Kierkegaard on myth คีร์เคกอร์ดกับเรื่องปรัมปรา

ผู้แต่ง : กันต์สินีสมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คีร์เคกอร์ดมีความเห็นว่า ปรัมปรา มีส่วนเกี่ยวข้องกับอัตถิภาวะอย่างใกล้ชิด วิชาปรัมปราวิทยา (mythology) มักจะกล่าวถึงปรัมปราของคนโบราณเท่านั้น คีร์เคกอร์ดคิดว่ามนุษย์ทุกยุคทุกสมัยทุกสถานที่และทุกคนมีปรัมปราของตน ปรัมปราอาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าไปตามยุคตามสมัยตามสถานที่และตามอัตถิภาวะของแต่ละบุคคล แต่ทว่าทุกอัตถิภาวะมีปรัมปราที่ถูกใจของตน จึงอาจกล่าวได้ว่า ปรัมปรากับอัตถิภาวะเป็นสิ่งควบคู่กันอย่างแยกกันไม่ออก เพียงแต่ว่าปรัมปราอาจจะมีได้ต่างๆ ตามอัตถิภาวะของแต่ละบุคคลเท่านั้น

มีหลักฐานว่า คีร์เคกอร์ดมีปัญหาเรื่องปรัมปรา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1839 ดังที่บันทึกไว้ว่า มโนภาพเรื่องปรัมปราและปรัมปราวิทยาเกี่ยวข้องกัน ทุกยุคมีปรัมปราเฉพาะยุค ปรัมปราต่างกับร้อยกรอง ปรัมปราเป็นประโยคเงื่อนไขในรูปประโยคบอกเล่า

ต่อมาไม่นานในปีเดียวกันนั้นเอง คีร์เคกอร์ดก็ได้กำหนดมโนภาพของปรัมปราไว้ว่า ปรัมปราเป็นการย่อส่วนมโนภาพนิรันดรลงเป็นเวลาและอวกาศ เป็นเวลาดังตัวอย่างเช่น มีลัทธที่ซึ่งสอนว่าอาณาจักรแห่งสวรรค์เริ่มต้นในเวลา เป็นอวกาศดังตัวอยางเช่น มโนคติที่ถูกรวบยอดลงเป็นบุคคลมีขอบเขต ในทำนองเดียวกันกับที่ข้อความร้อยกรองเป็นข้อความแสดงความสงสัย โดยไม่เรียกร้องอะไรมากกว่านั้น ปรัมปราก็เหมือนกันเป็นข้อความเงื่อนไขในสำนวนบอกเล่า และมีความหมายกลางๆ ระหว่างความขัดแย้งทั้งสอง ทั้งนี้ก็เพราะว่า อุดมการณ์เมื่อเสียน้ำหนักไปบ้าง ก็จะรวบยอดลงในรูปแบบโลกิยะ

1. ปรัมปรามีการบิดเบียนความเป็นจริง เพราะจะต้องแสดงความหมายไร้ขอบเขตและนิรันดร ด้วยคำพูดที่มีขอบเขตและมีกำหนดเวลา คำพูดดังกล่าวเหมาะสมสำหรับแสดงความหมายตามธรรมชาติในโลกนี้ แต่ทว่ามนุษย์เรามีความเข้าใจเรื่องเหนือธรรมชาติและมีความต้องการแสดงออกด้วยคำพูด การบิดเบือนความหมายจึงสิ่งจำเป็นในปรัมปรา

2. ปรัมปรายืนยันว่า สิ่งนิรันดรและไร้ขอบเขตมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งมีเวลาและมีขอบเขตได้ นั่นคือ สิ่งนิรันดรอาจปรากฎให้เห็นในเวลา และสิ่งมีขอบเขตอาจจะเป็นตัวแทนของสิ่งไร้ขอบเขต หรือเป็นการอวตารของสิ่งไร้ขอบเขตได้ การยืนยันเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าอยู่ในตัวว่า ปรัมปรามีอยู่ในทุกยุคทุกสมัยและทุกสถานที่

3. ปรัมปราผิดกับร้อยกรองตรงที่ว่า ผู้แต่งร้อยกรองแสดงเงื่อนไขโดยไม่จำเป็นจะต้องยืนยันว่ามีจริง และอาจจะไม่รับรองด้วยว่าเป็นไปได้ แต่ทว่าผู้แต่งปรัมปราเชี่อมั่นว่าเป็นจริง ผู้ใดมีศรัทธาก็เชื่อมั่นว่าเป็นจริงเหมือนข้อเท็จจริงอื่นๆ แต่สำหรับผู้ไม่มีศรัทธาปรัมปราเป็นเพียงนิยาย ดังนั้น ความเป็นจริงของปรัมปราจึงอยู่ระหว่างข้อเท็จจริงกับเงื่อนไข คือ ผู้มีศรัทธายืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริง ส่วนผู้ที่ไม่มีศรัทธากล่าวหาว่า เป็นจริงโดยมีศรัทธาเป็นเงื่อนไข

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018