Freud on religiosity ความต้องการศาสนาของฟรอยด์

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฟรอยด์ (Signumd Freud 1856-1938) มิได้มองเหมือนไทเลอร์ (Tylor) เพียงแค่ว่า ผู้ฝันแต่ก่อนเชื่อว่ามีดวงวิญญาณออกจากร่างไปเที่ยวแล้วกลับเข้าร่างเดิม จนกว่าจะตายจึงไม่กลับมาอีก และหาร่างอื่นหรือสิ่งอื่นสิงสถิตต่อไป (คล้ายความเชื่อเรื่องฝันของบรรพบุรุษของไทย) ฟรอยด์ไม่ปฏิเสธความคิดข้อนี้ของไทเลอร์ที่วิจารณ์ว่าเป็นความเชื่องมงายไร้มูลเหตุระดับชาวบ้าน แต่คิดต่อไปว่าลึกลงไปกว่านั้นความฝันยังแสดงความเป็นจริงตามหลักวิทยาศาสตร์ด้วย คือ มนุษย์เรานอกจากจะมีความรู้สึกนึกคิดในระดับสำนึกที่ผู้คิดเองก็ไม่รู้ว่ามี จึงเที่ยวคิดว่ามาจากภายนอก แท้ที่จริงก็อยู่ในจิตอีกระดับหนึ่งใต้จิตสำนึกลงไป

ฟรอยด์จึงตั้งชื่อให้ว่า“จิตใต้สำนึก” (the subconscious) เหมือนเราซื้อบ้านที่เจ้าของเคยอยู่แล้วเป็นแรมปี เมื่อเราซื้อมาเจ้าของก็ไม่เคยบอกเราเลยว่ามีห้องใต้ดิน ประตูทางเข้าก็เก็บไว้มิดชิดไม่อาจจะรู้ได้ ในห้องนั้นเป็นที่เก็บข้าวของสารพัดของเจ้าของเดิมทั้งที่เก็บไว้ใช้และที่ต้องการทิ้ง ในนั้นจึงมีกลิ่นสารพัดกลิ่นซึ่งลอดรอยร้าวโชยมาเป็นระยะ ๆ แล้วแต่ว่ากลิ่นส่วนไหนจะมีโอกาสลอดออกมาเมื่อใด และในเมื่อทิ้งร้างไว้อย่างนั้นก็กลายเป็นที่ซ่องสุมของสัตว์นานาชนิดทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ ว่าง ๆ มันก็ทะเลาะกันส่งเสียงประหลาด ๆ ทำให้ขนหัวลุกหลายคนสันนิษฐานว่าเจ้าที่แรง และน่าจะมีหลายเจ้าที่แย่งกันเป็นใหญ่ เอาใจยาก ถวายของเท่าไร และอย่างไรก็ไม่เห็นสงบ บางครั้งสัตว์เหล่านี้ก็เผยโฉมให้เห็น เช่น มด ปลวก แมลงสาบ แมงป่อง ตะขาบ จิ้งหรีด จิ้งจก ตุ๊กแก ตะกวด งู กบ คางคก เขียด แมลงวันหัวเขียว ยุง ฯลฯ ซึ่งผู้พบเห็นคิดว่ามาจากภายนอกบ้าน

ฟรอยด์จึงตั้งทฤษฎีขึ้นมาสันนิษฐานว่าบ้านชั้นที่เรากินอยู่หลับนอนนี้คือ “จิตสำนึก” เราพอจะรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่วนชั้นใต้ดินที่ลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่นั้นคือ “จิตใต้สำนึก”(subconscious) ซึ่งมักจะแสดงฤทธิ์เดชในความฝัน นอกนั้น บ้านของเรายังมีหิ้งพระ เรียกว่า “จิตเหนือสำนึก”(superconscious) อันเป็นที่มาของอุดมการณ์และความใฝ่ฝันทั้งหลาย แม้เห็นไม่ชัดแต่เมื่อรู้ความแล้วก็พอจะรู้ว่ามี และถ้าสังเกตหน่อยก็พอจะรู้การทำงานและบทบาทของมัน ที่เรียกว่าจิตเหนือสำนึกก็เพราะมันอยู่ชั้นบนในอากาศพอมีแสงสว่างให้เห็นได้ นอกจากจะปิดตาไม่ยอมมอง แต่ข้างล่างที่แดนใต้สำนึกนี่ซิ มันมืดมิดเสียจนมองไม่เห็นแม้แต่ความมืด เป็นแดนสนธยาจริง ๆ

