modern ethic จริยธรรมนวยุค

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปรัชญาจริยะกระบวนทรรศน์นวยุค ปัญหาใหม่เกิดขึ้นในปรัชญาจริยะว่า จะใช้อะไรเป็นหลัการสำหรับให้มนุษย์อยู่รวมกันในสังคมด้วยสันติ โดยไม่คำนึงว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่มีคำตอบที่สำคัญ 4 แนว คือ

1. ใช้ความสำนึกในหน้าที่ จากประสบการณ์มนุษย์มีความสำนึกในหน้าที่ด้วยกันทุกคนในรูปของมโนธรรม ถ้าหาวิธีส่งเสริมให้ปฏิบัติกันอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสันสังคมจะสงบสุข คานท์ (Immanuel Kant, 1724-1804) เป็นผู้ริเริ่มจริยธรรมแบบหน้าที่นิยม (deontologism) คานน์ ถือว่าทุกคนมีจิตสำนึกได้ว่า “หน้าที่จะต้องทำ” คือ รู้ว่าอะไรเป็นหน้าที่ก็จะรู้สึกถูกบังคับให้ต้องทำตาม ระวังอย่างฝืนอันจะทำให้มโนธรรมดังกล่าวค่อย ๆ ชินชาจนหายไปในที่สุด

2. ใช้ประโยชน์ส่วนตัว ฝ่ายนี้เห็นว่าการใช้ความสำนึกในหน้าที่นั้นใช้ได้เฉพาะตัวเท่านั้นในสังคมไม่ได้ผล เพราะใคร ๆ ก็อาจจะอ้างได้ว่าทำเพราะสำนึกในหน้าที่ แต่ปากกับใจอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ จึงควรใช้หลักการที่ตรงกับความต้องการของมนุษย์และควบคุมได้ นั้นคือประโยชน์ส่วนตัว มนุษย์ทุกคนต้องการประโยชน์ส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น ผู้รับผิดชอบในสังคมควรอบรมส่งเสริมให้ทุกคนมุ่งกอบโกยหาประโยชน์ใส่ตนตามทรรศนะของตนให้เต็มที่ เช่น นักบวชและผู้มีศรัทธาก็ให้มุ่งกอบโกยบุญกุศล พ่อค้ามุ่งหาผลกำไร ทหารมุ่งได้ยศได้ตำแหน่ง นักการศาสนามุ่งหาความนิยมให้ศาสนาของตน ฯลฯ แต่ในเวลาเดียวกันก็ออกกฎหมายควบคุมมิให้ก้าวก่ายผลประโยชน์ของกันและกันอย่างเคร่งครัด ใครฝ่าฝืนก็จะลงโทษหนัก ๆ ไว้ เพื่อขู่ขวัญผู้คิดจะฝ่าฝืนรายต่อไป ถ้าทำได้อย่างนี้ทุกคนจะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข หลักการนี้ใช้ได้กับทุกศาสนาและทุกลัทธิ ผู้ริเริ่มความคิดนี้ ได้แก่ เบนเธิม (Bentham, 1748-1832) ได้ชื่อลัทธิว่าประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่า ผู้รับผิดชอบต้องบริหารให้สังคมได้ความสุขมากที่สุดให้แก่ประชาชนจำนวนมากที่สุด (Greatest happiness of the greatest number) โดยกระตุ้นให้ทุกคนทำงานอย่างแข็งขันที่สุด เช่น เสนอคติพจน์ว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

3. ใช้ประโยชน์ส่วนรวมฝ่ายนี้เห็นว่าการสนับสนุนให้ทำการเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนั้น ไม่สมศักดิ์ศรีของมนุษย์เลย ยิ่งกว่านั้นจะออกกฎหมายให้รัดกุมสักปานใด กฎหมายก็ยังมีช่องโหว่ให้คนฉลาดเอาเปรียบคนโง่อยู่จนได้ จึงขอเปลี่ยนหลักการให้ผู้รับผิดชอบในสังคมส่งเสริมให้ทุกคนมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนรวม เมื่อทำเช่นนี้กันอย่างจริงจังทั่วหน้า ประโยชน์ส่วนตัวจะตามมาเองและทุกคนจะอยู่รวมกันในสังคมด้วยความร่มเย็น ผู้ริเริ่มความคิดนี้ได้แก่ สจ๊วต มิล (Stuart mill, 1806-1873) ลัทธินี้ได้ชื่อว่า ประโยชน์นิยมเช่นกัน แต่เรียกว่าประโยชน์ส่วนรวมนิยม (altruistic Utilitarianism) และของเบนธัมได้ชื่อว่าประโยชน์ส่วนตัวนิยม (egoistic utilitarianism)

4. ใช้ประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ฝ่ายนี้เห็นว่าหลักการของมิลสมศักดิ์ศรีของมนุษย์ดีอยู่แต่จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อสมาชิกในสังคมมุ่งหาประโยชน์ส่วนรวมกันจริง ๆ ทุกคนโดยไม่มีการยกเว้น ถ้ามีใครสักคนอ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่ใจจริงมุ่งกรอบโกยหาผลประโยชน์ส่วนตัว ในไม่ช้าก็จะเกิดความไม่ไว้วางใจกันขึ้น และทุกคนก็จะมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัวกันเป็นการใหญ่ หลักการที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของมนุษย์อย่างที่สุดก็คือ ให้แต่ละท้องถิ่นถือเอาประเพณีของตัวเองเป็นหลัก เพราะประเพณีย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ประเพณียิ่งเก่าแก่ยิ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงควรรักษาไว้คู่บ้านคู่เมือง ผู้ย้ายมาจากถิ่นอื่นก็ควรทิ้งประเพณีของถิ่นเดิม และยอมรับประเพณีของถิ่นใหม่ ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขในสังคม ผู้ริเริ่มความคิดนี้ได้แก่ เวสเทอร์มาร์ค (Westermarck, 1862-1939) และลัทธินี้ได้เชื่อว่าสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรม (Cultural Relativism) ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามที่จะรื้อฟื้นระยะประเพณีขึ้นมาใช้ใหม่นั่นเอง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018