว่าปรัชญาเป็นเครื่องมือฝึกฝนปัญญา ทำให้จิตใจสามารพเข้าถึงพระเจ้าได้

แนวโน้มของลัทธิฌานนิยมโดยทั่วไปก็คือ มุ่งตัดกิเลส ฝึกฝนคุณธรรม ฝึกสมาธิแสวงหาประสบการณ์ความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับพระเจ้า เพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเจ้าและข้อคำสอนอื่น ๆ โดยประสบการณ์ของตนเอง ในการแถลงประสบการณ์ที่ได้รับมักจะใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบในรูปของสัญลักษณ์ ทำให้นักเทววิทยาที่เข้าใจตามตัวอักษรและตามนิยามทางวิชาการ พากันเข้าใจผิด และประณามนักฌานนิยมว่าสอนนอกรีต ขณะนี้เรารู้จักแยกภาษาคนกับภาษาธรรมได้แล้ว การศึกษาความคิดของนักฌานนิยมจึงได้ผลสร้างความน่าทึ่งประทับใจ และขยายขอบเขตแห่งความรู้ความเข้าใจของมนุษยชาติลึกซึ้งและกว้างขวางออกไปอีกมาก เราจึงไม่ควรละเลยความคิดของลัทธินี้

คำสอนของนักฌานนิยมแม้จะเข้าใจได้ยากว่าหมายความอย่างไรแน่ แต่ก็ถูกใจประชาชนทั่วไปมากกว่าคำสอนของนักสร้างระบบปรัชญา เพราะการใช้ภาษาเชิงเปรียบเทียบของนักฌานนิยมมีโวหารน่าอ่าน ประทับใจ ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ได้ตามระดับความรู้และประสบการณ์ของแต่ละคนเหมือนบทบาทของเรื่องปรัมปราที่เคยมีมาก่อน งานเขียนของนักฌานนิยมจึงแพร่หลายมากกว่าระบบปรัชญา แม้จะถูกต่อต้านจากนักปรัชญาที่ไม่เข้าใจลักษณะภาษาธรรมก็ตาม นักฌานนิยมมีผู้นับถืออยู่เสมอมา หลายท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นทางการจากคริสตจักรให้เป็นนักบุญหรือบุญราศรี(รองนักบุญ) แม้ท่านอื่น ๆ ที่ยังมิได้รับการรับรู้อย่างเป็นทางการก็มักจะมีกลุ่มคริสตชนที่นับถือเป็นการส่วนตัว ในปัจจุบันเราจึงไม่อาจมองข้ามความสำคัญของนักเข้าฌานในวงการวัฒนธรรมได้ เพื่อจะเข้าใจคำสอนของขบวนการนี้ จำเป็นต้องตระหนักถึง 4 ระดับของความหมายดังต่อไปนี้

ภาษาคน คือภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวันและในวิชาการต่าง ๆ นอกจากในศาสนาและปรัชญา ภาษาคนมีความหมาย 2 ระดับ คือ ระดับผิวพื้น (surface meaning) กับระดับลึก (deep meaning) ความหมายระดับผิวพื้น ได้แก่ ความหมายที่เราเข้าใจกันในชีวิตประจำวัน เช่น คำว่า “งู”ผู้ฟังย่อมเข้าใจแตกต่างผิดเพี้ยนกันไปต่าง ๆ นานาตามประสบการณ์และอารมณ์ที่แต่ละคนมี เช่น คนชอบกินงูกับคนเกลียดและกลัวงูย่อมเข้าใจไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม แม้จะเข้าใจในระดับผิวพื้นต่างกันอย่างไร เราก็พูดกันรู้เรื่องเพราะเรามีความเข้าใจในระดับลึกเหมือนกัน วิชาการต่าง ๆ พยายามสร้างความเข้าใจในระดับลึกให้ตรงกันให้มากที่สุด

ภาษาธรรม คือ ภาษาที่ใช้ในศาสนาและปรัชญา นอกจากจะมีความหมายในระดับผิวพื้น(ตามความเข้าใจของชาวบ้าน) และความหมายในระดับลึก(ตามความเข้าใจของนักวิชาการ) เหมือนภาษาคนแล้ว ยังมีความหมายระดับลึกที่สุด (deepest meaning) ซึ่งเป็นความเข้าใจของศาสดาและผู้ได้ฌานระดับสูง ท่านเข้าถึงแล้วไม่อาจจะอธิบายให้เข้าใจได้โดยตรง พระพุทธเจ้าตรัสว่านิพพานไม่เป็นทั้งอัตตาและอนัตตา พระเยซูทรงประกาศว่าไม่มีใครรู้จักพระบิดานอกจากพระบุตร เล่าจื้อสอนว่าเต๋าที่สอนกันนั้นหาใช่เต๋าที่แท้จริงไม่ เต๋าแท้นั้นสอนกันไม่ได้ แต่ศาสดาทุกองค์ทรงเพียรสอนอย่างไม่หยุดหย่อน ถ้าจะชี้แจงเชิงเปรียบเทียบก็จะกล่าวได้ว่า เปรียบเหมือนศาสดาทรงขึ้นไปถึงยอดเขาเดียวกัน จะตรัสกับคนอยู่พื้นราบย่อมไม่รู้เรื่องกันได้ ท่านจึงเสด็จลงมาองค์ละทาง ท่านเสด็จลงมาถึงที่ราบส่วนใดท่านก็ทรงสอนตามภาษาสมมุติที่เหมาะสมกับกาละและเทศะ พระพุทธเจ้าทรงสอนแบบอินเดีย พระเยซูทรงสอนแบบยิว เล่าจื๊อสอนแบบจีน แต่ทุกท่านก็เน้นให้รับคำสอนเป็นเพียงคำแนะแนวทาง แต่ละคนจะต้องแสวงหาธรรมะของตนเอง จะต้องเดินทางไต่เขาจนถึงยอดเขาด้วยตนเองจึงจะรู้แจ้งเห็นจริง

ผู้ไม่ถึงฌาน ย่อมไม่อาจจะเข้าใจความหมายลึกที่สุดได้โดยตรง เราพยายามศึกษาคำอธิบายของศาสดาต่าง ๆ แล้วมาพิจารณาร่วมกันเพื่อหาเกณฑ์ความเข้าใจ โดยใช้วิธีการทุกอย่างเท่าที่รู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ และใช้ผลสรุปของวิชาการต่าง ๆ เป็นพื้นฐาน เราพยายามเข้าถึงความหมายอันแท้จริงที่ศาสดาต่าง ๆ เข้าถึงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แม้เราจะไม่ได้ความหมายลึกที่สุดก็เชื่อว่าจะได้ความหมายที่ลึกกว่า (deeper) และลึกกว่าลงไปเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงความหมายลึกที่สุดให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018