จิตเหนือสำนึกและจิตใต้สำนึกรวมเรียกว่า“จิตไร้สำนึก” (unconscious) อาศัยที่ฟรอยด์เป็นคนมีเชาน์ก็ลองเดาเอา เหมือนนักวิทยาศาสตร์ดัง ๆ ทั้งหลายก็ใช้วิธีเดาเอาทั้งนั้น อย่างนิวเทินก็เดาว่ามีแรงโน้มถ่วงดูดแอปเปิลให้ตกจากต้น ที่แท้ก็ไม่เห็นแรงโน้มถ่วงหรอก เห็นแต่ลูกแอปเปิลตก ก็เดาเอาว่าโลกดูดให้ตก อายน์ชทาย(Eistein) ก็เดาจนได้รางวัลโนเบล เดาแล้วไม่ได้เรื่องก็มีเยอะ พวกที่เดาแล้วได้เรื่องจึงถือว่าโชคดี เหมือนเดาเลขท้ายแทงหวยแล้วบังเอิญถูก

ฟรอยด์สอนว่าการนับถือศาสนาเป็นพฤติกรรมของคนเป็นโรคประสาทอย่างหนึ่ง เพราะเนื้อหาของศาสนาไม่มีอะไรจริงแบบวัตถุวิสัยเลย เป็นเพียงการแสดงออกของการเก็บกดจากจิตใต้สำนึกเท่านั้นเอง แต่การเก็บกดทางศาสนานั้นเก็บกดมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติถ่ายทอดต่อเนื่องกันเรื่อยมาจึงมีผลต่อจิตใต้สำนึกของมนุษย์ทั่วไปอย่างคล้ายคลึงกัน จึงรวมตัวกันระบายออกร่วมกันในองค์การศาสนาด้วยการปฏิบัติและพิธีกรรมร่วมกัน ผู้เข้าใจเรื่องนี้จึงจะรอดจากการกดดันทางอาการประสาท เลิกนับถือศาสนาและเลิกเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติใด ๆ ทั้งสิ้น จิตใจก็ปลอดโปร่งเบิกบานมีสภาพจิตเป็นปกติ ไม่ทุรนทุรายว้าวุ่นเหมือนคนมีศรัทธาต่อศาสนา

เมื่อเป็นเช่นนี้ฟรอยด์จึงอธิบายต่อไปได้ว่า จิตสำนึกของมนุษย์เราแต่ละคนเป็นสนามประลองยุทธ์ของพลังจิตไร้สำนึก 2 ฝ่าย ฝ่ายสูงมาจากจิตเหนือสำนึกเฉพาะตัวกับจิตเหนือสำนึกของมนุษยชาติร่วมมือกัน ส่วนฝ่ายต่ำก็มาจากจิตใต้สำนึกเฉพาะตัวและจิตใต้สำนึกของมนุษยชาติร่วมมือกัน ดังนั้นอะไรที่ตกตะกอนจากประสบการณ์ส่วนตัวก็ดี หรือตะกอนจากประสบการณ์ของมนุษยชาติก็ดี มีสิทธิจะสร้างความวุ่นวายให้เกิดโรคประสาทของแต่ละคนได้ทั้งสิ้น นักจิตวิเคราะห์และแพทย์บำบัดโรคจิตก็เลยต้องมีภาระหนักต้องศึกษาและพิจารณาทั้งประวัติส่วนตัวและประวัติความเป็นมาของมนุษยชาติด้วย ซึ่งมีศาสนาเป็นข้อมูลสำคัญ ดูก็ยุ่งยากสลับซับซ้อนอยู่ไม่น้อยเลย

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018