Kierkegaard

Kierkegaard, Sören Aabye เซอเรนคีร์เดกอร์ด

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คีร์เดกอร์ด (Sören Aabye Kierkegaard  1813-55) เกิดในครอบครัวที่มีบรรยากาศหงุดหงิด เคร่งศาสนาคริสต์นิกายลูเทธร์แรน (Lutheran) เป็นคนสุดท้อง มีพี่สาว 3 คนและพี่ชาย 3 คน กำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเยาว์ พี่ๆก็ทยอยกันตายไปเรื่อยๆ ขณะที่เข้ามหาวิทยาลัยมีอายุ 17 ปีนั้น ในบ้านเหลือแต่บิดาและพี่ชายหัวปีอีกคนหนึ่ง ซึ่งครุ่นคิดแต่เรื่องศาสนาจนประสาทผิดปกติมากกว่าบิดาเสียอีก

คีร์เคกอร์ดเองก็เป็นคนขี้โรค หลังค่อมและอารมณ์อ่อนไหว บรรยากาศเศร้าหมองภายในครอบครัวมีอิทธิพลต่อจิตใจของท่านมาก เนื่องจากเป็นคนชอบขบคิดปัญหา จึงหาทางออกโดยปลีกตัวไปอยู่เป็นนิสิตประจำที่มหาวิทยาลัยเสีย อายุ 18 ปี ขณะไปทัศนาจรที่เมืองเรอดัมส์ (Rödams) ในจังหวัดเฟรเดริคส์เบิร์ก (Frederiksberg) ได้พบกับหญิงวัยรุ่นอายุ 14 ปี คนหนึ่ง ชื่อ เรยีน อ็อลเซ็น (Regine Olsen) เกิดหลังรักอย่างจับใจ

อายุ 25 ปี บิดาถึงแก่กรรมได้รับมรดกกินจนตาย อายุ 27 ปี ได้รับปริญญาทางศาสนศาสตร์ แต่งงานกับเรยีนแล้วเข้ารับการอบรมเป็นศาสนาจารย์ ปีต่อมาหย่ากับเรยีนโดยอ้างว่าไม่ได้รักจริง ที่แต่งงานด้วยก็เพราะต้องการชนะเกมรักเท่านั้น ถูกเพื่อนฝูงตำหนิมากจนต้องหลบหน้าไปอยู่ที่เบอร์ลินชั่วคราว ถือโอกาสเข้าฟังเชลลิ่งบรรยายปรัชญาของเฮเกล กลับบ้านเขียนหนังสือกว่า 20 เรื่อง เพื่อเสนอความคิดของตนเองเกี่ยวกับปรัชญาและชีวิต ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้เพียง 42 ปี
คีร์เคกอร์ดใช้ชีวิตเพื่อผลิตความคิดโดยแท้ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ท่านต้องนำมาคิดตรึกตรองแล้วตรึกตรองอีก จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่พอใจ ความคิดทุกข้อจะต้องเป็นความเชื่อมั่นของตนเอง ไม่ยอมถ่ายทอดจากผู้อื่นโดยมิได้ไตร่ตรองจนรู้สึกว่าเป็นความคิดเชี่อมั่นของตนเอง การครุ่นคิดมากเกินไปทำให้เป็นคนอมทุกข์ การเห็นอะไรล้ำยุคอยู่เสมอทำให้เป็นคนไร้ปัจจุบัน และการเห็นอะไรเกินความคิดของคนร่วมสมัยทำให้เป็นคนไร้เพื่อน

โวหารของคีร์เคกอร์ดเป็นแบบวิภาษวิธี แสดงกระบวนการความคิดแบบเดียวกับเฮเกล ซึ่งคีร์เคกอร์ดเองต้องการโจมตีเนื้อหาปรัชญาอยู่ วิธีการนี้แทนที่จะใช้กับเนื้อหาปรัชญาลอยๆ อย่างเฮเกล คีร์เคกอร์ดนำเอามาใช้กับชีวิตจริง คือใช้กับอัตถิภาวะของตนเอง

สภาพจิตใจของคีร์กอร์ดนอกจากจะรู้สึกเปลี่ยวใจแล้วยังมีปมวีรสักขี (martyr complex) อีกด้วย ท่านรู้สึกว่าวัยเด็กของท่านมีแต่จะต้องเสียสละอยู่เสมอ อยากสละความสุขชีวิตครอบครัวเพื่อภารกิจที่สูงกว่า เมื่อวิจารณ์ศาสนาท่านรู้สึกอยากจะถูกจับและถูกประหารชีวิต รูปพระเยซูตรึงบนกางเขนเตือนใจท่านเสมอว่า ความรักแท้จะต้องถูกเข้าใจผิดและนำความเดือดร้อนมาให้

คีร์เคกอร์ดรักสตรีสาวชื่อ เรยีน แต่งงานกันแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่สมกับเธอ จึงคิดเสียสละหย่ากับเธอ เพราะสำนึกได้ว่าตัวเองเคยปล่อยตัวเหลวแหลกมาพักหนึ่งก่อนรักเธอ และอีกประการหนึ่งท่านยังเชื่ออยู่ว่าครอบครัวของท่านเป็นครอบครัวที่ถูกพระเจ้าลงโทษ จะบอกกับเธอตรงๆ ก็กลัวจะเป็นการทำลายจิตใจ จึงแกล้งอ้างว่าไม่ได้รักเธอจริง เพียงแต่คิดจะเอาเป็นของเล่น อ้างเช่นนี้โดยหวังให้เธอโกรธแล้วเธอจะได้ยอมหย่าขาด ครั้นแล้วท่านก็ตกอยู่ในทางสองแพร่ง จะเลือกปล่อยตัวในความเหลวแหลกหรือจะปั้นจิตใจให้สูงขึ้น ครั้นตกลงใจหย่าแล้วก็คิดว่าตนได้กระโดดสูงขึ้นในอุดมการณ์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจเลือกทางที่สูงขึ้น ต่อจากนั้นมาคีร์เคกอร์ดจะตัดสินใจกระโดดสูงขึ้นเรื่อยๆ ไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018