materialism สสารนิยม

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เมื่อมีการสร้างระบบเครือข่ายความคิด โดยเชื่อว่ามีจิตเป็นอภิปรัชญาเรียกว่าลัทธิจิตนิยม(spiritualism) ซึ่งอาจจะเป็นมโนคตินิยม (Idealism) หรือรังสรรค์นิยม (creationism) ก็ย่อมท้าทายให้คู่แข่งเชื่อตรงข้ามว่าไม่มีจิต มีแต่สสาร เป็นอภิปรัชญาแบบสสารนิยม (materialism) ความแตกต่างพอสรุปได้ว่า

สสารนิยมถือว่าส่วนย่อยจริงกว่าส่วนรวม เพราะส่วนรวมอาศัยส่วนย่อย เช่นอิฐก่อสร้างก็ถือเป็นอิฐของมันอยู่แล้ว เมื่อเอามาสร้างตึกอิฐก็ยังเป็นอิฐอยู่ในตัวตึก แต่ตึกสิต้องอาศัยอิฐและอุปกรณ์อื่นๆ รวมกันเข้าจึงเป็นตึกได้ ถ้าส่วนประกอบสลายออกไปเมื่อไร ตึกก็หมดความเป็นอยู่ แต่อิฐเมื่อสลายออกจากตึกก็ยังเป็นตึกต่อไป เพราะฉะนั้นอิฐย่อมมีความเป็นจริงมากกว่าตึก สภาพความเป็นอิฐของมันมั่นคงกว่าสภาพของความเป็นตึก

สสารนิยมอธิบายสิ่งสากลด้วยสิ่งเฉพาะหน่วย เพราะถือว่าความรู้ทุกอย่างต้องผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ประสาทสัมผัสจะรับรู้ได้โดยตรงก็แต่สิ่งเฉพาะหน่วยแต่ละหน่วยจากความรู้สิ่งเฉพาะหน่วยที่เหมือนกันหลาย ๆ หน่วย เราจึงสรุปเป็นความรู้สากล ความรู้สากลจึงเลื่อนลอยกว่าประสบการณ์

สสารนิยมถือว่า ความเป็นจริงแท้มีอยู่ในโลกแห่งผัสสะนี้แหละ ของทุกชิ้นในโลกนี้มีความเป็นจริงอยู่แล้วในตัวของมันเอง หากแต่ว่าสิ่งใดยิ่งมีส่วนประกอบซับซ้อนเท่าไร ความเป็นจริงของมันก็หละหลวมมากเท่านั้น เพราะอาจจะแตกสลายออกไปเป็นส่วนย่อยลงไปเมื่อไรก็ได้ สิ่งใดยิ่งมีส่วนประกอบน้อย ก็ยิ่งยากที่จะสลายตัวแตกแยกออก ความเป็นจริงจึงมั่นคงกว่า ยิ่งถ้าสิ่งใดไม่มีส่วนประกอบเลย คือเป็นหน่วยเดียวแท้ ๆ ไม่สามารถจะแยกออกเป็นชิ้นเป็นส่วนอะไรได้อีกอย่างเด็ดขาด สิ่งนั้นจะต้องมีความเป็นจริงมั่นคงถาวรที่สุด ไม่มีอะไรจะมาทำลายความเป็นจริงของมันลงได้ ส่วนย่อยที่สุดที่ไม่สามารถจะแยกออกเป็นสิ่งอื่นที่ย่อยกว่านั้นได้อีกแล้ว เราเรียกว่าอะตอม (Atom ภาษากรีก atomos แปลว่า ตัดหรือแบ่งออกไม่ได้แล้ว) อะตอมนี้จะเป็นอะไรก็แล้วแต่วิทยาศาสตร์จะค้นคว้ากันไป ในวิทยาศาสตร์ปัจจุบันอ้างว่าสามารถแยกปรมาณูออกไปเป็นประจุไฟฟ้าอิเลคตรอน โปรตอน โปซีตรอน นิวตรอน ซึ่งยังแยกออกต่อไปได้เป็นอนุภาคนิวเคลียร์จนถึงควาร์ก (quark) แสดงว่าปรมาณูไม่ใช่อะตอมในความหมายปรัชญา แม้ควาร์กก็ยังไม่แน่ใจว่าจะแยกออกต่อไปไม่ได้ แต่เอาเถอะ หน่วยย่อยสุดท้าย จะเป็นอะไรไม่สำคัญ เราสมมุติเอาว่าสสารทั้งหลายถ้าวิเคราะห์ไปเรื่อย ๆ จะต้องมีส่วนย่อยที่วิเคราะห์ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ส่วยย่อยนั้นเราเรียกว่าอะตอมก็แล้วกัน วิทยาศาสตร์ไปได้แค่ไหน เราก็ถือเอาแค่นั้นไปพลาง ๆ ก่อน จนกว่าจะพบอะไรใหม่

สสารนิยมถือว่าไม่มีอะไรอยู่นอกเวลาและสถานที่ อะตอมทุกตัวอยู่ในเวลาและสถานที่ไม่เกิดไม่ดับ สิ่งที่เกิดจากการรวมตัวของอะตอมมีเกิดเมื่ออะตอมรวมตัว และมีดับเมื่ออะตอมแยกตัว แต่ตัวอะตอมเองไม่มีเกิด ไม่มีดับ ดำรงความเป็นอยู่โดยตัวเองอย่างนี้เรื่อยมาแต่ไหนแต่ไร และจะคงอยู่เช่นนี้เรื่อย ๆ ไปอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะมันสลายตัวไม่ได้

