magic and philosophy ไสยศาสตร์กับปรัชญา

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

กระแสปัญญาที่ค้นคว้าคู่เคียงกับระบบเครือข่ายเรื่อยมาก็คือไสยศาสตร์ (magic) ซึ่งแบ่งหน้าที่กันเป็น 2 สาย คือ โหราศาสตร์ (astrology) กับอคาธนิยม (occultism) ได้ผลออกมาที่พอจะเรียกได้ว่า เทคนิค แต่ยังไม่ถึงขั้นเทคโนโลยี

การค้นหาไสยศาสตร์เป็นกระแสสืบเนื่องจากกระบวนทรรศน์ที่ 2 ช่วงแรก กระแสนี้เข้มข้นมากในเมโสโพเทเมียและอียิปต์โบราณ ชาวกรีกได้ไปเรียนรู้มาและถ่ายทอดกันต่อ ๆ มา ชาวกรีกถ่ายทอดให้พลเมืองโรมันและกลายเป็นศาสตร์ดำต้องห้ามตลอดยุคกลาง แต่ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ เพราะไสยศาสตร์มิได้เลวไปเสียทั้งหมด นอกจากจะตีความไขว้เขวไปเอง เหมือนเรื่องอื่น ๆ ทั้งหลาย

ไสยศาสตร์พัฒนาอย่างเข้มข้นในยุโรปจนถึงสมัยฟื้นฟู จึงถือโอกาสแทรกเข้าในศิลปวิทยาการที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว นักปราชญ์จำนวนมากของสมัยฟื้นฟูเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักเล่นแร่แปรธาตุในตัวคนเดียวกัน ทำให้แยกออกได้ยากว่าการปฏิบัติหรือทดลองใดเป็นวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ วิธีการวิทยาศาสตร์ในช่วงนั้นจึงเป็นการทดลองวิทยาศาสตร์ปนไสยศาสตร์ และเมื่อค้นพบอะไรขึ้นมาก็เป็นผลสำเร็จทั้งของวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ควบคู่กัน อย่างแพเรอเซลเซิส (Paracelsus 1493-1541) เป็นต้น

กฎวิทยาศาสตร์หลายกฎในขณะนั้นมีกลิ่นอายของไสยศาสตร์ เช่น Nature abhors vacuum (ธรรมชาติรังเกียจสุญญากาศ) เป็นต้น แน่นอนว่ากระแสนี้ไม่เชื่อระบบเครือข่ายของแอเริสทาเทิล แต่องค์การศาสนาคริสต์ขณะนั้นเชื่อถือคำสอนของแอเริสทาเทิลรองจากไบเบิล ถึงกับเรียกแอเริสทาเทิลว่า The Philosopher (นักปราชญ์ของเรา) จึงไม่ต้องแปลกใจที่คริสต์จักรตอนนั้น (ยังไม่แยกนิกายคาทอลิก โปรเตสแตนต์) ประณามความคิดที่ขัดแย้งหรือดูเหมือนขัดแย้งกับแอเริสทาเทิล เพราะเกรงว่าจะต้องขัดแย้งกับคัมภีร์ไบเบิลด้วย อย่างเช่นกรณีของกาลิเลโอ เป็นต้น

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018