multiculturalism พหุวัฒนธรรมนิยม

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮันทิงทันชี้ให้เห็นว่ามีชาวอเมริกันจำนวนมากหวังจะแก้ปัญหาปะทะกันในอนาคตด้วยวิธีการสุดขั้ว 2 วิธีคือ ทำโลกให้เป็นอเมริกา หรือทำอเมริกาให้เป็นโลก ฮันทิงทันเห็นว่าเป็นความฝันเฟื่องที่ผิดและไม่มีทางจะเป็นไปได้ วิธีแรกจะถูกต่อต้านจากคนทั้งโลก อารยธรรมอื่นๆ ทั้งหมดจะรวมหัวกันต่อต้านอารยธรรมอเมริกัน ส่วนวิธีที่ 2 ก็จะล้มเหลวเพราะชาวอเมริกันก็ต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนอย่างช่วยไม่ได้ ทางสายกลางน่าจะเป็นแนวทางที่ทุกคนหรืออย่างน้อยก็คนส่วนมากจะยอมรับได้ โดยต้องการเวลาต้องการพลังปัญญาค้นคว้าวิจัย ต้องการปัจจัยเผยแพร่และต้องการผู้มีน้ำใจเสียสละดำเนินการ “ความปลอดภัยของโลกเรียกร้องให้ทั่วโลกยอมรับพหุอารยธรรม”

พหุอารยธรรม (multiculturality) หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าทั่วโลกจะต้องมีหลากอารยธรรม แต่ละอารยธรรมจะต้องมีเอกลักษณ์ของตนอันจะละเมิดมิได้ แต่ทว่าแต่ละอารยธรรมนอกจากจะมีศรัทธาในคุณค่าของอารยธรรมของตนแล้ว ต้องยอมรับว่าอารยธรรมอื่นมีคุณค่าสำหรับคนอื่น แม้ตนเองจะไม่มีศรัทธาก็ตาม และจะต้องเคารพศรัทธาของกันและกัน นั่นคือทุกฝ่ายต้องยอมเลิกคิดว่าอารยธรรมของตนแต่อารยธรรมเดียวเท่านั้นมีความจริง มีคุณค่า เป็นอารยธรรมสากลที่มนุษย์ทุกคนทั่วโลกจะต้องยอมรับและมีศรัทธา “ในโลกแห่งพหุอารยธรรมนั้นวิธีที่จะทำได้สำเร็จก็ต้องเลิกเชื่อว่ามีอารยธรรมสากลเพียงอารยธรรมเดียวในโลก แต่ต้องตอบรับความหลากหลายและแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน”

ปัญหาที่ว่ามานี้ก็คือ “วัฒนธรรมเป็นเรื่องสัมพันธ์ แต่ศีลธรรมเป็นเรื่องสัมบูรณ์” ประโยคนี้มิใช่ว่าสักแต่แถลงออกไป พร้อมกับคำขู่ว่าถ้าไม่เชื่อจะเดือดร้อน แล้วทุกคนจะยอมเชื่อทันที เรื่องคงไม่ง่ายเช่นนั้น
ประเด็นนี้เป็นปัญหาใหญ่มาตั้งแต่สมัยชาวซาฟิสท์แล้วที่อ้างว่า ได้สำรวจดูอารยธรรมต่าง ๆ สมัยนั้น พบว่ามีมาตรการศีลธรรมต่าง ๆ กัน จนไม่อาจจะตัดสินได้ว่าของใครดีกว่าของใครจึงควรเชื่อว่าศีลธรรมเป็นเรื่องสัมพัทธ์ ใครว่าดีก็ดีสำหรับคน ๆ นั้น คนอื่นไม่เกี่ยว ซาเครอทิสเป็นคนแรกที่เห็นว่าหากเชื่อตามชาวซาฟิสท์เช่นนั้น ผู้คนจะเอารัดเอาเปรียบกันอย่างไม่มีใครจะคุมสถานการณ์ได้ เพราะบาปบุญคุณโทษไม่เหลือให้เห็นเป็นที่พึ่งได้อีกแล้ว จึงต้องหาวิธียืนยันว่ามีศีลธรรมที่เป็นเรื่องสัมบูรณ์ ตอนนี้แหละที่ต่างคนต่างเชื่อว่าที่ตนยกย่องและรู้สึกว่ามีเหตุผลดีนั้นแหละคือศีลธรรมสัมบูรณ์ ความแตกแยกแบ่งขั้วและแข่งขันก็จะตามมา นั่นคือความเป็นมาของความคิดแบบวจนศูนย์ทั้งหลายที่สร้างปัญหาน่าเป็นห่วงอยู่ทั่วโลกทุกวันนี้ กลายเป็นปัญหา 2 แง่ขึ้นมาว่า ถ้าเชื่อว่าศีลธรรมเป็นเรื่องสัมบูรณ์ผลลัพธ์ที่ตามมา ก็คือการยึดมั่นถือมั่น ถ้าเชื่อว่าศีลธรรมเป็นเรื่องสัมพัทธ์ก็หมดคุณค่า คนจะไร้หลักยึดเหนี่ยว ทำอย่างไรจึงจะหาทางสายกลางให้หลักศีลธรรมเป็นทั้งสัมบูรณ์และสัมพัทธ์ในเวลาเดียวกัน จะได้เป็นหลักยึดเหนี่ยวที่ไม่ยึดติดสำหรับคนทั่วไปได้ทั่วโลก
วิทเกินชทายน์กับการแก้ปัญหาด้วยพหุวัฒนธรรม

