Mill onutilitarianism ประโยชน์นิยมของมิล

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

สจ๊วต มิล (John Stuart Mill (1806-1873) เป็นชาวอังกฤษ ศิษย์ของเบนเธิม (Jeremy Bentham 1748-1831) เห็นว่ารตินิยมของเบนเธิมสอนให้คนเห็นแก่ตัวเกินไป สังคมจะยุ่งเหยิงถ้าทุกคนมุ่งแต่ความพึงพอใจส่วนตัวเป็นเกณฑ์ ไม่มีใครจะยอมเสียสละหากไม่เห็นว่าจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า ความเสียสละเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของสังคม มิลเห็นอยู่ตำตาในยุคตื่นตัวทางอุตสาหกรรมในอังกฤษสมัยของท่านว่า การมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัวของคนบางคนที่มีอิทธิพลในสังคม ทำให้คนจนเดือดร้อนเป็นอันมาก คนจนจำนวนมากกว่าก็จริง แต่ก็ไม่มีอิทธิพลพอที่จะทำให้คนรวยจำนวนน้อยเกรงกลัว มิลจึงรู้สึกว่าจำเป็นจะต้องแก้ไขความคิดของเบนเธิม โดยรักษาจิตตารมณ์ปรัชญาแห่งยุคไว้ ดังจะเห็นต่อไปนี้

มิลเริ่มโดยให้ข้อสังเกตว่า นักปราชญ์พยายามคิดหาพื้นฐานของศีลธรรม (foundation of morality) มากว่าสองพันปีแล้วก็ยังลงเอยกันไม่ได้ แต่ก็น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าพื้นฐานของศีลธรรมเท่าที่นักปราชญ์ช่วยเสนอกันมาตามระยะเวลาต่าง ๆ กันนั้น พิจารณาดูให้ซึ้งแล้วก็เห็นว่าเป็นผลลัพภ์ของวัฒนธรรมของแต่ละสมัยนั่นเอง “All experience shows that moral feelings are eminently artificial, and the product of culture” (ประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าความรู้สึกทางศีลธรรมหรือรู้สึกว่าอะไรดี-ชั่วเป็นความรู้สึกผิวเผินไร้พื้นฐาน จะพูดไปแล้วก็เป็นผลิตผลของวัฒนธรรมยุคนั้น ๆ นั่นเอง) คือหมายความว่ายุคไหนสมัยใดคนมีวัฒนธรรม (culture) ในระดับใด ทำนองไหน หลักเกณฑ์ศีลธรรมก็เป็นเสมือนแสงสะท้อนความต้องการของคนในวัฒนธรรมนั้น ๆ

ที่กล่าวเช่นนี้ มิลต้องการสรุปว่า สมัยของท่านเป็นสมัยตื่นตัวทางอุตสาหกรรม จิตใจของคนมุ่งแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า คำถามที่ติดปากคนยุคนั้นก็คือ “Of what use it is” (มันมีประโยชน์อะไร) หลักจริยธรรมในยุคนั้นจึงควรคล้อยตามความรู้สึกนึกคิดของวัฒนธรรมแบบอุตสาหกรรม คือ อะไรจะดีหรือไม่ก็อยู่ที่จะตอบคำถามได้ว่า “มีประโยชน์อะไร” จริยธรรมของมิลจึงได้ชื่อว่า ประโยชน์นิยมเช่นกัน
ปรัชญาที่นิยมกันในสมัยอุตสาหกรรมก็คือ ประสบการณ์นิยม (empiricism) มิลจึงแถลงว่า “I do not found the Morality of Actions upon anybody’s opinion or feeling of them. I found it upon facts” (ข้าพเจ้าไม่ตั้งรากฐานของจริยธรรมบนความคิดเห็นหรือความรู้สึกของใครทั้งนั้น ข้าพเจ้าขอตั้งไว้บน ข้อเท็จจริง หรือประสบการณ์)

ข้อเท็จจริงนี้คืออะไร มิลอ้างประสบการณ์ที่ยอมรับกันอยู่เต็มอกว่า “All action is for the the sake of some end” (การกระทำทั้งหลายย่อมมีจุดหมายของตน) จุดหมายของการกระทำทั้งหลายของมนุษย์เราก็คือ ได้มาซึ่งความพึงพอใจ (pleasure)มากที่สุดและพยายามหลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมาน (pain)ให้ได้มากที่สุด ดังสูตรที่ทุกคนพอใจว่า The greatest happiness of the greatest number (ความสุขมากที่สุดของคนจำนวนมากที่สุด)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018