medieval philosophy ปรัชญายุคกลาง

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เมื่อเราสำรวจโครงสร้างทั้งหมดของปรัชญายุคกลางเช่นนี้แล้ว ก็พอจะเห็นได้ชัดเจนว่า นักปรัชญาตะวันตกใช้เวลาถึง 15 ศตวรรษเพื่อนำเอามรดก 2 ชิ้นที่ได้รับ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิต มรดก 2 ชิ้นดังกล่าวก็คือปรัชญาของชาวกรีกและศาสนาของชาวยิว เมื่อได้รับมรดก 2 ชิ้นที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตพอ ๆ กันราวกับแขนขวากับแขนซ้าย ทำให้นักปราชญ์ตะวันตกไม่อาจจะนิ่งดูดายอยู่ได้ จำเป็นต้องหาวิธีใช้แขนทั้งสองให้ประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างดีที่สุดเท่าที่อยากจะให้ดี ความพยายามประนีประนอมปรัชญากรีกกับคริสตศาสนาก็เริ่มขึ้น ความขัดแย้งระหว่างมโนภาพต่าง ๆ ก็เริ่มปรากฏ ความคิดเห็นก็ตามมา ผู้ไม่เห็นด้วยก็โต้แย้งและถูกตอบโต้ ยิ่งพยายามประนีประนอมกันเท่าใดก็ดูเหมือนจะยิ่งสร้างความแตกแยก ขณะนั้นยังมิได้มีความคิดกันว่าความคิดเห็นเป็นปัจจัยแห่งการสร้างสรรค์ และการสร้างสรรค์มิได้เป็นศัตรูกับเอกภาพ ปรากฏว่าขณะนั้นต่างฝ่ายต่างมีทิฐิ ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังจะให้ความคิดของตนเป็นความคิดที่ถูกต้องเพียงฝ่ายเดียว ความเด็ดขาดของสังคายนาจึงดูเหมือนว่าจำเป็นเพื่อรักษาเอกภาพไว้ให้ได้ สังคายนาได้ทำหน้าที่นี้อย่างดีพอสมควร โดยการนิยามศัพท์และวิเคราะห์มโนภาพสำคัญ ๆ ให้ชัดเจนขึ้นทีละน้อย ๆ แต่ก็ไม่ยอดเยี่ยมนัก ต่อมาจึงไม่สู้ได้ใช้กันพร่ำเพรื่ออีก สังคายนาครั้งล่าสุด (วาติกันครั้งที่สอง 1965-8) จึงมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ยิ่งกว่าเพื่อชี้ขาด

ออเกิสทีนเริ่มคลำพบทางใหม่ แทนที่จะตั้งหน้าประนีประนอมเพียงเพื่อประนีประนอม ก็เอาปรัชญากรีกมาอธิบายคริสตศาสนาเสียเลย ปรัชญาของเพลโทว์ใกล้มือที่สุดก็ต้องรีบคว้าเอามาทดลองใช้ดูก่อน ระหว่างนั้นเอง ยุโรปกำลังตกที่นั่งลำบากอยู่หลายศตวรรษ ทำให้ความพยายามประนีประนอมหยุดชะงัก เพราะต้อง “รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” ไว้ก่อน เมื่อถูกคลื่นอนารยชนกระหน่ำระลอกแล้วระลอกเล่า อนารยชนซึ่งในชั้นแรกกระหายทั้งเลือดและทรัพย์สิน สภาพบ้านแตกสาแหรกขาดเช่นนั้นไม่เอื้ออำนวยให้ใครสามารถฝึกปัญญาถึงขั้นอย่างออเกิสทีน ไม่มีใครเข้าถึงวิธีการของออเกิสทีน มีผู้นิยมอ่านงานนิพนธ์ของท่านกันมาก รู้แต่ว่าดีแต่ไม่มีใครเข้าถึงเจตนาหรือจุดมุ่งหมายอันแท้จริงของท่าน หรือพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า เข้าไม่ถึงปรัชญาของท่าน คุณความดีของชาวยุโรปในขณะนั้นก็คือ มีมานะอดทนและในที่สุดยอมรับสภาพความเป็นจริง พวกเขามีมานะอดทนที่จะรักษาถ่ายทอดความรู้ไว้เท่าที่สติปัญญาในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นจะรักษาไว้ได้ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้อนารยชนเห็นคุณค่าของความรู้ได้สำเร็จ

