medieval to modern philosophy ปรัชญายุคกลางสู่นวยุค

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

แม้ธาเมิส อไควเนิสจะได้รู้จักแยกปรัชญาจากเทววิทยาด้วยพื้นฐานปฐมบทที่ต่างกัน คือปฐมบทของปรัชญาได้แก่สามัญสำนึกซึ่งก็คืออัชฌัตติกญาณ (การหยั่งรู้ระดับสามัญ) ส่วนปฐมบทของเทววิทยาได้แก่วิวรณ์ (การเปิดเผยความจริงจากพระเจ้า) เมื่อได้ปฐมบทแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ตรรกวิทยาพิสูจน์ความจริงของตนได้เรื่อยไป ในทำนองนี้ปรัชญาได้ชื่อว่าเป็นสาวใช้หรือผู้รับใช้เทววิทยา นอกจากนั้นก็ช่วยสนับสนุน (เป็นลูกคู่ให้กับ) เทววิทยา โดยคอยเชียร์ว่าความจริงที่เทววิทยาประกาศออกมาในฐานะที่เป็นวิวรณ์ก็ดี หรือความจริงที่พิสูจน์ได้บนพื้นฐานของวิวรณ์ก็ดี ปรัชญาก็จะคอยเชียร์ว่าไม่ขัดแย้งกับสามัญสำนึกและไม่ขัดแย้งกันและกัน

เนื่องจากอไควเนิสพอใจกับกระบวนทัศน์ที่สาม จึงไม่สนใจบทบาทของวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงมีแค่เชื่อตามนักปราชญ์กรีกและโรมันโบราณเท่าที่รู้ได้จากตำราเท่าที่หลงเหลืออยู่ นอกเหนือไปจากที่ชาวบ้านขวนขวายกันเองอย่างไม่มีหลักวิชาการ การพบและแปลงานของนักปราชญ์กรีกและอาหรับในศตวรรษที่ 13 ได้ช่วยให้เกิดความอยากรู้อยากทดลองให้เห็นจริงกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

อากเคิมเป็นคนแรกที่แตะเรื่องปฐมบททางวิทยาศาสตร์ โดยแจ้งว่าการรู้ข้อเท็จจริงต้องใช้ประสบการณ์ ข้อความเพียงสั้น ๆ ข้อนี้มีความสำคัญเหมือนจุดไม้ขีดก้านเดียวให้ไฟลุกไหม้ทั้งป่าใหญ่ในฤดูแล้ง จัดเป็นกุญแจดอกสำคัญเปิดประตูสู่โลกวิทยาศาสตร์กว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ และไม่มีใครทราบได้ว่าจะลงเอย ณ จุดใดและอย่างไร

อากเคิมดึงเกมปรัชญาจากยุคกลางเข้าสู่สมัยฟื้นฟูซึ่งสนใจแสวงหาข้อมูลที่ประจักษ์แก่ประสบการณ์กันอย่างครื้นเครง และเชื่อว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นความจริงที่ทุกคนเทิดทูน จนอ้างเป็นปฐมบทที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า ลต. Salva apparentia (= to save the appearance เพื่อจะไม่ละเลยปรากฏการณ์) คือหมายความว่า จะรับเชื่ออะไรก็ไม่ว่า แต่อย่าให้ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เป็นปฐมบทที่อ้างกันอย่างกว้างขวางในหมู่นักปรัชญานักเทววิทยา และนักวิทยาศาสตร์ของสมัยนั้น มีแต่นักดาราศาสตร์เท่านั้นที่หนักใจและทำให้นักดาราศาสตร์รู้สึกว่าพวกตนเป็นแกะดำในหมู่นักวิชาการ เพราะนักดาราศาสตร์ใช้ข้อมูลที่ได้จากการส่องกล้องดูท้องฟ้า ได้ภาพที่ไม่ปรากฏแก่สายตาของคนทั่วไป ต่อจากนั้นก็ใช้คณิตศาสตร์คำนวณได้ข้อมูลที่แม้ส่องกล้องก็มองไม่เห็นอยู่มากมาย แต่ก็เชื่อจากการคำนวณซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่แข็งแกร่งที่สุด ดักหน้าดักหลัง คำนวณขึ้นคำนวณล่องและคำนวณกลับไปกลับมาจากหลายแง่หลายมุมได้ผลลัพธ์ตรงกัน

ข้อพิพาทระหว่างกาลิเลโอกับคริสตจักรคาทอลิกจึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของสมัยฟื้นฟู โดยที่คริสตจักรเชื่อปฐมบท To save the appearance ส่วนกาลิเลโอเชื่อปฐมบทเหตุผลของคณิตศาสตร์ ทั้งนี้ก็เพราะกาลิเลโอ(Galileo 1564-1642) เชื่อตามแบบสำนักไพแธเกอเริสว่า คณิตศาสตร์คือความเป็นจริงของโลก คณิตศาสตร์ให้ผลออกมาอย่างไรก็ต้องเป็นจริงอย่างนั้นอย่างเด็ดขาด ไม่มีทางจะเป็นอย่างอื่น กาลิเลโอเชื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างเอกภพอย่างมีเหตุผลตามกฎคณิตศาสตร์ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อคำนวณออกมาอย่างไรแล้ว กาลิเลโอสู้หัวชนฝา ผิดกับเคอเพอร์นิเคิส (Copernicus 1473-1543) ซึ่งเกิดก่อนเกือบศตวรรษ แต่เชื่อคณิตศาสตร์ก็ต่อเมื่อได้ทดสอบด้วยข้อมูลที่ประจักษ์เสียก่อนเท่านั้น

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018