mirandola

Mirandola, Conte Giovanni Pico della เคานต์โยวานนี ปีโคแห่งมิรานโดลา

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

Conte Giovanni Pico della Mirandola เคานต์โยวานนี ปีโคแห่งมิรานโดลา ( 1463-1494) เกิด ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1463 เป็นบุตรชายของเจ้านครรัฐคอนคอร์เดีย (Concordia) ทางภาคเหนือของอิตาลี บิดานามว่าฟรันเชสโคที่ 1 แห่งมิรานโดลา เนื่องจากไม่ใช่บุตรหัวปี ไม่มีสิทธิเป็นเจ้านคร จึงหันมาเอาดีทางการศึกษา ชอบหาความรู้ทุกอย่าง

อายุ 14 ปี (ค.ศ.1477) เข้าเรียนกฎหมายในมหาวิทยาลัยโบโลญา 2 ปีต่อมาเรียนวรรณคดีและปรัชญาในคณะมนุษยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแฟร์รารา ได้รู้จักกับซาโวนาโรลา (Savonarola) นักพรตคณะโดมีนิเคิน และมีศรัทธาต่อเจตนาปฏิรูปศาสนาและสังคมของท่านผู้นี้มาก ปีต่อมาเรียนลัทธิแอเริสทาเทิลที่มหาวิทยาลัยแห่งปาดัว ในขณะเดียวกันก็เรียนปรัชญาอาหรับและปรัชญายิวจากอาจารย์เชื้อสายยิว นามว่า เอเลียแห่งเมดีโก (Elia del Medigo) ซึ่งเปิดสำนักส่วนตัวสอนที่ปาดัว อายุ 19 ปี เรียนภาษากรีกและปรัชญากรีกที่มหาวทิยาลัยแห่งปาเวีย เริ่มติดต่อทางจดหมายกับสำนักเพลโทว์แห่งฟลอเรนซ์ สนใจงานเขียนของฟิชีโนเป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็ฝึกฝนแต่งกวีนิพนธ์ด้วย แสดงความรู้สึกปลงอนิจจังกับโลกียสุข อายุ 20 ปี ตกลงใจไม่ยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินและสิทธิ์ในนครรัฐของตน เพื่อเป็นการตอบแทนพี่ชายที่ยอมให้ค่าเลี้ยงดู 1/3 ของค่าเช่าที่ดิน ซึ่งปีโคก็พอใจอย่างยิ่งที่จะได้แสวงหาความรู้ต่อไปได้อย่างไม่ต้องกังวลใจในเรื่องค่าใช้จ่ายและการหาเลี้ยงชีพ

ปีต่อมา (ค.ศ.1484) ย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่ฟลอเรนซ์ ผูกมิตรกับเจ้านครรัฐแห่งฟลอเรนซ์ขณะนั้นนามว่าโลเรนโซแห่งเมดิชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับฟิชีโนผู้อำนวยการสำนักเพลโทว์ กับโปลีสิอาโน (Poliziano) กวีนักมนุษยนิยม และกับนักมนุษยนิยมอื่น ๆ ในนครฟลอเรนซ์ ซึ่งขณะนั้นหลงใหลภาษาละตินสำนวนซีเสอโรวกันอย่างยิ่ง แต่ก็ยังไม่รู้สึกพอใจกับความรู้ของตน ปีค.ศ.1485 เมื่ออายุได้ 22 ปีก็ไปเรียนเทววิทยาที่มหาวิทยาลัยปารีส รู้สึกพอใจ ยกย่องอไควเนิสว่าเป็น “ความรุ่งโรจน์ของเทววิทยา”(Splendor Theologiae = the Splendor of Theology) ตั้งใจจะกลับไปเขียนความคิดของตนในอิตาลี

