Leibniz on assumptions ปฐมบทของไลบ์นิซ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เนื่องจากไลบ์นิซมีความคิดแบบเหตุผลนิยมจึงต้องคิดถึงปฐมบท (assumption) ซึ่งไลบ์นิซรวบรวมไว้ 9 ข้อดังนี้

1 Principle of Identity (หลักการเอกลักษณ์หรือความเป็นตัวของตัวเอง) แถลงว่า A is A and cannot be non-A ( A ต้องเป็น A จะเป็นอะไรอื่นนอกจากตัวเองไม่ได้) เช่น นายดำต้องเป็นนายดำ จะเป็นนายแดง นายขาวไปไม่ได้

2 Principle of Non-contradiction (หลักการไม่ขัดแย้ง) ไลบ์นิซเชื่อว่าอยู่ในประเภทเดียวกันกับหลักการแรก เพียงแต่แถลงอีกแบบหนึ่ง คือ A cannot be B and Non-B at the same time ( A จะเป็น B และไม่เป็น B ในเวลาเดียวกันไม่ได้) เช่น ดำเป็นคน และไม่เป็นคนในขณะเดียวกันไม่ได้

หลักการทั้งสองใช้กับ ความจริงจำเป็น (necessary truths) คือประโยคที่ภาคประธานแฝงอยู่ในภาคแสดงแล้ว เช่น นายดำเป็นคน ความหมายของคำว่า “นายดำ” แฝงอยู่ในความหมายของคำว่า “คน” แล้ว

3 Principle of the Best(หลักการว่าด้วยสิ่งดีที่สุด) ใช้กับความจริงบังเอิญ(contingent truths) คือความจริงซึ่งภาคประธานไม่แฝงอยู่ในภาคแสดงจึงอาจจะเป็นอย่างอื่นได้ เช่น นายดำเป็นคนไทย เป็นเรื่องบังเอิญ ไม่มีความจำเป็นอะไรบังคับให้นายดำจะเกิดเป็นคนชาติอื่นไม่ได้ แต่ในกรณีที่เห็นนี้ นายดำเกิดมาเป็นคนไทย

สำหรับความจริงที่ได้จากเหตุการณ์บังเอิญเช่นนี้ไลบ์นิซให้สมมุติว่า พระเจ้าจะต้องทรงเพ่งเล็งแล้วว่าดีที่สุดจึงให้เกิดขึ้น “โลกของเรานี้จึงเป็นโลกที่ดีที่สุดในบรรดาโลกที่เป็นไปได้ทั้งหลาย”(This is the best of all the possible worlds) เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นต้องถือว่าดีที่สุดเสมอในส่วนรวมของทั้งหมด

4 Principle of Sufficient Reason (หลักการว่าด้วยเหตุผลเพียงพอ) แถลงว่าอะไรจะมีขึ้น หรือเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้น ก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอ เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่มีขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็เพราะไม่มีเหตุผลเพียงพอให้มันมีหรือเกิดขึ้น จึงหมายความว่าปฏิเสธเหตุการณ์บังเอิญทุกอย่างอะตอม 2 ตัวจะเหมือนกัน 100% ไม่ได้เพราะนั่นเป็นเรื่องบังเอิญ ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องเหมือนกัน โลกต้องไม่มีการเริ่มต้น เพราะไม่มีเหตุผลอะไรมากำหนดว่าต้องเริ่มวันนั้นวันนี้มากกว่าวันอื่น ของสองสิ่งอาจจะเหมือนกันก็ได้แต่พระเจ้าจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะคล้าย ๆ กับผูกมัดพระองค์ให้ต้องปฏิบัติเหมือนกันใน 2 สิ่ง ซึ่งไม่มีเหตุผลเพียงพอ

5 Metaphysically necessary principles(หลักการจำเป็นทางอภิปรัชญา) คือหลักการที่จำเป็นในธรรมชาติ มิฉะนั้นจะเกิดความขัดแย้งในธรรมชาติทีเดียว หลักการประเภทนี้นอกจากที่กล่าวในหลักการอื่น ๆ แล้วยังมีดังต่อไปนี้

1) Everything possible demands to exist, and will exist unless hindered (ทุกสิ่งที่เป็นไปได้เรียกร้องให้ต้องมีอยู่ ต้องมีอยู่ด้วยความจำเป็น และถ้าไม่มีอะไรขัดขวางแล้วจะต้องมีอยู่จริง ๆ ) เพราะถ้ามันไม่เรียกร้องเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะสร้างมันขึ้น (เทียบข้อ 4 เหตุการณ์ทุกเหตุการณ์เป็นเหตุการณ์จำเป็น
2) Activity is essential to substance (กิจกรรมเป็นสารัตถะของสาระ) คือเป็นสาระแล้วต้องทำอะไรสักอย่างตลอดเวลา ถ้าเป็นสสารก็ต้อง ต่อต้านสิ่งอื่นทุกสิ่งมิให้ล่วงล้ำเข้าแดนที่มันกินที่อยู่ แม้สาระที่อยู่นิ่งก็ทำการดังกล่าว ถ้าเป็นสาระจิตก็ต้องคิด เป็นต้น
3) A thing remains in its own state unless there is reason for change (สิ่งของสิ่งหนึ่งจะคงอยู่ในสภาพของมัน เว้นแต่จะมีเหตุมาเปลี่ยนมัน)

6 Principle of order(หลักการของระเบียบ) แถลงว่าการกระทำทุกอย่างมีปฏิกิริยาสนอง เรียกว่าหลักการแห่งการต่อเนื่อง (principle of continuity) และผลที่เกิดขึ้นจะต้องเท่ากับสาเหตุ เรียกได้อีกอย่างว่า หลักการแห่งสาเหตุและผล (principle of cause and effect)

7 Principle of Maximum Variety(หลักการความแตกต่างมากที่สุด) ในธรรมชาติมีความแตกต่างมากที่สุด) ไม่มีอะไรในสองอย่างที่เหมือนกันจริง ๆ แหละหลักการนี้ให้ความงามแก่ธรรมชาติ “Per variar, la natura è bella” (ธรรมชาติสวยงามก็อยู่ที่มีอะไรแตกต่างกันนี่เอง)

8 Principle of Maximum Determination (หลักการแห่งการกำหนดตายตัวอย่างที่สุด) แถลงว่า ธรรมชาติไม่หาทางสั้นที่สุดเสมอไป แต่มีวิถีที่ตายตัวที่สุด (Nature does not always seek the shortest paths, but always acts in the most determinate way)

9 Principle of Finality (หลักการแห่งเป้าหมาย) แถลงว่าตัวการกระทำ (efficient cause) ย่อมกระทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยมีเป้าหมาย (final cause) ถ้าไม่มีเป้าหมายย่อมจะไม่ทำอะไร

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018