false dilemma เล่นแง่อย่างผิด ๆ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ไดแล็มมา เป็นภาษากรีก แปลว่า “คำพูด 2 แง่” ถ้าเล่นแง่อย่างถูกต้อง (true dilemma หรือ valid dilemma) ก็ไม่มีปัญหาอะไร เช่น “ถ้าฉันไปเชียงใหม่ ฉันจะได้เห็นภูเขา ถ้าฉันไปบางแสนก็จะได้เห็นทะเล แต่ทว่าหยุดเทอมคราวหน้า ฉันจะได้ไปเชียงใหม่หรือบางแสน ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง เพราะฉะนั้นหยุดเทอมคราวนี้ ฉันจะได้เห็นภูเขาหรือทะเล ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง”

แต่ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมรู้จักพลิกแพลงเล่นแง่ให้ตัวเองได้เปรียบในทุกแง่ ถ้าเรารู้เคล็ดลับก็อาจจะจับผิดในเล่ห์เหลี่ยมของเขาได้ เราเรียกการเล่นแง่แบบมีเลศนัยนี้ว่า “การเล่นแง่อย่างผิด ๆ”

เพื่อสะดวกในการจับผิด เราแบ่งการเล่นแง่อย่างผิดๆ ออกเป็น 2 ประเภท คือ

  1. การเล่นแง่แบบปฎิบท (contradictory dilemma on going behind the horns)
  2. การเล่นแง่แบบขัดกัน (contrary dilemma on going between the horns)

เล่นแง่แบบปฏิบท ผู้อ้างจะอ้างปัญหาประเด็นเดียวกันให้มีแง่คิด 2 แง่ และทั้งสองแง่นั้นสรุปไม่ได้เหมือนกัน คือ สรุปได้ตามความต้องการของผู้อ้างดังตัวอย่างที่เล่ากันมาว่า

อาจารย์โซฟิสต์คนหนึ่ง (โซฟิสต์ ได้แก่ นักปรัชญากรีกในกรุงเอเธนส์ยุครุ่งเรืองเที่ยวเร่สอนวาทศิลป์และศิลปะในการบรรลุถึงความสำเร็จในระบอบการเมืองของเอเธนส์) โฆษณาหานักเรียนว่า ใครสมัครเรียนวิชาของเขาจะยังไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ต่อเมื่อจบหลักสูตรแล้วมีเรื่องขึ้นศาล ถ้าครั้งแรกที่ขึ้นศาลชนะความ จึงต้องมาเสียค่าเล่าเรียน ถ้าแพ้ความตั้งแต่ขึ้นศาลครั้งแรก ก็ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเลย ปรากฎว่ามีหนุ่มคนหนึ่งมาสมัครเรียนจบหลักสูตร เวลาล่วงมานานศิษย์คนนั้นก็ไม่มีเรื่องไปขึ้นศาลเลยสักครั้งเดียว อาจารย์อดรนทนต่อไปไม่ไหวจึงไปขู่ศิษย์ให้ชำระค่าเล่าเรียนเสียดีๆ มิฉะนั้นจะไปฟ้องศาลให้ศิษย์ต้องขึ้นศาล ถ้าศิษย์ชนะความก็จะต้องเสียค่าเล่าเรียนตามสัญญา ถ้าศิษย์แพ้ความก็จะต้องชำระค่าเล่าเรียนตามคำสั่งของศาลอยู่นั่นเอง เพราะคดีนี้อาจารย์จะฟ้องเรียกค่าเล่าเรียนที่ค้างชำระเพราะฉะนั้นถ้าศิษย์ไม่อยากเสียเวลาไปขึ้นศาลก็ให้ชำระค่าเล่าเรียนเสียดีๆ เนื่องจากศิษย์คนนี้เป็นคนเอาการเอางาน สามารถเข้าใจความรู้ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ทั้งหมด จึงไม่ยอมจำนน ตอบไปว่า “ช้าก่อนอาจารย์ที่เคารพ ถ้าอาจารย์เอาผมไปขึ้นศาล อาจารย์จะหมดสิทธิ์เรื่องค่าเล่าเรียนของผมตลอดไป เพราะถ้าผมแพ้ความในครั้งนี้ ผมแพ้ความในครั้งแรก ผมก็จะไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนตลอดไปตามสัญญากันไว้ ถ้าผมชนะความศาลก็จะตัดสินว่าผมไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเหมือนกัน เพราะศาลที่ไหนจะตัดสินให้ฝ่ายชนะปฏิบัติตามคำฟ้องของโจทย์”

