Locke ,  truth of  ความจริงของลัค

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

จอห์น ลัค (John Locke 1632-1704) นักปรัชญาสังกัดลัทธิประสบการณ์นิยม (ดู empiricism) เห็นความยุ่งยากในการหามูลบทของชาวเหตุผลนิยมแบบมูลฐาน (ดู foundationalism) จึงหันเข้าหาประสบการณ์โดยแถลงว่า “All knowledge comes from experience” (ความรู้ทุกอย่างมาจากประสบการณ์) การค้ำประกันความจริงด้วยวิธีการนี้ได้ชื่อว่า ประสบการณ์นิยม (empiricism) ลัคถือว่าประสบการณ์ร่วมของมนุษย์เป็นมาตรการตัดสินความจริงได้ดีที่สุด อะไรได้จากประสบการณ์ร่วมก็น่าเชื่อได้ว่าจริง อะไรขัดกับประสบการณ์ร่วมก็ยังเชื่อไม่ได้ไม่จริง ประสบการณ์ร่วมของเราอาจใช้เป็นมูลบทช่วยแก้ปัญหาเรื่องมูลบทของการพิสูจน์แบบมูลฐานได้

ทั้งนี้มิใช่ว่าเราจะใช้เหตุผลหาความรู้ไม่ได้ แต่ความรู้เบื้องต้นหรือ ปฐมบท (assumption) นั้นเราต้องได้จากประสบการณ์ร่วมเท่านั้น จะใช้วิธีเห็นแจ่มแจ้งชัดเจน หรือเพ่งพินิจเอาเอง ย่อมมีปัญหาทั้งสิ้น เมื่อใช้ประสบการณ์ตั้งพื้นฐานความรู้แรกแล้วเราก็อาจใช้เหตุผลหาความจริงอื่นต่อไปได้อย่างที่ชาวเหตุผลนิยมต้องการ แต่เมื่อได้ผลสรุปออกมาแล้วก็ต้องทดสอบด้วยประสบการณ์อีก ถ้าตรงกันก็ยอมรับได้ ถ้าไม่ตรงกันต้องถือว่าข้อสรุปจากเหตุผลยังเชื่อถือไม่ได้ ต้องสำรวจดูว่าการดำเนินเหตุผลผิดพลาดที่ตรงไหนเพื่อจะแก้ไขหรือว่าผิดพลาดที่ประสบการณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง

มโนคติ (ideas) เกิดขึ้นได้อย่างไร หรืออีกนัยหนึ่งความเข้าใจสากลมีมาได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่เคยมีประสบการณ์สิ่งสากล (universal) เรามีประสบการณ์แต่เพียงสิ่งเฉพาะหน่วย (particular) เท่านั้น ลัคตอบว่า ก็ได้จากประสบการณ์นั่นเองแหละ เราไม่มีมโนคติแต่เกิด (innate ideas) ดังฝ่ายเหตุผลนิยมสอน เราเกิดมาสมองเปล่า “The mind is like a white paper” (ปัญญาเหมือนกระดาษขาว) จะเขียนหรือจะพิมพ์อะไรลงไปก็ได้ทั้งนั้น

แต่จิตมีประสาททั้ง 5 เป็นประตูรับประสบการณ์ ประสบการณ์แต่ละครั้งที่ประสาทรับเข้ามานั้นเราเรียกว่าผัสสะ (sensation) เมื่อมีผัสสะเดียวกันซ้ำ ๆ หลายครั้ง ประสาทก็ชินจนสามารถเดาได้ว่าสิ่งเร้าอย่างนี้ต้องมีผัสสะอย่างนี้เรื่อยไป เกิดเป็นมโนคติเชิงเดี่ยว (simple ideas) ขึ้น เมื่อมีมโนคติเชิงเดี่ยวหลายอันมาเทียบกัน เกิดการเปรียบเทียบเห็นความสัมพันธ์ระหว่างกัน เกิดมโนคติเชิงซ้อน (complex ideas) ความรู้ (knowledge) ของเราก็คือการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างมโนคติว่าเข้ากันได้ (agreement) หรือเข้ากันไม่ได้ (disagreement) เอื้อต่อการสร้างประโยคตรรกะ (ดู proposition) อันเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการพิสูตจน์เพื่อสร้างระบบความคิดแบบเครือข่ายของวจนศูนย์นิยม (ดู logocentrism) ของลัทธิเหตุผลนิยม (ดู rationalism) และนวยุคนิยม (ดู modernism) ทำให้มั่นใจว่า (faith) อันมีพยานหลักฐานว่ามาจากบุคคลเหนือธรรมชาติ ความรู้ของมนุษย์ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด เพราะยิ่งเราค้นคว้าก็จะยิ่งมีประสบการณ์มากขึ้น ขอบเขตของความรู้ก็ขยายกว้างออกไปเพียงนั้น เวลานี้ความรู้ของเรายังอยู่ไกลจากความสมบูรณ์ แต่ให้มีความหวังอยู่ว่ายิ่งมีอุตสาหะค้นคว้ามากขึ้นเราจะยิ่งฉลาดและรอบรู้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งก็เป็นจริงดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ลัคชี้ทางใหม่เกี่ยวกับทฤษฎีความรู้ของมนุษย์ ซึ่งนับว่ามีประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์มาก แต่ลัคไม่ได้กล่าวไว้ให้แจ้งชัดว่า มโนคติที่เป็นสากล จะเนื่องมาจากประสบการณ์ซึ่งเป็นหน่วยเฉพาะได้อย่างไร หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ จากหน่วยเฉพาะจะกระโดดข้ามไปสู่มโนคติสากลอย่างไร เดวิด ฮิวม์ (ดู Hume) จะอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี ลัควางหลักการไว้อย่างดี คือให้เริ่มจากประสบการณ์ร่วมเป็นปฐมบท ต่อจากนั้นพิสูจน์ตามวิธีมูลฐาน เหมาะสำหรับส่งเสริมลัทธิวจนศูนย์นิยมอย่างยิ่ง ซึ่งลัคทำโดยเขียนหนังสือชี้แจงในแง่มุมต่าง ๆ เป็นตัวอย่างให้พัฒนาเป็นขบวนการพุทธิปัญญา (enlightenment) ต่อไปซึ่งแบ่งออกเป็น 2 สาย คือสายส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เพื่อต่อต้านศาสนา กับสายทิ้งวิทยาศาสตร์ เพื่อทุ่มเทให้กับศาสนา ทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในระบบเครือข่ายของแต่ละฝ่าย คือวิทยาศาสตร์และศรัทธา จนเกิดการแตกแยกอย่างรุนแรงในยุโรปจนเกิดการแตกแยกนิกายศาสนาคริสต์ และเกิดกรณีกาลิเลโออันอื้อฉาว

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018