อะตอมรวมตัวหรือสลายตัวด้วยการกระทำของพลังงาน (energy) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์บังคับการกระทำทุกอย่างของอะตอมและสสาร พลังงานนี้มีมาควบคู่กับสสารแต่ไหนแต่ไร และจะมีอยู่เรื่อยไปควบคู่กับสสาร
สสารนิยมถือว่า สิ่งสากลเป็นอัตวิสัย (subjective) คือไม่มีจริงนอกความคิดของเรา เป็นของที่ปัญญาของเราเองปรุงแต่งขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามความสามารถรู้ของปัญญาของแต่ละคนในแต่ละสมัย ไม่มีมาตรฐานแน่นอนตายตัว
สสารนิยมตั้งอยู่บนฐานแห่งความเชื่อว่า

ก) ความจริงมีแต่สสารซึ่งแยกตัวออกได้จนถึงส่วนย่อยสุดท้าย เรียกว่า อะตอม
ข) สสารกินที่ สิ่งใดบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน ไม่ใช่สสารไม่มีความเป็นจริง
ค) อะตอมเป็นความเป็นจริงสุดท้าย เด็ดขาดในตัวไม่ขึ้นกับอะไรทั้งสิ้น

สสารนิยมย่อมปฏิเสธจิตทุกประเภทที่อยู่นอกสสาร เพราะขัดกับฐานแห่งความเชื่อ 3 ประการที่กล่าวไว้ข้างต้น ส่วนเรื่องจิตในสสารที่เป็นตัวการของชีวิตพืช สัตว์ มนุษย์ ต้องมีข้อแม้นิดหน่อย สสารนิยมต้องปฏิเสธคำว่า “จิตอิสระ” โดยหลักการ แต่ชีวิตพืช สัตว์ มนุษย์ เป็นปรากฏการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ สสารนิยมจำเป็นต้องหาทางออก โดยหันไปพึ่งหลักกลศาสตร์ (mechanicism) โดยอ้างว่าชีวิตคือเครื่องจักรที่มีกลไกซับซ้อนนั่นเอง เช่น ต้นไม้ดูดน้ำเลี้ยงขึ้นด้วยกฎของ ออสโมซิส (osmosis) การปรุงอาหารอาศัยเคมีเข้าช่วย สัตว์เคลื่อนไหวไปมาด้วยกฎแห่งคานและสปริง กระดูกเป็นคานและเส้นเอ็นเป็นสปริง ความรู้สึกส่งทอดต่อ ๆ กันไปแบบกระแสไฟฟ้า ความคิดของมนุษย์ก็เป็นเรื่องของการกระตุ้น-ตอบสนอง (stimulus-response) ที่สลับซับซ้อนนั่นเอง “จิต” ในวิชาจิตวิทยามีความหมายเพียงระดับนี้ หากมีอยู่จริงเหนือระดับนี้จึงค่อยเรียกให้แตกต่างออกไป เช่น จิตวิญญาณ วิญญาณ ปิศาจ ทูตสวรรค์ เทวดา เทพเจ้า เทพี เทพธิดา นางฟ้า นางน้ำ นางไม้ พระเจ้า เทพ เป็นต้น

สสารนิยมบอกว่าการอธิบายว่าต้องผ่านจิตเช่นนี้ไม่อาจเป็นจริงได้ เพราะการสื่อสารขาดตอนเนื่องจากจิตไม่ใช่สสาร จะเป็นสื่อถ่ายทอดจากความรู้สึกมาเป็นคำสั่งได้อย่างไร สสารนิยมจึงบอกว่าไม่ต้องการจิตก็อธิบายว่า สมองมนุษย์ที่เป็นสสารนี่แหละสามารถทำหน้าที่แทนจิตได้ เพราะสมองมีกลไกละเอียดอ่อนและซับซ้อนยิ่งนัก สามารถทำงานละเอียดนี้ได้อย่างสบาย

เหตุผลอีกอย่างหนึ่งของฝ่ายสสารนิยมก็คือ ถ้าจิตสั่งสสารได้ จิตก็น่าจะสั่งให้สสารทำอะไรได้นอกกฎเกณฑ์ของสสาร แต่เท่าที่เป็นอยู่ปรากฏว่าสสารทำการเองตามกฎเกณฑ์ของสสาร เช่น คนเห็นเสือวิ่งหนีได้ตามกฎเกณฑ์กลศาสตร์ของอวัยวะ ถ้าจิตสั่งได้จริงก็น่าจะสั่งให้เหาะเหินเดินอากาศได้ กระดาษตกอยู่ที่พื้นจิตไม่สามารถสั่งให้ปลิวได้โดยลำพัง นอกจากมีลมพัดหรือมีวัตถุอื่นมาเขี่ยให้มันมาเขยื้อนที่ไป ตามมติของสสารนิยม จิตก็คือระบบประสาทรวมกันนั่นเอง

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018