สมัยอัสสมาจารย์เปิดฉากด้วยการเริ่มรู้รักเรียนของอนารยชน ในชั้นแรกยอมเรียนรู้ของเก่าและเข้าใจความรู้เท่าที่เก็บรักษาไว้ได้ก็ดีเหลือเกินแล้ว แต่อนารยชนเหล่านี้มีพลังแฝงอยู่มาก เรียนรู้ได้เร็ว รู้รสได้เร็ว ไม่นานก็สามารถเข้าถึงปรัชญาของออเกิสทีน การประนีประนอมจะต้องมุ่งสู่การใช้ปรัชญาเพื่ออธิบายคริสตศาสนา มีผู้เริ่มระแวงว่าปรัชญาของเพลโทว์อาจจะไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดสำหรับการนี้ เลือดอนารยชนหุนหันใจร้อน มีผู้เริ่มลองใช้ปรัชญาของแอเริสทาเทิล ครั้นเห็นตัวอย่างของปรัชญาอิสลามก็ยิ่งแน่ใจมากขึ้น อันเซลม์, แอลเบิร์ท, อไควเนิส, เดินส์ สคาเทิส ล้วนแต่เป็นลูกหลานของอนารยชนกลับใจทั้งสิ้น ระบบปรัชญาอันยิ่งใหญ่ที่คลุมตั้งแต่ปรมาณูถึงพระเจ้าก็เกิดขึ้น นี่คือผลของพลังแฝงที่เดือดพล่านในสายเลือดของอนารยชนที่บุกแหลกทั่วยุโรป

บางท่านอาจจะคิดตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ในความคิดของชาวกรีก ก็มีคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นพื้นอยู่แล้วทำไมคนในยุคกลางจึงไม่รับเอามาเป็นมรดกแล้วพัฒนาต่อ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคงจะก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้อีกไกลแสนไกล ผู้เขียนขอเสนอข้อคิดว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับความสนใจ เรื่องวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของชีวิต (living) แต่เรื่องศาสนาเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ (being) ความเป็นอยู่มีน้ำหนักมากกว่าชีวิต จึงดึงดูดความสนใจมากกว่า คนเราจะสนใจเรื่องชีวิตได้ก็ต่อเมื่อแก้ปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ให้ตกเสียก่อน มิฉะนั้นชีวิตก็ไร้ความหมาย จึงเป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกินที่มนุษย์ทุกกลุ่มทั่วโลกจะแสวงหาความมั่นใจกับเรื่องศาสนาก่อน ต่อเมื่อได้ความแน่ใจมากพอสมควรแล้วจึงหันมาสนใจวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ที่ไม่สนใจศาสนาก็เพราะเขาแน่ใจพอสมควรว่าศาสนาเป็นเรื่องเหลวไหล ถ้าเขาไม่แน่ใจเขาจะทุ่มเทให้กับวิทยาศาสตร์อยู่ไม่ได้ และในทำนองเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจศาสนา เขาก็แน่ใจพอสมควรเหมือนกันว่า เขาแก้ปัญหาชีวิตหน้าได้ตกแล้ว มิฉะนั้นเขาก็คงจะทุ่มเทให้กับวิทยาศาสตร์ไม่ได้เช่นกัน ชาวบ้านส่วนมากหาความแน่ใจไม่สู้ได้ จึงน่าสงสาร พวกเขาต้องเผื่อไว้เรื่อย ๆ ใครว่าอะไรดีก็ทำเผื่อ ๆ ไว้ เกินดีกว่าขาด บางครั้งก็ถูกเอาเปรียบอย่างน่าสงสาร

