hobbes

Hobbes on mechanism ลัทธิจักรกลนิยมของฮับส์

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ทามเมิส ฮับส์ (Thomas Hobbes 1588-1670) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ อยู่ในสมัยเริ่มค้นพบวิธีการวิทยาศาสตร์ สนใจแขนงกลศาสตร์โดยเฉพาะ ซึ่งเริ่มต้นด้วยข้อมูลจากการทดลองแล้วคำนวณหาความจริงต่อไปตามสูตรคณิตศาสตร์

ความเป็นจริงมีแต่สสารและพลังซึ่งมีประจำอยู่ในสสาร พลังนี้อาจถ่ายทอดจากเท่ห์หนึ่งไปสู่เทห์ (body) อื่นได้ด้วยการประชิด ปรากฏการณ์ทั้งหลายในจักรวาลเกิดจากการเปลี่ยนที่ของเทห์ด้วยอำนาจของพลังที่ถ่ายทอดกันระหว่างเท่ห์ โดยมีกฎแน่นอนตายตัวตามหลักกลศาสตร์ที่คำนวณได้ตามสูตรคณิตศาสตร์ตายตัว

เหตุการณ์ทุกอย่างจึงเกิดขึ้นด้วยความจำเป็น จะยกเว้นกฎกลศาสตร์ไปไม่ได้เลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ มีผลก็ต้องมีสาเหตุ ผลจึงต้องเกิดขึ้นโดยจำเป็นในเมื่อมีสาเหตุในสภาพที่เหมาะสม เช่น มีไอน้ำในอากาศเกินจุดอิ่มตัวมากๆ ก็ต้องตกลงมาเป็นฝน ถ้าอากาศหนาวเย็นมากก็ต้องตกมาเป็นหิมะ ดังนี้เป็นต้น “เหตุเดียวกันในสภาพเดียวกัน ต้องผลิตผลอย่างเดียวกันโดยจำเป็น” (The same is produced by a necessary cause)

เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้กฎธรรมชาติทุกอย่าง เราจะเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าในธรรมชาติได้ทุกอย่าง และอาจจะวางแผนเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าได้ เช่น เราอาจจะผลิตฝนเทียมได้ เมื่อเรารู้กฎเกณฑ์ของฝนและสามารถสร้างสถานการณ์ที่ธรรมชาติต้องการเพื่อให้ฝนตกขึ้นได้ และอาจสลายหรือเปลี่ยนทิศทางพายุร้ายต่างๆ ได้ เป็นต้น

ชีวิต คือ เครื่องจักรกลซับซ้อน ตาเปรียบได้กับกล้องถ่ายรูป ปอดกับเครื่องปั๊มลม ปากกับโม่ แขนกับคานงัด หลอดลมกับเครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ ร่างกายของเรามีเครื่องจักรหลายร้อยชิ้นประสานงานกันด้วยระบบประสาทเหมือนชุมทางสายโทรศัพท์ ที่เดินสายติดต่อมากที่สุด สมองเป็นศูนย์ประสานงาน น่าแปลกใจที่ธรรมชาติสามารถสร้างเครื่องจักรกลแต่ละชิ้นละเอียดพิสดารขนาดเล็กกะทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพสูง

ฮับส์กล่าวว่า For what is the heart but a spring , and the nerves but so many springs, and the joints but so many wheels, giving motion to the whole body?

หัวใจมิใช่อะไรอื่นนอกจากสปริง เส้นประสาทก็คือสปริงจำนวนมาก กระดูกต่อก็ไม่ผิดอะไรกับวงจักรจำนวนมาก ทั้งหมดเหล่านี้แหละเป็นตัวการให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้มิใช่หรือ?

 

ความรู้เริ่มต้นที่ประสาทรู้สึกหรือผัสสะเพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่เราจะติดต่อกับโลกภายนอกได้ผัสสะจึงเปรียบเหมือนประตูรับส่งการสื่อสารติดต่อกับโลกภายนอก ลองหลับตาคิดถึงคนๆหนึ่ง ที่มีชีวิตแต่ไร้ผัสสะทุกอย่าง เขาไม่มีโอกาสติดต่อกับโลกภายนอกด้วยประการใดๆเลย ทุกอย่างมืดมนสำหรับเขา เขาไม่ผิดอะไรกับสสารก้อนหนึ่งที่มีเครื่องปั๊มลมหายใจ

“คนเราจะมีความคิดเกี่ยวกับอะไรไม่ได้เลย หากไม่ผ่านมาทางประสาทรู้สึก”

(A man can have no thought representing anything, not subject to sense.)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018