Marx onreligiosity ความต้องการศาสนาของมากซ์

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

จากพื้นฐานความคิดของคาร์ลมากซ์ (Karl Marx 1818-1883) ที่ว่าเศรษฐกิจของสังคมเป็นตัวกำหนดชีวิตในสังคมหนึ่ง ๆ แล้วมากซ์ก็ยกตัวอย่างจากคริสตศาสนาที่ใคร ๆ ก็รู้จักกันดีในยุโรป คือ ตอนใดที่อำนาจเศรษฐกิจอยู่ในมือของผู้ใดหรือกลุ่มใด บรรดาปัญญาชนและบรรดานักบวชของศาสนาคริสต์ก็จะขอพึ่งผู้มีพลังเศรษฐกิจเพื่อได้รับทุนการศึกษาและสร้างบรรยากาศการปฏิบัติงานของตน เพราะพวกนี้เท่านั้นมีเงินให้ทุน และก็ยินดีใช้เงินเพื่อการนี้โดยการลงทุนสร้างสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย เพื่อสร้างผู้มีความรู้ให้เป็นครูจะได้สอนผู้อื่นต่อไป

ก็แน่นอนว่าผู้วางแผนและหลักสูตรการศึกษาจะต้องรู้สึกเกรงใจผู้ให้ทุนโดยอัตโนมัติ หรือโดยสัญชาติญาณก็ว่าได้ การศึกษาทั้งระบบจึงปรากฏว่าส่งเสริมสนับสนุนระบบเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนการศึกษาขณะนั้น เป็นการเอื้ออาทรต่อกันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

แล้วมากซ์ก็ยกสังคมยุคกลางซึ่งอำนาจเศรษฐกิจอยู่ในมือของเจ้าของที่ดินซึ่งมี 2 กลุ่ม คือ ขุนนางและคริสตจักรซึ่งร่วมมือกันรักษาสถานภาพได้อย่างดีโดยตั้งโรงเรียนสถาบันการศึกษาของรัฐ บาทหลวงเป็นผู้สอนให้ใช้ชีวิตในโลกนี้ เพื่อเตรียมตัวไปมีความสุขในสวรรค์ ในโลกนี้ให้อยู่อย่างประหยัดจะไปสวรรค์ได้ง่าย

สมัยฟื้นฟูเศรษฐกิจอยู่ในมือของพ่อค้าซึ่งตั้งมหาวิทยาลัยที่เป็นอิสระจากศาสนาและขุนนาง เพื่อให้การศึกษาแก่ปัญญาชนที่ส่งเสริมการเคารพต่อกฎหมายของรัฐและอุทิศตนให้รัฐเพื่อต่อต้านระบบศักดินา ครั้นถึงยุคอุตสาหกรรมนักอุตสาหกรรมก็ลงทุนให้การศึกษาที่ส่งเสริมการแข่งขันเสรีอันเป็นทางได้เปรียบของผู้มีเงินทุนมากกว่า ทั้งปัญญาชนและนักบวชของศาสนาคริสต์ต้องการทุน จึงยอมเป็นผู้สนับสนุนที่ว่าง่าย ทำให้ความรู้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจโดยอาศัยครูอาจารย์ซึ่งรวมถึงนักบวชของศาสนาคริสต์ด้วย เป็นเครื่องมือเกลี้ยกล่อมประชาชนให้ยอมรับสภาพที่ถูกกดขี่โดยดุษณี ในฐานะที่ได้รับการยกย่องนับถือโดยคนทั่วไปว่าเป็นผู้รู้ พูดอะไรใครก็เชื่อ

โปรเตสแตนต์ที่แยกออกไปก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้มีอำนาจเศรษฐกิจที่ต้องการเป็นอิสระจากสันตะสำนัก เหมือนหนีเสือปะจระเข้ มากซ์คิดเช่นนั้น ส่วนชาวคาทอลิกที่ยังยอมขึ้นกับสันตะปาปานั้น มากซ์มองว่าสันตะปาปาตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้กำอำนาจเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถสั่งสันตะปาปาให้ใช้อำนาจสั่งและสอนเพื่อค้ำจุนอำนาจของตน ซึ่งสันตะปาปาก็ต้องยอมเพื่อมิให้สมาชิกหลุดจากอำนาจไปเป็นโปรแตสแตนต์มากขึ้น สภาพเช่นนี้คงมีอยู่ถึงสมัยของมากซ์ผู้พยายามชี้ให้ดูว่า ปัญญาชนเป็นสมุนของผู้มีอำนาจเสมอมา

มากซ์กล่าวว่าศาสนาเป็นยาเสพติด ซึ่งหมายความตามมากซ์ว่า ศาสนาทุกศาสนาเป็นมายา (illusion) เป็นความสำคัญผิด และเป็นความสำคัญผิดที่เลว ไม่พึงปล่อยไว้อย่างที่ดูร์แกง (Durkheim) คิด และเพราะให้ผลร้ายมาก ๆ (evil consequences) ศาสนาเป็นผลพลอยได้จากการต่อสู้ระหว่างชั้นชน (by-product of the class struggle) และจากผู้ไม่กล้าสู้ จึงหาทางประนีประนอมให้เลิกต่อสู้ นับเป็นอุปสรรคร้ายกาจต่อความก้าวหน้าสู่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์

มากซ์ได้แสดงความรู้สึกเกลียดชังต่อศาสนามาแต่ไหนแต่ไร ในวิทยานิพนธ์ปริญญาได้เขียนแสดงความรู้สึกของตนไว้โดยอ้างคำพูดของเผรอมีเทียส (Prometheus) ว่า “ข้าพเจ้าเกลียดเทพเจ้าทั้งหลาย” (I hate all the gods) และให้เหตุผลที่ตนชอบข้อความดังกล่าวว่า “เพราะเทพไม่ยอมรับว่าความสำนึกตนเองของมนุษย์นั่นแหละคือเทพเจ้าสูงสุด” ให้สังเกตว่ามากซ์ตอนนี้เล่นลิ้นหรือที่ตรรกวิทยาเรียกว่าไดเลมมา หรือ ปัญหา 2 แง่ คือ ถ้าเทพถือว่ามนุษย์เป็นเทพสูงสุด เทพทั้งหลายก็ต้องอยู่ใต้อำนาจของมนุษย์ ซึ่งมากซ์คิดว่าไม่มีเทพใดจะยอม แต่ถ้าเทพไม่ยอมถือตามข้อเรียกร้อง มากซ์ก็จะเกลียดชังเทพทุกองค์ ทั้งขึ้นทั้งล่องก็ลงข้อสรุปเหมือนกันว่าไม่มีเทพอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น ลงเอยว่าศาสนาเป็นความสำคัญผิดที่เลว

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018