อันที่จริงนักปราชญ์ยุคกลางก็มิได้ละเลยมรดกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสียทีเดียว เพียงแต่เรียกกันว่าไสยศาสตร์และศาสตร์ดำ เพราะยังจับประเด็นอธิบายให้ชัดเจนไม่ได้ ไสยศาสตร์แท้ก็คือวิทยาศาสตร์ที่อธิบายผลได้น้อย และวิทยาศาสตร์ก็คือไสยศาสตร์ที่อธิบายผลได้มาก ทั้งไสยศาสตร์ (แท้) และวิทยาศาสตร์ต่างก็ยังมีส่วนลึกลับอยู่ด้วยกัน เราไม่พูดถึงไสยศาสตร์เทียมที่มีผู้นำมาใช้หลอกลวงประชาชนเพื่อเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ ประโยชน์ของไสยศาสตร์แท้และวิทยาศาสตร์ก็คือเทคโนโลยีอันให้ความสะดวกสบายแก่การดำรงชีพ ตราบใดที่มนุษย์เรายังมีกินมีใช้มีที่อยู่อาศัย ก็ไม่สู้จะขวนขวายหาเทคโนโลยีใหม่ หากเดือดร้อนก็จะใช้วิธีเคลื่อนย้ายแสวงหาทางภูมิศาสตร์ก่อน เมื่อแสวงหาทางภูมิศาสตร์ไม่สะดวกจึงค่อยขวนขวายหาทางด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยีจึงได้ก้าวหน้ารวดเร็วในสมัยที่มนุษย์กำลังจะล้นโลก ไม่มีที่จะอยู่และไม่มีอะไรจะกินกันต่อไป เคลื่อนย้ายไปทางไหนก็ไม่ได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม นักปรัชญายุคกลางสนใจมรดกด้านจิตใจก่อนมรดกด้านวัตถุ ทั้ง ๆ ที่สนใจมรดกด้านจิตใจมาก่อนถึง 1500 ปีจึงจะหันมาสนใจด้านวัตถุเช่นนี้ ก็ยังปรากฏว่าจิตใจยังไม่สูงส่งพอสำหรับรับความก้าวหน้าทางด้านวัตถุ พากันใช้เทคโนโลยีด้วยจิตใจต่ำเกินมาตรฐาน หากชาวยุโรปสนใจพัฒนาเทคโนโลยีกันอย่างแข็งขันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ก็ไม่ทราบได้ว่าป่านนี้จะมีอะไรเหลืออยู่ในโลก ที่แน่ ๆ ก็คือน้ำมันและถ่านหินหมดโลกแล้ว มนุษย์เราจะหมดโลกด้วยหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้

นักปรัชญาอัสสมาจารย์ยกปัญหาปรัชญาศาสนาขึ้นมาถกเถียงกันจนอิ่มตัว หลังจากยุคกลางนักปรัชญาจะเอือมต่อปัญหาปรัชญาศาสนา มุ่งความสนใจมาทางปรัชญาวิทยาศาสตร์ซึ่งพัวพันใกล้ชิดกับอภิปรัชญาและญาณปรัชญา นักปรัชญาจะลืมปัญหาปรัชญาศาสนาจนกว่าจะพบจุดบอดของวิทยาศาสตร์นั่นแหละ จึงจะหันกลับมาสนใจปรัชญาศาสนากันใหม่ แต่ปัญหาและวิธีแก้ปัญหาจะต่างไปจากยุคกลาง เพราะได้มีประสบการณ์มามากมายจากการขบคิดปรัชญาวิทยาศาสตร์และปรัชญาอื่น ๆ ที่ช่วยกันขบคิดมาอย่างละเอียดลออ

ตอนท้ายของยุคกลาง (ประมาณ ค.ศ.1400-1600) ถือได้ว่าเป็นศตวรรษหัวเลี้ยวหัวต่อ มีนักคิดบางท่านเบื่อการขบคิดปัญหาของยุคกลาง จึงหันไปรื้อฟื้นปัญหาของชาวกรีกและโรมันขึ้นมาขบคิดในบรรยากาศใหม่ ซึ่งจะเป็นชนวนให้เกิดปรัชญาของยุคใหม่ ขบวนการดังกล่าวเรียกว่าขบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรมกรีก แบ่งออกเป็นหลายขบวนการย่อย แม้บางขบวนการจะเกิดขึ้นก่อน ค.ศ.1600

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018