hermeneutics founder of ผู้ก่อตั้งวิชาอรรถปริวรรต

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การใช้อรรถปริวรรตเป็นไปโดยอัตโนมัติเรื่อยมา ผู้ที่ริเริ่มคิดถึงทฤษฎีและปรัชญาอรรถปริวรรตอย่างแท้จริงเห็นจะได้แก่ สินาเฟอนิสแห่งคาเลอฟัน (Xenophanes of Colophon ก.ค.ศ.560?-478?) คาเลอฟันเป็นรัฐหนึ่งใน 12 สมาพันธรัฐไอโอเนีย อยู่ห่างจากไมลีเทิสไปทางเหนือประมาณ 50 กม. สินาเฟอนิสเป็นนักประพันธ์ที่มีความคิดอิสระ มีชีวิตหลังเธลิสไม่เกิน 50 ปี จึงน่าจะรู้เรื่องความคิดแบบกรีกของสำนักไมลีเทิสด้วย แต่เนื่องจากเป็นนักประพันธ์จึงคงไม่คิดจะสร้างระบบเครือข่ายด้วยตนเอง แต่คงได้เชื่อว่าความคิดแบบกรีกที่สำนักไมลีเทิสกำลังเผยแผ่อยู่นั้นสูงกว่าความคิดระดับชาวบ้านธรรมดาขณะนั้น สินาเฟอนิสจึงพยายามใช้พรสวรรค์ทางการประพันธ์ของตนแต่งกวีนิพนธ์เพื่อวิจารณ์ความคิดของชาวกรีกทั่วไป ที่เข้าใจว่าเรื่องปรัมปราที่โฮเมอร์และฮีเสียดประพันธ์ไว้นั้น เป็นคัมภีร์ศาสนาและเชื่อว่าเป็นจริงตามตัวอักษร

สินาเฟอนิสตีความว่านักประพันธ์ตำนานปรัมปราทั้งสองนั้น เพียงแต่รวบรวมและเรียบเรียงจากความเชื่อของชาวบ้านนำมาถ่ายทอดเท่านั้น ในฐานะเป็นคนและใช้ความเข้าใจระดับธรรมดา ก็จะเข้าใจว่า “เทพเจ้ามีการเกิด ต้องสวมเสื้อผ้า มีเสียงพูดและมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับตน…..ถ้าวัวและม้าหรือสิงห์โตมีมือ หรือสามารถวาดและปั้นได้อย่างคน ม้าก็คงจะวาดภาพเทพเจ้าให้มีรูปร่างเหมือนกับม้าและสิงห์โตให้เหมือนกับสิงห์โต นั่นคือสร้างร่างกายของเทพเจ้าขึ้นให้เหมือนรูปร่างของตนเอง จึงถือได้ว่าการตีความหมายตามตัวอักษรไม่ให้ความจริงเกี่ยวกับเทพ แต่กลับดูหมิ่นเทพโดยไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ เพราะ “การกล่าวว่าเทพเจ้าประสูตินั้นเป็นการขาดความเคารพเท่ากับเป็นการกล่าวว่าพระองค์ถึงแก่มรณภาพ เพราะการกล่าวทั้งสองอย่างสรุปได้เหมือนกันว่า พระองค์มิได้ทรงมีชีวิตอยู่ตลอดกาล” เทพเจ้าไม่น่าจะประพฤติผิดศีลธรรม เช่น ขโมย ล่วงประเวณี หลอกลวง ฯลฯ อย่างที่โฮเมอร์และฮีเสียดบรรยายไว้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ชาวกรีกควรรู้จักปรับปรุงความเข้าใจเสียใหม่ โดยตีความด้วยปัญญาระดับสูงคือตามแนวคิดแบบกรีก