ปีต่อมา ค.ศ.1486 ไปอยู่อาเรซโซ (Arezzo) เกิดหลงใหลเจ้าสาวของหนุ่มตระกูลเมดิชิที่นั่นเข้า คิดสั้นถึงขั้นฉุดคร่า จึงถูกตามล่าและถูกสั่งสอนได้รับบาดเจ็บ โลเรนโซแห่งเมดิชิขอชีวิตไว้จึงรอดตาย หลบหนีไปเปรูยา (Perugia) ปลงตก ตั้งหน้าหาความรู้อย่างมุมานะ พบอาจารย์เอเลีย (Elia) ชาวยิวคนเดิม ฝากตัวเป็นศิษย์อย่างเต็มที่ ทั้งเรียนทั้งฝึกฝนสมาธิจนเข้าฌานได้ เอาประสบการณ์มาเขียนเป็นหนังสือ ว่าด้วยภวันต์กับเอกะ (ลต.De Ente et Uno = On the Being and the One)

ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนภาษาตะวันออกโบราณ ทั้งฮีบรู อาหรับ และแคลเดีย จากอาจารย์ฟลาวีโอ มีธรีดาเต (Flavio Mithridate) สนใจเรียนจนอ่านคัมภีร์โบราณและตำราไสยศาสตร์เป็นภาษาเหล่านี้ได้ เป็นเหตุให้ปีโคนำเอาไสยศาสตร์เข้ามารวมกับศาสนาและปรัชญา ขบคิดจนเข้าใจเป็นระบบเดียวกัน โดยยึดเอาคำสอนของพระเยซูเป็นหลัก และสรุปว่าจะเป็นทางนำไปสู่สันติภาพถาวร เป็นผู้รอบรู้และปฏิบัติตนอย่างจริงจัง อุเบกขา ปลงตก วางเฉยต่อทุกสิ่ง

ปีค.ศ.1486 อายุ 23 ปี ไปอยู่ที่กรุงโรม เผยแพร่หนังสือ หัวข้อสรุปปรัชญา ไสยศาสตร์ และเทววิทยา (Conclusiones Philosophicae, Cabalisticae et Theologicae = Conclusions of Philosophy, Cabalistics and Theology) ซึ่งมีด้วยกัน 900 ข้อ หวังจะแสดงว่าคริสตศาสนาเป็นศูนย์รวมของความรู้ทุกอย่างของมนุษย์

ปีต่อมาตั้งใจจะเชิญนักปราชญ์ที่สนใจไปถกปัญหา 900 ข้อในหนังสือเล่มนั้นอย่างเสรีในกรุงโรม แต่สันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 8 (Innocent VIII) ไม่ทรงยินยอมให้มีการสัมมนาดังกล่าว เพราะทรงกลัวว่าจะเป็นช่องทางให้เกิดการแตกร้าวกันใหญ่โตต่อไป

ยิ่งกว่านั้นสำนักสันตะปาปาตั้งประเด็นสงสัย 13 ข้อ เมื่อปีโคตอบโต้อย่างก้าวร้าวไม่เกรงกลัว ทำให้ถูกประณามทั้ง 900 ข้อ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 1487 จึงรีบหนีภัยไปฝรั่งเศส แต่ก็ถูกจับที่ลีองส์

กษัตริย์ชาลส์ที่ 8 ปล่อยตัวและขับไล่ออกจากประเทศฝรั่งเศส จึงหนีมาพึ่งเจ้านครโลเรนโซแห่งฟลอเรนซ์ ตั้งหน้าบำเพ็ญภาวนา และพยายามแสวงหาความสอดคล้องระหว่างความคิดของเพลโทว์กับแอเริสทาเทิล ได้หนังสือ ว่าด้วยความกลมกลืนระหว่างเพลโทว์กับแอเริสทาเทิล (ลต. De Concordia Platonis et Aristotelis= On the Harmony between Plato and Aristotle)

