mechanistic community as ideal state รัฐในอุดมคติคือประชาคมจักกล

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลัทธิจักรกลนิยม ถือว่ามนุษย์เป็นเครื่องจักร ก็ย่อมจะสรุปได้ต่อไปว่า รัฐก็คือเครื่องจักรที่ใหญ่ขึ้นไปอีก คนแต่ละคนเป็นจักรเล็กที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรใหญ่นี้ นักปรัชญาที่ไม่ถือว่าคนเป็นเครื่องจักร แต่เห็นว่ารัฐที่ดีควรเป็นเหมือนเครื่องจักรก็มี ดังจะยกมาพอเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี

ธามเมิส ฮับส์ (Thomas Hobbes 1588-1679) สอนว่ามนุษย์ทุกคนเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวนี้มิใช่ความผิดชั่วช้าของมนุษย์แต่ประการใด หากแต่เป็นพลังขับเคลื่อนของเอกภพซึ่งเป็นเครื่องจักรมหึมา และมนุษย์แต่ละคนเป็นจักรย่อยตัวหนึ่งในเครื่องจักรใหญ่ของเอกภพ มนุษย์แต่ละคนจำเป็นต้องแสดงบทบาทไปตามพลังขับเคลื่อนที่ตนได้รับจากเครื่องจักรใหญ่นี้ ซึ่งแสดงออกเป็นสัญชาติญาณความอยาก ความทะเยอทะยาน ฯลฯ มนุษย์เมื่อรวมกันเป็นกลุ่มจึงจำเป็นจะต้องมีพลังที่เหนือกว่าคอยควบคุมให้มนุษย์แต่ละคนแสดงบทบาทโดยไม่ขัดแย้งกับบทบาทของผู้อื่น มิฉะนั้นแล้วจะเป็นอันตรายต่อส่วนตัวและส่วนรวม เปรียบเสมือนจักรกลุ่มเดียวกันต้องมีเพลากำกับให้จักรแต่ละตัวหมุนอยู่ในกรอบของตน มิฉะนั้นจักรต่าง ๆ อาจจะก้าวก่ายกัน จนจักรทั้งหมดในกลุ่มนั้นต้องหยุดทำงาน และอาจมีผลกระทบกระเทือนอย่างร้ายแรงต่อเครื่องจักรใหญ่ทั้งหมดก็ได้

รัฐในอุดมคติของ ฮับส์ จะมีการปกครองระบอบใดก็ได้ ขอให้รัฐมีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมให้พลเมืองแต่ละคนเห็นแก่ตัวภายในขอบเขตแห่งบทบาทของตนเท่านั้นนั่นคือให้ทุกคนตะเกียกตะกายกอบโกยหาประโยชน์ใส่ตัวได้เต็มที่ตามพลังผลักดันของตนแต่จะต้องไม่ก้าวก่ายผลประโยชน์ของผู้อื่น รัฐจะต้องมีอำนาจลงโทษผู้ฝ่าฝืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อื่นจะได้หวั่นเกรงไม่กล้ากระทำเช่นนั้นอีกต่อไป อำนาจเด็ดขาดเช่นนี้ฮับส์ใช้คำเปรียบเทียบว่าเป็น “เจ้าสมุทร” (Leviathan)

จอห์น ลัค (John Locke 1632-1704) จากมูลบททางญาณปรัชญาที่ว่า มนุษย์เราเกิดมามีสมองว่างเปล่า ลัคเสนอมูลบททางการเมืองว่า มนุษย์เราเกิดมาเสมอภาคกัน นั่นคือ เกิดมาตัวเปล่าไม่มีสิทธิพิเศษอะไรติดตัวมาเลย มีแต่ความเป็นมนุษย์อันได้แก่ความสามารถคิดและความต้องการอย่างมนุษย์ ถ้าปล่อยตามยถากรรม มนุษย์จะแย่งกันหาประโยชน์ใส่ตัวจนเกิดการกระทบกระทั่งถึงทะเลาะวิวาทหรือฆ่าฟันกันตาย เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติดังกล่าว มนุษย์จึงยินยอมโดยความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะทำสัญญาประชาคม (social contract) ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตนเอง บางคนอาจจะไม่แถลงออกมาตรง ๆ แต่ความจำเป็นตามธรรมชาติเพื่อการอยู่รอดย่อมเป็นหลักฐานเพียงพอว่า ทุกคนยอมทำสัญญาประชาคม

สัญญาประชาคม หมายความว่า ประชาชนยินยอมเสียเสรีภาพบางอย่างเพื่อแลกกับความอยู่รอดและความสงบสุข ประชาชนทุกคนพร้อมใจกันยินยอมเสียเสรีภาพโดยมอบอำนาจชี้ขาดแก่บุคคลผู้หนึ่ง เพื่อให้เขาสามารถจัดการปกครองให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ เมื่อมอบอำนาจนี้ให้แก่ผู้ใดแล้วก็ต้องยินยอมให้มีอำนาจเด็ดขาดไปจนสิ้นอายุ มิฉะนั้นแล้วเขาก็จะไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างเด็ดขาดจริง ๆ เพราะต้องเกรงกลัวว่า เมื่อพ้นระยะที่มีอำนาจแล้วจะถูกแก้แค้น ดังนั้น การปฏิวัติใด ๆ จึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อจุดมุ่งหมายของสัญญาประชาคม
จึงเห็นได้ว่า เมื่อพลเมืองมอบอำนาจให้ประมุขของชาติตามสัญญาประชาคมแล้ว แต่ละคนก็จะมีฐานะเป็นเฟืองหนึ่งของเครื่องจักรอันได้แก่ชาติของตน นี่คือรัฐในอุดมคติซึ่งลัคต้องการให้เป็นจริงขึ้นในประเทศอังกฤษ โดยมีกษัตริย์เป็นประมุข

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018