สินาเฟอนิส มิได้อ้างถึงเธลิสและสำนักไมลีเทิส เพราะคิดว่าตนเองก็เข้าถึงความคิดแบบกรีกเหมือนกัน สามารถเข้าใจได้ระดับมาตรฐาน มีสิทธิและหน้าที่สั่งสอนและปรับความคิดของชาวกรีกให้ได้มาตรฐาน จึงได้เขียนบทประพันธ์เพื่อเป้าหมายดังกล่าว โดยแถลงว่า “พระเจ้ามีอยู่องค์เดียว ยิ่งใหญ่เหนือเทพและมนุษย์ทั้งมวล ไม่มีทางจะเหมือนมนุษย์ผู้รู้ตายแต่ประการใดเลย ไม่ว่าทางฝ่ายร่างกายหรือทางฝ่ายจิต”

ถ้าจะถามสินาเฟอนิสว่ามีสิทธิอะไรที่จะตีความเช่นนี้ แหละนี่คือปัญหาอรรถปริวรรต และสินาเฟอนิสก็ใช้หลักค้ำประกันสิทธิตีความของตนไว้ว่า “เทพเจ้ามิได้เปิดเผยทุกสิ่งแก่มนุษย์ตั้งแต่ต้น แต่มนุษย์ต้องใช้เวลาวิจัย แล้วจะพบความจริงดีขึ้น”ซึ่งหมายความว่า เทพเจ้าซึ่งเป็นบริวารของพระเจ้ามีการติดต่อกับมนุษย์อยู่เสมอ และได้ดลบันดาลใจให้มนุษย์รู้เรื่องเหนือธรรมชาติตามความสามารถรู้ของมนุษย์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตัวสินาเฟอนิสเองมั่นใจว่าตนค้นคว้าด้วยวิธีการคิดแบบกรีก จึงรู้ได้ถูกต้องกว่าความรู้ที่โฮเมอร์และฮีเสียดนำออกเผยแผ่ตั้งแต่ 5 ศตวรรษก่อน สรุปได้ว่า อรรถปริวรรตที่สินาเฟอนิสริเริ่มไว้ก็คือ ต้องตีความเรื่องเล่าตามกระบวนทัศน์ของผู้เล่า และผู้ตีความมีสิทธิ์ตีความตามกระบวนทรรศน์ใหม่ของตน แต่การที่สินาเฟอนิสถือว่าในเมื่อการตีความของตนเป็นการตีความล่าสุด จึงต้องดีที่สุดและทุกคนต้องยอมรับ “มีความจริงบางอย่างที่ไม่เคยมีผู้รู้เห็นเลย และจะไม่มีใครเลยที่ล่วงรู้เกี่ยวกับเทพเจ้าและเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ เพราะถึงแม้ว่าเขาจะได้กล่าวสิ่งที่เป็นจริงออกไป เขาก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าเขาได้พูดความจริงออกไปแล้ว ดังนั้น เรื่องราวต่าง ๆ จึงมีแต่ความคิดเห็นเท่านั้น”

ซึ่งตามมาตรฐานปัจจุบันถือว่าอยู่ในข่ายวจนศูนย์นิยม กีรติ บุญเจือ ให้ข้อคิดว่า “สินาเฟอนิสพยายามใช้เหตุผลแก้ปัญหาปรัชญาเช่นเดียวกับสำนักไมลีเทิส แต่สินาเฟอนิสพยายามจะหยิบยกปัญหาของชาวบ้านมาพิจารณาและแก้ไขปรับปรุงคำสอนของชาวบ้านให้เป็นคำตอบปรัชญา ผลก็คือคำสอนของสินาเฟอนิสขัดแย้งกับความคิดเห็นของชาวบ้านโดยตรง ผิดกับสำนักไมลีเทิสซึ่งพยายามจะหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกับชาวบ้าน แม้จะสอนขัดแย้งกับความคิดของชาวบ้านก็พยายามจะพูดให้เป็นคนละเรื่องกันไม่เกี่ยวข้องกัน อาจจะเป็นเพราะเหตุนี้เองที่นักปรัชญาไมลีเทิสได้รับการนักถือเทิดทูนจากชาวบ้าน ส่วนสินาเฟอนิสต้องเร่ร่อนไร้สำนักแน่นอน ชาวบ้านไม่เข้าใจและไม่เลื่อมใส ผู้ที่เข้าถึงปรัชญาจริง ๆ เท่านั้นจึงจะเข้าใจความคิดของสินาเฟอนิส

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018