Leibniz on ethics ไลบ์นิซว่าด้วยจริยศาสตร์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ไลบ์นิซมีความรู้ทุกอย่างในสมัยนั้น เป็นนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ นักการทูต บิดาเป็นศาสตราจารย์ มารดาเป็นธิดาของศาสตราจารย์ ชอบวิธีการทูต คำสอนจึงไม่สู้แจ่มแจ้งอย่างที่ตั้งใจ เพราะต้องการประนีประนอมเอาใจทุกฝ่าย บางครั้งจึงตั้งใจพูดให้คลุมเคลือเพื่อเอาใจทุกฝ่าย จริยศาสตร์ของไลบ์นิซจึงมีลักษณะประนีประนอมเป็นฐาน เช่นกล่าวว่าเอกภพเป็นระบบของศูนย์กลางกัมมันต์จำนวนมาก (the universe is the system of active centers) คือ รวมสสารกับพลัง จิต กับกาย เป็นต้น

โมนาดมีความสมบูรณ์เป็นขั้น ๆ จากต่ำสุด (dull matter) ถึงสูงสุด (self-conocious mind) ขั้นที่เหลื่อมล้ำกันแต่ละขั้นละเอียดมากจนเกือบจะต่อเนื่อง (continuity of graduation) นั่นคือมีทั้งขั้นและการต่อเนื่อง โมนาดติดกันจนไม่มีช่องว่าง (There are no gaps and there can be no bridges) แต่ทว่าแต่ละหน่วยก็เป็นตัวของตัวเอง

ถ้าโมนาดเป็นเอกเทศแต่ละโมนาดก็ย่อมเป็นอิสระ ความสัมพันธ์ประสานงานเป็นระบบเครือข่าย (cosmos) จะมีได้อย่างไร ไลบ์นิซตอบว่าเนื่องจากพระเจ้าสร้างมา พระองค์ก็ย่อมจะทรงให้มีความกลมกลืนระหว่างโมนาดเหมือนนาฬิกาสองเรือน หรือดีกว่านั้นเหมือนเครื่องดนตรีหลายชนิด ต่างฝ่ายต่างเล่นของตน เสียงประสานกันได้ไพเราะ

โมนาดมนุษย์มีคุณภาพสูงสุดในบรรดาสิ่งสร้าง มนุษย์คนเดียวมีค่าเท่ากับทั้งโลกรวมกัน (A single spirit is worth a whole world) เนื่องจากมนุษย์มีความสำนึกตน (self-consciousness) จึงมีความรับผิดชอบ นั่นคือมีหน้าที่ทางศีลธรรม (moral order) และกำหนดคุณค่าศีลธรรมให้กับตัวเองได้ (self-determined)

ความดีคือการเลือกทำตามความกลมกลืนที่รู้ และมีหน้าที่ต้องรู้ คุณธรรมคือความรู้ (Virtue is knowledge) เป็นสัจธรรม เมื่อทำตามเกณฑ์นี้ก็เกิด การพัฒนาตน (self-realization)

มนุษย์โดยความโน้มเอียงตามธรรมชาติย่อมแสวงหาความดีให้ตนเองก่อน “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” เป็นกฎธรรมชาติข้อแรก (Self-preservation is the first law of nature) การรักตัวเองเป็นพลังกระตุ้นให้ทำความดี ถ้าเช่นนั้นการทำตามความโน้มเอียงธรรมชาติดีเสมอไปหรือไม่ ไลบ์นิซตอบว่า เพราะธรรมชาติชอบเดินทางตรง แต่ทางตรงไม่ใช่ทางดีเสมอไป จึงต้องใช้ปัญญาคิดเพื่อหากลยุทธ์แห่งความบริบูรณ์ (strategy of perfection)

ความบริบูรณ์ของคนเราก็คือ ต้องทำตัวของเราให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความรู้แท้จริงของเรา อันได้แก่ ระบบเครือข่ายที่เหมาะเจาะกับทุกสิ่ง ซึ่งปรัชญาเรียกว่าพระเจ้า แอแนกแซเกอเริส(Anaxagoras) ว่า Nous(ปัญญา) ซาเครอทิส ว่า Demon(วิญญาณ) เพลโทว์ว่า Idea of the Good (มโนคติดี) แต่ไลบ์นิซเสริมว่า ได้แก่ ความก้าวหน้ามิรู้หยุดหย่อนสู่ความพอใจใหม่และความบริบูรณ์ใหม่ (a perpetual progress to new pleasures and new perfections) มิฉะนั้นจะไม่มีความสุขสมบูรณ์แบบ และที่จะมีความก้าวหน้าเสมอก็จะต้องมีความร่วมมือกับผู้อื่น (cooperation with others) ให้จงได้ ความร่วมมือนี้จะนำไปสู่สังคมในอุดมคติ ความสมานฉันท์(solidarity) อารยธรรมสูงขึ้น(higher civilization) ในปัจจุบันเราเรียกว่าสังคมอารยะ(civil society)

ในเมื่อโลกนี้เป็นโลกที่ดีที่สุดแล้ว ทำไมจึงมีความบกพร่องและความชั่วร้าย(evil) ให้เห็นอยู่เล่า ไลบ์นิซตอบว่าเป็นความจำเป็นของการเป็นโลกที่ดีที่สุด ซึ่งจะต้องมีความลดหลั่น พวกที่อยู่ปลาย ๆ แถวย่อมมีความสมบูรณ์น้อยลงตามลำดับ ความเลวและความบกพร่องจึงได้แก่การขาดความสมบูรณ์ที่อยากจะมี จึงรู้สึกว่าขาดแต่ความจริงไม่ขาด เพราะมันเป็นความสมบูรณ์ของระบบที่ต้องมีระดับต่ำเมื่อเทียบกับระดับสูง เรียกว่า ความเลวทางอภิปรัชญา (metaphysical evil) ไม่ใช่ความเลวทางศีลธรรม (moral evil) ไม่ใช่ความเลวจริง ๆ อันที่จริงนั้นเป็นสิ่งดีในตัว (metaphysical evil is also a good thing) เพราะไม่มีอะไรที่มีอยู่เป็นสิ่งเลวในตัว

ไลบ์นิซจึงสรุปว่าวิญญาณมนุษย์ต้องเป็นอมรรไตย(immortal) เพราะโมนาดของมนุษย์ไม่เหมาะกับสภาพของโลกนี้ ไม่ใช่สภาพที่เหมาะของมนุษย์ ในระบบเครือข่ายนิรันดรมีที่ ๆ เหมาะกว่าโลกนี้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018