Hobbes on philosophy of religion ฮับส์กับปรัชญาศาสนา

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ยุคกลางถือว่าปรัชญาเป็นสาวใช้ของเทววิทยา (Philosophy is the handmaid of theology) เมื่อปรัชญาต้องการปรัชญาประยุกต์ทางศาสนาก็เอาผลสรุปของศาสนามาหาเหตุผลตามหลักตรรกวิทยาได้ปรัชญาประยุกต์ เรียกแขนงวิชาว่า Theodicy or Natural Theology (ปรัชญาเทวะ)

ฮับส์เป็นคนแรกที่แยกปัญหาปรัชญาออกจากศาสนา ถือว่าเป็นคนละเรื่อง คนละปัญหา คือปรัชญาศาสนาไม่ใช่เอาปัญหาของศาสนามาหาเหตุผลเป็นการสนับสนุนหรือคัดค้าน แต่ปรัชญาศาสนากล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับศาสนาอีกทีหนึ่ง เช่น หาสาเหตุของศาสนา พื้นฐานแห่งความเชื่อถือในศาสนา วิวัฒนาการของศาสนา การตีความคัมภีร์ของศาสนาเป็นต้น

ฮับส์ชี้ให้เห็นว่าการเข้าใจศาสนาไม่ถูกเรื่องเป็นสาเหตุของความหายนะทางสังคมอย่างใหญ่หลวง เป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญาศาสนา (philosophy of religion) ต่อมาจนทุกวันนี้

ปรัชญาศาสนากับปรัชญาเทวะจึงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว

ฮับส์ได้ทำบัญชีคำที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งฮับส์ได้พยายามเข็ญเข้าคลองกลศาสตร์นิยมจนได้ แต่ในที่สุดก็แถลงว่าเรื่องพระเจ้าเราเข้าใจด้วยเหตุผลไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเข้าใจ กษัตริย์มีหน้าที่กำหนดข้อความเชื่อและแนวปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบสุขในหมู่ประชาชนเป็นใช้ได้แล้ว

ฮับส์แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อนิกายคาทอลิกอย่างออกหน้าออกตา และชมว่านิกายแองกลิเคินของอังกฤษนั้นถูกต้องสมเหตุสมผล แต่มีผู้วิจารณ์ว่าฮับส์จริงใจหรือเปล่าในเรื่องนี้ เพราะตามระบบจักรกลนิยมจริง ๆ แล้ว ฮับส์ไม่น่าจะมีความเชื่อในพระเจ้า อย่างมากก็เพียงอาจเชื่อว่าพระเจ้าคือกฎและพลังของธรรมชาติ ฮับส์อาจจะพูดไปเพื่อเอาตัวรอดไม่ให้ถูกหาว่าเป็นอเทวะ และเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจทางการเมืองขณะนั้นก็ได้ เพราะปรากฏว่าทั้งกษัตริย์ชาลส์ที่ 2 และ ครอมแวล (Cromwell) แห่งอังกฤษ ต่างก็ชอบแนวคิดเช่นนี้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018