Max Mueller’s religiosity ความต้องการศาสนาของแมกซ์ มืลเลอร์

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

แมกซ์มืลเลอร์(Friedrich Max Mueller 1823-1900) มีเป้าหมายอยู่เบื้องหลังที่จะเสนอทฤษฎีความต้องการศาสนา (religiosity) ของมนุษยชาติ และพยายามเขียนทุกเรื่องที่ตนรู้เพื่อพิสูจน์ทฤษฎีของตน

แมกซ์มืลเลอร์รื้อฟื้นความคิดของชาวกรีก คือ เหอราดเดอเถิส (Herodotus ก.ค.ศ.484?-420?) เยอเฮมเมอเริส(Euhemerus ศต.4-3 ก.ค.ศ.) และสำนักสโทว์อิค เนื่องจากเป็นความคิดที่ถูกละเลยไปนานกว่า 2,000 ปีแล้ว การรื้อฟื้นจึงมีความสำคัญและได้รับเกียรติเท่ากับการคิดใหม่ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ แมกซ์มืลเลอร์ ได้รับเกียรติเป็นบิดาของทฤษฎีตำนานปรัมปราธรรมชาติ (natural mythology) อันที่จริงการศึกษาศาสนาด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์นั้น ขบวนการพุทธิปัญญาได้พยายามทำมาแล้วและแตกออกเป็น 2 สายคือ สายปฏิฐานนิยม (positivism) ซึ่งสอนว่าศาสนาทุกศาสนาเป็นผลจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือยังคิดในระดับศาสนา หากปัญญาก้าวหน้าขึ้นมาจะคิดแบบปรัชญา ระดับสมบูรณ์คือระดับปฏิฐานนิยม ใครที่คิดได้ระดับนี้แล้วจะไม่เชื่อศาสนาและปรัชญาอีกต่อไป เชื่อแต่ผลสรุปของวิทยาศาสตร์ก็เพียงพอแล้ว

อีกสายของขบวนการพุทธิปัญญาเรียกว่ากลุ่มเทวัสนิยม (ดู deism) ที่เชื่อว่ามีพระเจ้าผู้สร้างเอกภพ สร้างแล้วก็ไม่มายุ่งเกี่ยว ทรงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎ ศาสนาจึงเกิดจากจินตนาการของมนุษย์ตามความต้องการของมนุษย์เอง ไม่สามารถสัมผัสถึงพระเจ้า

แต่แมกซ์มืลเลอร์ไม่ได้คิดแบบปฏิฐานนิยมหรือพุทธิปัญญา เพราะแมกซ์มืลเลอร์คงเชื่อและมีศรัทธาต่อศาสนาคริสต์เหมือนชาวลูเธอร์แรน (Lutherem) ทั่วไป และคิดเป็นคนแรกว่าการศึกษาศาสนาด้วยวิธีการและอุปกรณ์ทุกอย่างทางวิทยาศาสตร์ไม่เสียหายต่อปรัชญาและศาสนา แต่กลับทำให้ศรัทธามีค่ายิ่งกว่าเดิม ทั้งนี้เป็นความคิดของนักปรัชญากรีกที่อ้างมาแล้วด้วย จึงถือกันว่าแมกซ์มืลเลอร์รื้อฟื้นความคิดของชาวกรีก ไม่สังกัดกลุ่มชาวพุทธิปัญญาซึ่งถือว่าคิดใหม่เอง ไม่ได้รื้อฟื้นของใคร

“แมกซ์มืลเลอร์เริ่มความคิดในทำนองกรีกว่ามนุษย์ต้องการแสดงความทึ่งและขอบคุณพลังในธรรมชาติ จึงจัดระเบียบสักการะและแสดงความเข้าใจและศรัทธาออกเป็นตำนานปรัมปรา” นั่นเอง

“โดยใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยในสมัยของตนใช้ข้อมูลและความรู้จากวิชาภาษาศาสตร์อินเดียนศึกษา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ จิตวิทยา และปรัชญาด้วย นอกจากนั้นเรายังมีงานนิพนธ์ของแมกซ์มืลเลอร์ให้ใช้ศึกษาได้ครบถ้วนบริบูรณ์ส่วนของนักปรัชญากรีกโบราณนั้นมีเหลือกระท่อนกระแท่นเหลือเกิน จึงถือได้ว่าความคิดของแมกซ์มืลเลอร์ในส่วนพื้นฐานก็คงเป็นความคิดของนักปรัชญากรีกโบราณในส่วนที่หลักฐานหายสาบสูญไปด้วย

เรื่องความต้องการศาสนาของมวลมนุษย์นั้น แมกซ์มืลเลอร์เชื่อว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์ได้มีประสบการณ์อยู่เป็นประจำว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติมีพลังเหนือตน พวกเขาทั้งกลัวและต้องพึ่งพาอาศัยเพื่อความอยู่รอด ต้องการสื่อด้วยภาษาอย่างดีที่สุด ก็ได้ผลออกมาเป็นเรื่องเล่าทำนองตำนานปรัมปราที่เรียกว่า nature mythology (ตำนานปรัมปราธรรมชาติ) ศูนย์กลางของพลังธรรมชาติตามที่มนุษย์ดึกดำบรรพ์ (นักล่าสัตว์ดึกดำบรรพ์) เห็นก็คือ พลังแสงอาทิตย์ ดังนั้นตำนานปรัมปราทั้งหลายจึงมีศูนย์กลางที่สุริยเทพ ระบบตำนานธรรมเช่นนี้ได้ชื่อว่าตำนานปรัมปราพระอาทิตย์(solar mythology) ตำนานธรรมจึงเป็นอุปลักษณ์ (metaphore) ของความต้องการศาสนาของพวกเขา เป็นการแปรสภาพ (tramsformation) จากความเข้าใจสู่ภาษา แต่เนื่องจากภาษามีโรค (disease of language) ซึ่งหมายถึงว่าไม่สมบูรณ์พอที่จะแสดงความต้องการศาสนาออกมาได้อย่างตรง ๆ จึงต้องใช้ภาษาอุปลักษณ์ สำหรับเราสมัยนี้จะเข้าใจได้ก็ต้องตีความจากตำนานปรัมปรามาเป็นมโนทัศน์ ที่เข้าใจได้ในบริบทปัจจุบัน

สังคายนาวิติกันครั้งที่ 2 ได้เอาความคิดของแมกซ์มืลเลอร์ ไปใช้อย่างเช่น 1)ศาสนาทุกศาสนามุ่งสู่องค์อนันต์ 2)พระปรีชาญาณและความรักของพระเจ้าพบได้ในคำสอนของศาสนาต่าง ๆ 3)คริสต์ชนพึงศึกษาศาสนาอื่น ๆ โดยตระหนักถึงคุณค่า 4)ไม่มีศาสนาใดที่ยืนหยัดมั่นคงเป็นศาสนาของมนุษยชาติจะปราศจากความจริง 5)ชาวคริสต์ที่สนใจศึกษาศาสนาอื่นจะเข้าใจและเห็นคุณค่าของศาสนาของตนได้ดีขึ้น เป็นต้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018