Locke on importance of ideas ลัคว่าด้วยความสำคัญของมโนคติ

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัญหาที่ลัคได้จากการสังสันทน์ระหว่างนักปรัชญาในฤดูหนาวปี 1670-71 ที่ว่า ปัญญาของเรามีสมรรถภาพแค่ไหน และ สามารถรู้อย่างไร ซึ่งก็ได้แก่ปัญหาญาณปรัชญานั่นเอง ท่านค้นคว้าอยู่ 20 ปี จึงพิมพ์ผลงานออกเผยแพร่ชื่อว่า Essay Concerning Human Understanding, 1690 (เรียงความเกี่ยวกับความเข้าใจของมนุษย์) พอจะสรุปได้สั้น ๆ ว่า ปัญญาไม่รู้โลกภายนอกโดยตรง แต่รู้ผลงานของปัญญาของตนเองซึ่งเรียกว่า มโนคติ และมโนคตินี้เป็นตัวแทนโลกภายนอกอีกทีหนึ่ง

ดังนั้นหน้าที่สำคัญของนักปรัชญาก็คือ ศึกษาค้นคว้ากำเนิดและธรรมชาติของมโนคติ เพื่อจะได้ตัดสินได้ว่ามโนคติใดแทน (represent) สิ่งของภายนอก มโนคติใดไม่แทนสิ่งของภายนอก เช่น สมมุติข้าพเจ้ามีมโนคติของมังกร ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเอามโนคติมังกรไปใช้ในข้อตัดสิน ข้าพเจ้าควรสืบสาวดูต้นกำเนิดของมโนคติมังกรเสียก่อนว่ามีมาอย่างไร ถ้าหากเกิดขึ้นจากประสบการณ์ เช่นข้าพเจ้าเห็นท่านอยู่ต่อหน้าต่อตา ข้าพเจ้ามีพื้นฐานมั่นคง ข้าพเจ้ามีสิทธิ์จะเอาไปใช้ในข้อตัดสินใดก็ได้ อย่างมั่นใจว่าข้อตัดสินนั้นจะตรงกับความเป็นจริง ถ้าหากตรงข้ามข้าพเจ้าสืบไม่ได้ว่ามโนคติมังกรได้มาจากประสบการณ์ มโนคตินั้นเป็นเพียงจินตนาการไม่ใช่มโนคติจริง ๆ ข้าพเจ้าไม่มีพื้นฐานค้ำประกันความจริง หากนำไปใช้ในข้อตัดสินใด ๆ ข้อตัดสินเหล่านั้นก็จะเป็นเพียงสมมุติฐาน (hypothesis) จนกว่าจะหาประสบการณ์มายืนยันจินตนาการที่ใช้นั้นให้กลายเป็นมโนคติเสียก่อน เพราะฉะนั้นโมนาดของไลบ์นิซและความรู้แจ่มแจ้งชัดเจนของเดการ์ตล้วนเป็นแต่เพียงจินตนาการและสมมุติฐานทั้งสิ้น

แม้ลัคไม่อ้างปรัชญาอัสสมาจารย์ตรง ๆ แต่เราก็เดาได้ว่า “the received opinion” (ความเห็นที่ยอมรับกัน) ต้องหมายถึงปรัชญาอัสสมาจารย์ เพราะในมหาวิทยาลัยที่ท่านเรียนและมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั่วไปในยุโรปสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นคาทอลิกหรือโปรเตสแตนต์ล้วนแต่สอนปรัชญาแนวอัสสมาจารย์ทั้งสิ้น ซึ่งพอจะสรุปตามความเข้าใจของลัค (ซึ่งค่อนไปในทางปรักปรำนิดหน่อย) ว่า 1) มโนคติแต่เกิดเป็นของได้รับโดยตรงมาจากพระเจ้า จึงต้องถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันจะแตะต้องมิได้ จะสงสัยหรือโต้แย้งไม่ได้ ต้องยอมรับโดยดีด้วยความเคารพต่อพระเจ้า 2) มโนคติแต่เกิดดังกล่าวนี้แหละที่ปรัชญาอัสสมาจารย์ถือว่าจำเป็นต้องใช้เป็นมูลบทสำหรับหาความจริงอื่น ๆ ต่อไปด้วยเหตุผล ความรู้ทั้งระบบจึงเกิดและวิวัฒน์อยู่ในปัญญาโดยตลอด

ลัคยกตัวอย่างนิวเทินพบความจริงต่าง ๆ มากมายซึ่งชาวอัสสมาจารย์ไม่รู้มาก่อน และที่นิวเทินพบความจริงออกมานั้นก็หาได้ใช้มูลบทของชาวอัสสมาจารย์ไม่ เช่น กฎว่า what is, is (อะไรเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น = Principle of Identity) It is impossible for the same thing to be and not to be (สิ่งเดียวกันจะเป็นและไม่เป็นสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกันไม่ได้ = Principle of Contradiction) The whole is bigger than a part (ส่วนรวมย่อมใหญ่กว่าส่วนแบ่ง = Principle of Totality) ลัคว่ากฎเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรนิวเทินเลย

ปรัชญาอัสสมาจารย์สร้างมโนคติแต่เกิดขึ้น เพื่อหนีการวิจารณ์ โดยอ้างว่าขืนแตะต้องจะทำให้ความรู้พังทลายลงทั้งระบบ แต่ลัคเห็นว่ามโนคติแต่เกิดนี่แหละเป็นตัวทำลายความรู้ที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้เพราะเชื่อมูลบทผิด ๆ ว่า มโนคติแต่เกิดไม่มีวันผิด “ทันทีที่เข้าใจก็หมดสงสัย”
อันที่จริงนั้น คนเราเกิดมาสมองว่างเปล่า มีนักปรัชญาอัสสมาจารย์บางคนเปรียบเทียบสมองของเราตั้งแต่เกิดมา เหมือนกับห้องเก็บสินค้า มีสินค้าเต็มแยกเก็บไว้เป็นประเภท ๆ เรียบร้อย ลัคบอกว่าขณะเกิดสมองของเราเป็นห้องเก็บสินค้าว่าง ๆ หรือเป็นกระดานเขียนสะอาด ๆ (blank tablet) ประสบการณ์จะค่อย ๆ เขียนมโนคติลงไปทีละน้อย ๆ

ลัคไม่ได้ออกชื่อเดการ์ตตรง ๆ แต่การโจมตีมโนคติแต่เกิดของปรัชญาอัสสมาจารย์ก็เป็นการโจมตีปรัชญาฝ่ายเหตุผลนิยมโดยตรงอยู่แล้ว

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018