Hooker, Richard รีเชิร์ด ฮูเคอร์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

รีเชิร์ด ฮูเคอร์ (Richard Hooker 1554-1600) ถือลัทธิอิแรสเทิส สนับสนุนบัลลังก์อังกฤษ (สมัยราชินีเอลีซาเบทที่ 1 คอ.1533-1603) สนับสนุนอำนาจของกษัตริย์อังกฤษให้อยู่เหนือการเมืองและการศาสนาของประเทศอังกฤษโดยไม่ต้องขึ้นกับอำนาจอื่นใดภายนอก จึงถือได้ว่าฮูเคอร์เป็นนักปรัชญาทางการที่สำคัญคนแรกของคริสตจักรแห่งอังกฤษ อันที่จริงฮูเคอร์มิได้โต้แย้งนิกายคาทอลิก เพราะสมัยกษัตริย์เฮนรีที่ 8 ผ่านพ้นไปแล้ว แต่โต้แย้งลัทธิเพียวริเทินในนิกายโปรเตสแตนต์ด้วยกัน ลัทธินี้เป็นสาขาของลัทธิแคลวินในประเทศอังกฤษ เช่นเดียวกับที่ลัทธิเพรสไบทีเรียนเป็นสาขาของลัทธิแคลวินในสก๊อตแลนด์ และจาก 2 แหล่งนี้ 2 ลัทธิของศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ก็แผ่ขยายไปยังประเทศอื่น ๆ

รีเชิร์ด ฮูเคอร์ เกิด ณ ตำบลฮีไวทรี(Heavitree) ใกล้เอกเสอเทอร์(Exeter) เข้าเรียนเทววิทยาที่ออกฟอร์ด ปี 1579 ได้เป็นอาจารย์สอนภาษาฮีบรู ต่อจากนั้นก็ได้เป็นศาสนาจารย์ในที่ต่าง ๆ จนตลอดชีวิต งานนิพนธ์ที่สำคัญก็คือ ตำหรับว่าด้วยกฎหมายศาสนจักร(Treatise on the laws of Ecclesiatical Polity) เป็นหนังสือ 8 เล่ม 5 เล่มแรกจัดพิมพ์โดยฮูเคอร์เอง 3 เล่มหลังลูกศิษย์จัดพิมพ์ ทั้งหมดเกิดจากการโต้แย้งกับวอลเทอร์ เทรเวอร์ส (Walter Travers) ในสำนักเทมเพิลซึ่งฮูเคอร์เป็นผู้อำนวยการอยู่ระหว่าง ค.ศ.1585-91 เล่ม 1-4 กล่าวถึงบทบาทของเหตุผล พระคัมภีร์ และคำสอนของนักปราชญ์ เล่ม 5 กล่าวถึงความมีเหตุผลของคริสตจักรอังกฤษ เล่ม 6 กล่าวถึงกฎระเบียบของคริสตจักรอังกฤษ เล่ม 7 กล่าวถึงคณะสงฆ์อังกฤษ เล่ม 8 กล่าวถึงอำนาจของกษัตริย์เหนือคริสตจักรและอาณาจักร ปัญหาหลักของฮูเคอร์ก็คือว่า จะปรับปรุงปรัชญาการเมืองของ อไควเนิสให้เข้ากับสถานภาพของคริสตจักรอังกฤษได้อย่างไร

ปรัชญากฎหมาย ฮูเคอร์เริ่มความคิดโดยแยกกฎนิรันดรกับกฎธรรมชาติ และแยกกฎธรรมชาติต่อไปเป็นกฎของธรรมชาติซึ่งปรากฎในเอกภพ กับกฎศีลธรรมตามธรรมชาติซึ่งเหตุผลของมนุษย์สามารถล่วงรู้ได้ จริงอยู่เหตุผลของมนุษย์อาจจะสรุปต่าง ๆ กันในรายละเอียด แต่ทว่าหลักศีลธรรมพื้นฐานไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้อย่างจริงใจ กฎศีลธรรมที่เห็นพ้องกันเป็นส่วนมากเช่นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติเป็นผู้สอนมนุษย์ทุกคน จึงเรียกได้ว่ากฎธรรมชาติ และธรรมชาติก็คือการแสดงออกของน้ำพระทัยของพระเจ้านั่นเอง และน้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือพระธรรมชาติของพระองค์ เสียงของมหาชนจึงเป็นเสียงของพระเจ้า(ลต.Voxpopuli, vox Dei)ด้วยประการฉะนี้
กฎหมาย คือ กฎปฏิฐานของมนุษย์ (human positive law) มีอำนาจบังคับมาจากความต้องการของธรรมชาติของมนุษย์เอง จึงมีน้ำหนักจากธรรมชาติด้วย คือมนุษย์ไม่สามารถจะอยู่โดดเดี่ยวและบรรลุเป้าหมายแห่งชีวิตมนุษย์ได้ มนุษย์จึงต้องรวมตัวกันเป็นสังคมซึ่งผู้ร่วมสังคมพร้อมใจกันให้มีขึ้น เพื่อให้สังคมอยู่ได้อย่างสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองตามความต้องการของสมาชิกส่วนรวม และกฎหมายมีอำนาจบังคับก็เพราะสมาชิกส่วนรวมต้องการ

ฮูเคอร์ถือว่า เมื่อกฎระเบียบถูกกำหนดขึ้นแล้ว ก็มีผลบังคับทุกคนในสมัยนั้น แม้จะมีบางคนในสังคมมิได้รู้เห็นเพราะเพิกเฉยในสิทธิและหน้าที่ก็ตาม หรือเข้าเป็นสมาชิกภายหลังก็ตาม ทุกคนมีหน้าที่ต้องรับรู้ จนกว่าจะมีการแก้ไขโดยความต้องการของสมาชิกส่วนรวม กฎหมายที่ประกาศใช้อย่างถูกต้องจึงมีผลบังคับใช้สำหรับสมาชิกทุกคนในสังคมที่ประกาศใช้ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงดูเหมือนว่าเรามีชีวิตในบรรพบุรุษของเรา และอนุชนของเราก็มีชีวิตอยู่ในหมู่พวกเราแล้ว

อำนาจทางศาสนา ฮูเคอร์คิดว่า พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยความจริงและน้ำพระทัยของพระองค์ในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมนุษย์แต่ละคนจะต้องพยายามใช้เหตุผลและความสามารถต่าง ๆ เข้าใจตามอัตภาพ แต่ละสังคมย่อมสามารถเข้าใจได้ต่าง ๆ กันและมีความต้องการต่าง ๆ กัน ดังนั้น เมื่อสังคมใดมอบหมายอำนาจให้ผู้ใดหรือหน่วยใดใช้อำนาจออกกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ก็ย่อมมีอำนาจออกกฎหมายควบคุมความเชื่อและการปฏิบัติศาสนกิจตามความต้องการของสมาชิกส่วนรวมของสังคมนั้นด้วย ดังนั้นคริสตจักรจึงเป็นเรื่องของประมุขของแต่ละชาติที่จะจัดระบบระเบียบตามความต้องการของส่วนรวม คริสตจักรเป็นเรื่องประจำชาติ ไม่มีคริสตจักรสากลดังที่ชาวคาทอลิกและชาวแคลวินตลอดจนชาวเพรสไบทีเรียน และชาวเพียวริเทินต้องการให้มี จึงสรุปได้ในที่สุดว่าชาวอังกฤษทุกคนต้องสังกัดในคริสตจักรอังกฤษ จึงเห็นได้ว่าฮูเคอร์เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนอำนาจของบัลลังก์กษัตริย์โดยตรง

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018