ปี 1493 ได้รับการปลดเปลื้องจากข้อกล่าวหา จึงสมัครเข้าถือพรตในคณะโดมีนิเคิน และปฏิบัติฌานอย่างจริงจัง ถึงแก่มรณภาพในปีต่อมา ก่อนมรณภาพได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินของตนทั้งหมดให้โรงพยาบาลซันตามารีอา เขียนหนังสือเล่มสุดท้ายชื่อ ถกปัญหาโหราศาสตร์(ลต.Disputationes in Astrologiam = Disputations in Astrology) ให้ข้อคิดว่าเราอาจจะรู้กฎของดวงดาวได้ด้วยการสังเกต นับเป็นจุดริเริ่มที่จะให้เกิดขบวนการธรรมชาตินิยมต่อไป นับว่าปีโคแห่งมีรานโดลาเกิดมาเพื่อแสวงหาความรู้จริง ๆ มีอายุเพียง 31 ปีก็ได้ผ่านการศึกษาเกือบจะรอบด้านของสมัยนั้น ทั้ง ๆ ที่ฐานะของท่านอาจจะบันดาลความสุขทางโลกียะให้แก่ผู้แสวงหาได้อย่างสบาย แต่ท่านกลับมุ่งแสวงหาความสุขทางปัญญาและทางใจ ต้องนับว่าเป็นบุคคลที่น่าสรรเสริญคนหนึ่ง

เนื่องจากปีโคมีโอกาสได้เรียนรู้ปรัชญาหลายแบบ และมีความโน้มเอียงทางประนีประนอม จึงมีปัญหาว่าจะเข้าใจปรัชญาระบบต่าง ๆ ให้สอดคล้องกันทั้งหมดได้อย่างไร รวมทั้งสอดคล้องกับคัมภีร์ไบเบิลด้วย ท่านเองเชื่อเป็นมูลบทอยู่ตลอดเวลาว่าความคิดของนักปราชญ์ต่าง ๆ อยู่ในระบบเดียวกัน ความขัดแย้งเกิดจากการเข้าใจอย่างผิวเผิน หากตรึกตรองให้ลึกซึ้งจริง ๆ จะพบว่าสอดคล้องกันยิ่งกว่าจะขัดแย้งกัน แม้แต่ไสยศาสตร์ท่านก็มองเห็นว่ามีปรัชญาลึกซึ้งแฝงอยู่ในนั้น ดังที่ท่านวิเคราะห์ในหนังสือ ถกปัญหาโหราศาสตร์

ท่านเชื่อด้วยว่าการมองรวมระบบเช่นนี้จะช่วยยกย่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ดีกว่าการแตกแยกและโต้แย้งกัน ดังปรากฏในหนังสือ ปาฐกถกาเก๋ไก๋ที่สุดว่าด้วยศักดิ์ศรีของมนุษย์ (ลต. De Hominis Dignitate Oratio Elegantissima= The Most Elegant Discourse on the Dignity of Man) โดยชี้แจงว่าเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นมิได้มีสาเหตุมาจากการโคจรของดวงดาวเพียงอย่างเดียว แต่ทว่ามีสาเหตุส่วนมากมาจากเหตุการณ์ในโลกนี้เอง ดังนั้นโหราศาสตร์จึงไม่อาจทำนายเหตุการณ์ได้อย่างน่าเชื่อ และไม่อาจจะกำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ได้

ปีโคเป็นนักประนีประนอมที่น่าพิศวงในสมัยที่นักปราชญ์มีทิฐิ ปีโคยกย่องทุกฝ่ายว่ามีส่วนดี แม้จะไม่เห็นด้วยกับโหราศาสตร์ในการเดาเหตุการณ์ แต่ก็ยกย่องโหราศาสตร์ในแง่สร้างความเชื่อถือว่าเอกภพมีกฎเกณฑ์เป็นระบบแน่นแฟ้น แม้จะยกย่องสำนักเพลโทว์แต่ก็ชมเชยแอเริสทาเทิลว่าเสริมความคิดของเพลโทว์อย่างดียิ่ง ชมเชยอไควเนิสว่าเป็น “ความรุ่งโรจน์แห่งเทววิทยาของเรา”

ปีโคเป็นนักมนุษยนิยมแบบคริสต์ (Christian humanism) และเป็นผู้นำหน้าลัทธิธรรมชาตินิยมในเวลาต่อมา ส่วนการถือพรตนั้นท่านยึดแนวทางของซาโนวาโรลา คือ หวังใช้ฌานเพื่อเข้าถึงกฎของเอกภพและความเป็นจริงทั้งหลาย

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018