การแก้ปัญหาของมนุษยชาติ มีหลักการสำคัญที่พึงเสนอให้ชาวโลกรับรู้ โดยไม่กระทบกระเทือนต่อคุณค่าใด ๆ ในวัฒนธรรมใดของโลกเลย นอกจากจะช่วยแก้ไขความเชื่อที่ผิดและมีอันตรายต่อคนทั้งโลกที่ว่า “วัฒนธรรมของพวกเราเท่านั้นที่มีคุณค่า วัฒนธรรมอื่น ๆ เป็นความงมงายโดยสิ้นเชิง” หลักการจากปรัชญาของวิทเกินชทายน์ที่ช่วยสร้างบรรยากาศพหุวัฒนธรรมพอจะสรุปได้ว่า

1. ทฤษฎีภาพ (Picture Theory) ภาษาเป็นเพียงภาพ (รูปวาด) ของความเป็นจริง ไม่ใช่รูปถ่ายแทนความเป็นจริงได้อย่างสมบูรณ์ เราใช้ภาษาสื่อความรู้ของเรา ซึ่งเป็นเพียงเงาของความเป็นจริง (ดู TractatusPhilosophicus)
2. ไวยากรณ์ของความคิด (Grammar of Concept)คนเราแต่ละคนมีกรอบและระเบียบความคิดของตน ซึ่งส่วนหนึ่งติดตัวมาเป็นสมบัติตั้งแต่เกิด และอีกส่วนหนึ่งรับจากสังคมที่ตนสังกัด ทั้ง 2 อย่างรวมกันเป็นแบบชีวิต (from of life) อันจะกำหนดเกมภาษาเมื่อต้องใช้ภาษา (ดู Postmodernism)
3. เกมภาษา(language Game) การใช้ภาษาแต่ละครั้งมีกติกาเฉพาะ ทำให้ผู้สื่อและผู้รับสื่อเข้าใจตรงกันเป็นส่วนมากเมื่อเล่นเกมเดียวกัน แต่ถ้าเล่นกันคนละเกมจะเข้าใจผิดเพี้ยนไปเป็นส่วนมาก (ดู language game)
4. ความหมายอยู่ที่การใช้ (Meaning in Use) คำและข้อความในภาษาไม่มีความหมายลอย ๆ การเข้าใจความหมายแต่ละครั้งย่อมขึ้นกับว่าใช้ในสถานการณ์ใด (ดู hermeneutics)
5. การยกความรู้ขึ้นเป็นเกณฑ์สากล (Sublimation of Knowledge) ความรู้มาจากการเข้าใจความหมายของภาษาที่ใช้เพื่อความสะดวกในการจดจำและสื่อความหมาย จึงนิยมยกขึ้นเป็นเกณฑ์สากล และเมื่อหลายเกณฑ์รวมกันก็มีแนวโน้มที่จะเป็นระบบเครือข่าย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการช่วยจดจำและช่วยอธิบายชี้แจง แต่แล้วก็มักจะเชื่อว่าตรงกับความเป็นจริงเหมือนรูปถ่าย แทนที่จะรับรู้ว่าเป็นภาพของความเป็นจริง (ดู analytic philosophy)

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018