kant01

Kant on conscience มโนธรรมของคานท์

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

หลักตัดสินดี – ชั่วที่ได้มาจากการสังเกตผล คือ กิจการใดเกิดผลดีต้องนับว่าดี กิจการใดเกิดผลร้ายก็นับว่าชั่ว เช่นนี้ คานท์ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะจะไม่มีลักษณะเด็ดขาด (categorical) ทั้งยังเป็นอัตวิสัยด้วย เพราะผลที่ได้มาอย่างเดียวกันบางคนก็ชอบ บางคนก็ไม่ชอบ ผลที่สุดก็จะกลายเป็นจริยธรรมแบบซาฟเฝิสท์ไป หลักจริยธรรมแท้ต้องมีอำนาจสั่งเด็ดขาดโดยไม่เพ่งเล็งถึงความพอใจของใครทั้งสิ้น ดังนั้นกิจการใดที่ทำเพราะหวังผลประโยชน์ไม่ว่าในทำนองใด จะเป็นความสุข ความพึงพอใจส่วนตัว ชื่อเสียงหรือบำเน็จรางวัลในโลกหน้า ฯลฯ หรือเพราะกลัวถูกลงโทษ จะเป็นคุกตารางหรือนรกโลกันต์ในโลกหน้า แม้แต่กระทำไปเพื่อเป็นที่พอพระทัยของพระเป็นเจ้า ดังที่นักบุญในคริสตศาสนาชอบอ้างกัน ซึ่งที่แท้ก็เป็นการหวังบำเน็จหรือเลี่ยงโทษในโลกหน้านั่นเอง คานท์บอกว่า แรงกระตุ้น (Motive) เหล่านี้ไม่ทำให้เป็นจริยธรรม และการกระทำที่เกิดจากแรงกระตุ้นเช่นนี้ไม่ใช่ กิจกรรมศีลธรรม (moral act) ไม่นับเป็นกิจกรรมดี เพราะไม่ได้ทำด้วยความรู้สึกในหน้าที่ แต่ทำโดยหวังผลตอบแทน จะว่าเป็นกิจกรรมชั่วก็ไม่เชิง เพราะไม่มีความสำนึกผิดต่อหน้าที่ ถ้าเข้าใจว่าผิดต่อหน้าที่แล้วยังขืนกระทำไปจึงนับว่าเป็นความประพฤติชั่ว

การกระทำที่ไม่ใช่กิจกรรมศีลธรรมก็คือ การกระทำที่ไม่ตกอยู่ในข่ายการตัดสินของความดี-ชั่ว เป็นกิจกรรมอุเบกขากลาง ๆ (indifferent act) คือขาดเหตุที่จะทำให้เป็นศีลธรรม (Moral motive) นั่นเอง“To have moral worth, an act must be done from a sense of duty alone” (เพื่อให้มีคุณค่าทางศีลธรรม ต้องทำกิจการด้วยความรู้สึกในหน้าที่เท่านั้น)

ปัญหามีอยู่ว่า คำสั่งที่ได้รับจากพระเจ้า เช่น ที่รับรู้จากคัมภีร์ จะเป็นหลักศีลธรรมตัดสินดี-ชั่ว ได้หรือไม่ หมายความว่า เราจะถือว่าอะไรดี-ชั่ว โดยยึดเอาคำสั่งของพระเจ้าเป็นเกณฑ์โดยไม่หวังขึ้นสวรรค์หรือหลีกเลี่ยงนรก แต่ตั้งใจจะทำดีเพราะถือเอาคำสั่งของพระเจ้าเป็นหน้าที่ ตามที่แสดงไว้ในคัมภีร์เป็นมาตรฐานจะได้ไหม

คานท์เห็นว่าวิธีนี้ย่อมต้องยอมรับเชื่อพระเจ้าเป็นหลักค้ำประกันเสียก่อน จึงมีหลักศีลธรรมได้ กล่าวคือหลักศีลธรรมขึ้นต่อความเชื่อถือในพระเจ้า แต่คานท์พิจารณาแล้วเห็นว่าหลักศีลธรรมมีก่อนการยอมรับเรื่องพระเจ้า หาได้ขึ้นต่อความเชื่อในพระเจ้าไม่ คนที่ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าก็ยังต้องจำนนต่อหลักศีลธรรม มีคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่ไม่มีใครปฏิเสธด้วยจริงใจเรื่อง “ต้องทำดีหนีชั่ว” คานท์จึงเห็นว่าหลักศีลธรรมมีมาก่อนความเชื่อเรื่องพระเจ้าหรือเชื่อข้อธรรมใด ๆ ทั้งสิ้นและปักหลักแน่นแฟ้นในธรรมชาติของความรู้มากกว่าเรื่องพระเจ้าเสียอีก ยิ่งกว่านั้น คานท์บอกว่าแม้ความเชื่อเรื่องพระเจ้าก็ต้องอาศัยหลักศีลธรรมเป็นพื้นฐาน การที่มีคนยอมรับว่ามีพระเจ้าและยอมปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์นั้น ก็เพราะเข้าใจว่าเป็นหน้าที่ ทำไปด้วยความรู้สึกในหน้าที่ จึงเห็นว่าความรู้สึกในหน้าที่เป็นบ่อเกิดให้มีความเชื่อเรื่องพระเจ้า ไม่ใช่ความเชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นบ่อเกิดให้มีความรู้สึกในหน้าที่

ยังมีอีกคำถามหนึ่งว่า ในทางปฏิบัติ ในเหตุการณ์เฉพาะหน้าเรารู้อยู่ว่าเราต้องปฏิบัติตามความรู้สึกในหน้าที่ แต่ในเหตุการณ์บางอย่างเราตัดสินใจไม่ถูกว่า ต้องเลือกปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกหน้าที่ เช่น เราเห็นคนหิวจะตาย เราไม่มีเงินจะช่วย มีแม่ค้าขายอาหารอยู่เจ้าเดียว เรารู้ว่าขอแกก็คงไม่ยอมให้ฟรี เราควรขโมยเพื่อช่วยคนหิวหรือไม่ หรือจะปล่อยให้แกหิวไปจนตาย
ในกรณีที่หน้าที่ขัดแย้งกันก็ดี หรือความเข้าใจเรื่องหน้าที่คลุมเคลือไม่แจ่มแจ้งก็ดี คานท์วางกฎไว้ว่า ให้ลองคิดดูเองว่าในกรณีเช่นนี้ คนส่วนมากเขาคิดว่าควรปฏิบัติอย่างไร แล้วเราก็ปฏิบัติไปตามนั้น เพราะถ้าคนส่วนมากมีความเห็นตรงกัน ก็เชื่อได้ว่าการปฏิบัตินั้นจะถูกต้อง “So act that the principle of your action might become a universal law” (จงกระทำโดยนัยที่ว่าหลักการของการกระทำของท่านนั้น อาจจะใช้เป็นกฎสากลได้)

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018