justin

Justin the Martyr, Saint Flavius เจอสทีน มรณสักขี

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เจอสทีน (Saint Flavius Justin the Martyr 100? -164?) มีสมญานามว่า “มรณสักขี” (The Martyr) เพราะยอมถวายชีวิตเพื่อยืนยันศรัทธาต่อคริสตศาสนา เกิดในตระกูลขุนนางโรมันมีการศึกษาดี นับเป็นนักเขียนคนแรกของคริสตศาสนาที่รู้ปรัชญากรีกอย่างจริงจัง เพราะก่อนจะรับนับถือคริสตศาสนา ได้สนใจค้นคว้าหาความจริงจากสำนักปรัชญาต่างๆ ที่มีชื่อในกรุงโรมขณะนั้น โดนยมั่นใจว่าคริสตศาสนาเท่านั้นให้ความจริงและความสุขแท้ ก็มีปัญหาว่าจะใช้ปรัชญากรีกชี้แจงทรรศนะของตนแก่นักปรัชญาอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับตนในเรื่องนี้ได้อย่างไร

มนุษย์ คิดเหมือนเพลโทว์ว่า จุดหมายของมนุษย์คือรู้ความจริง แต่เสริมด้วยคำสอนของคริสตศาสนาว่าความจริงสูงสุดคือพระเป็นเจ้า การรู้ความจริงด้วยวิธีที่เพลโทว์เสนอไว้นั้นเป็นความรู้นามธรรม ไม่ชัดเจน ไม่ให้ความมั่นใจแก่ผู้รู้ มนุษย์จึงต้องวิวรณ์จากพระเป็นเจ้าเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว คริสตศาสนาสอนพระเป็นเจ้าอย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และให้ความมั่นใจแก่ผู้รู้ การประนีประนอมความรู้จาก 2 ทางนี้เข้าด้วยกันจะช่วยให้ได้ความรู้สมบูรณ์ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของความสุขอันแท้จริงสำหรับมนุษย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว มนุษย์มีปัญญา (intellect) สำหรับเข้าใจทางที่พึงปฏิบัติ และมีเจตจำนงเสรี (free will) สำหรับตัดสินใจเลือกจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ถ้าตัดสินใจปฏิบัติตามทางที่ปัญญาเห็นควรก็เรียกทำความดี อุปสรรคแห่งการประพฤติดีคือปีศาจ ซึ่งชักชวนให้เลือกเอาประโยชน์เฉพาะหน้าแทนที่จะมุ่งหน้าสู่เป้าหมายสุดท้ายของชีวิตมนุษย์

เจอสทีนถือเหมือนเซนต์จอห์นว่า ร่างกายไม่ใช่สิ่งเลวในตัว ร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือของวิญญาณ ความดีหรือความเลวอยู่ที่การตัดสินใจของวิญญาณ ผู้ที่ตัดสินใจเลือกพระเป็นเจ้าจะมีชีวิตพระเป็นเจ้าได้ตลอดนิรันดร ผู้ไม่ยอมเลือกพระเป็นเจ้าหมายความว่าสมัครใจรับโทษนรก พระเป็นเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะให้ใครขึ้นสวรรค์หรือตกนรก ใครทำดี พระเป็นเจ้าทรงกำหนดจำนวนของผู้ขึ้นสวรรค์ไว้แล้ว ถ้าได้จำนวนเพียงพอเมื่อใดก็จะสิ้นโลก

ศีลธรรม บัญญัติของศาสนายูดาห์เป็นกฎชั่วคราวสำหรับชาวยิวเท่านั้น เมื่อพระคิรสต์มาสอนและประทานบัญญัติถาวรให้แล้ว บัญญัติของศาสนายูดาห์ก็ล้าสมัย พระคิรสต์มิได้ลบล้างบัญญัติเก่าทั้งหมด ทรงแก้ไขแต่เพียงบทเฉพาะกาล ที่เป็นกฎนิรันดรอยู่แล้วก็ทรงรักษาไว้ตามเดิม บัญญัติของพระคริสต์จึงเป็นบัญญัติสากลเป็นกฎนิรันดร ผูกมัดทุกคน

ก่อนโมเสสประกาศบัญญัติ ผู้ใดประพฤติตรดีตามมโนธรรมของตนจะได้ความรอดทุกคน ครั้นเมื่อโมเสสประกาศบัญญัติในนามของพระเป็นเจ้าสำหรับชาวยิวแล้ว ชาวยิวต้องประพฤติตามบัญญัติของโมเสสจึงจะได้ความรอด คนอื่นๆ มีสิทธิเดินตามมโนธรรมของตนเองต่อไป เพราะบัญญัติของโมเสสมิได้ผูกมัดชนชาติอื่นๆ แต่ถ้าใครไม่ใช่ยิวอยากจะปฏิบัติตามบัญยัติของโมเสส ก็ย่อมมีสิทธิจะทำได้ด้วย ครั้นพระคริสต์รับเอากายมาไถ่บาปมนุษย์แล้ว ทรงประกาศบัญญัติใหม่สำหรับทุกคนเนื่องจากทรงประกาศเป็นบัญญัติสากลจึงผูกมัดทุกคนในทุกชาติทุกภาษา แสดงว่าเจอสทีนอกจากจะรอบรู้ปรัชญากรีกแล้วยังรู้กฎหมายโรมันด้วย

พระคริสต์เป็นพระวจนะรับเอากาย (Logos Incarnate) พระวจนะคือเหตุผลของพระเป็นเจ้า พระครนิสต์จึงทรงเป็นครูของทุกคนและทรงเป็นบ่เกิดของความจริงทุกอย่าง ใครที่ใช้เหตุผลย่อมเป็นชาวคริสต์อยู่แล้ว เจอสทีนยกตัวอย่างซาเครอทิสแลบะเฮเราคลายเทิสว่าเป็นชาวคริสต์ก่อนรพระคริสต์ประสูติเสียอีก เพราะเป็นผู้เข้าถึงพระวจนะและจูงคนถึงความจริงด้วยอานุภาพแห่งพระวจนะ ซาเครอาทิสถูกฆ่าด้วยเหตุผลเดียวกับพระคริสต์ จึงนับว่ามีชีวิตของพระคริสต์เต็มตัวจนถึงวาระสุดท้าย เป็นตัวอย่างของคริสตชนได้เกือบเหมือนพระคริสต์ทีเดียว

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018