จะสังเกตเห็นได้ว่าที่อาจารย์อ้างขึ้นมา 2 แง่นั้น มี 2 แง่จริงๆ คือ ถ้าขึ้นศาลแล้วศิษย์จะต้องชนะหรือชนะหรือแพ้ ไม่มีเสมอ เพราะการตัดสินยกฟ้องก็หมายความว่าจำเลยชนะนั่นเอง ถ้ามี 2 แง่จริง ๆ หาแง่ที่ 3 แทรกเข้ามาไม่ได้เช่นนี้เรียกว่า “การเล่นแง่แบบปฏิบท” ในการเล่นแง่แบบปฏิบทผู้อ้างจะต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนทั้ง 2 แง่ให้สรุปได้เหมือนกันตามที่ผู้อ้างต้องการ สังเกตดูสักหน่อยก็จะเห็นว่าเหตุผลที่อ้างมาสนับสนุน 2 แง่นั้นไม่เหมือนกัน ต่างแง่ต่างมีเหตุผลของตน ดังตัวอย่างข้างบนเหตุผลของอาจารย์โซฟิสต์ก็คือ

  • ถ้าศิษย์ชนะ ต้องเสียค่าเล่าเรียน ตามสัญญา
  • ถ้าศิษย์แพ้ ต้องเสียค่าเล่าเรียน ตามคำสั่งของศาล

ผู้ตอบเพียงแต่จำเหตุผลทั้ง 2 อย่างแล้วนำมาอ้างไขว้กันเสีย ก็จะสามารถปิดปากคู่ต่อสู้ได้ ดังคำแก้ตัวของศิษย์ว่า

  • ถ้าศิษย์ชนะ ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ตามคำสั่งของศาล
  • ถ้าศิษย์แพ้ ไม่ต้องเสียค่าเรียน ตามสัญญา

ถ้าจะถามว่าในกรณีเช่นนี้ จะถือว่าสาเหตุของใครถูกต้องสมเหตุสมผลของอาจารย์หรือศิษย์ ก็จะตอบว่าใช้ไม่ได้และไม่สมเหตุสมผลด้วยกันทั้งคู่ เพราะแต่ละแง่มีข้อสรุปได้ 2 อย่างแล้วแต่เหตุผลที่ยกมาอ้าง ดังนี้

ถ้าศิษย์ชนะ    1) ตามสัญญา ต้องเสียค่าเล่าเรียน  2) ตามคำสั่งของศาล ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน
ถ้าศิษย์แพ้      1) ตามสัญญา ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน 2) ตามคำสั่งของศาล ต้องเสียค่าเล่าเรียน

ตามที่เราเห็นมาแล้ว ถ้าข้อเสนอมีทางให้อนุมานได้ตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไปที่เป็นปฏิบทต่อกัน เราไม่มีสิทธิจะเลือกอนุมานอย่างเดียวตามใจชอบ ถ้าฝืนทำไปก็ไม่สมเหตุสมผลและเพราะเหตุนี้แหละ เราจึงเรียกเหตุผลแบบนี้ว่า “การเล่นแง่อย่างผิด ๆ”

เล่นแง่แบบขัดกัน ในกรณีผู้อ้างจะอ้างมา 2 แง่โดยมีเหตุผลประกอบสำหรับแต่ละอย่างแนบเนียน ถ้าเราลองกลับเหตุผลกันดูเพื่อทำการโต้แย้งเหมือนตัวอย่างข้างต้น จะพบว่าข้อโต้แย้งของเราไม่ได้เรื่อง นั่นแสดงว่าแง่ที่ผู้อ้างอ้างมานั้นไม่ชอบไม่ใช่แง่ที่เป็นปฏิบทต่อกัน กล่าวคือมีมากว่า 2 แง่ที่ไม่ขัดแย้งกันจริงจัง ซึ่งตามความหมายของตรรกวิทยาหมายความว่า อาจหาแง่อื่น ๆ เพิ่มเข้ามาได้ แต่เนื่องจากผู้อ้างต้องการฝึกฝนเหลี่ยม จึงอำพรางแง่ที่ตนเสียเปรียบไว้ทั้งหมด ยกเฉพาะแง่ที่ตนได้เปรียบขึ้นมาอ้างเท่านั้น

ตัวอย่าง เหตุผลของนักศึกษาที่ไม่ชอบเรียนตรรกวิทยาว่า “ควรเลิกสอนตรรกวิทยาในหลักสูตร เพราะตอนไหนง่ายเราก็รู้กันอยู่แล้วด้วยสามัญสำนึก ตอนไหนยาก อาจารย์อธิบายเท่าไรก็ไม่เข้าใจ” จะเห็นได้ทันทีว่าผู้อ้างอำพรางแง่ที่ 3 ไว้ คือ “บางตอนนักศึกษายังไม่รู้ ถ้าจะคอยให้รู้ได้เองก็คงจะไม่มีหวังหรือเสียเวลามาก อาจารย์อธิบายให้แล้วก็เข้าใจได้”

ถ้ายกประเด็นนี้ขึ้นพิจารณา ก็จะต้องสรุปว่า “ควรสอนตรรกวิทยาในหลักสูตร” เคล็ดลับของผู้ตอบการเล่นแง่แบบนี้ก็คือหาแง่ที่ 3 ที่สรุปได้แตกต่างไปจากข้อสรุปของผู้อ้างที่เลือกยกขึ้นมาเสนอเพียง 2 ข้อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้อ้างเลือกสรุปเอาตามใจชอบเพียงส่วนเดียวเท่านั้น จึงไม่สมเหตุสมผล

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018