myth, meaning of ความหมายของ ปรัมปรา

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

“นวยุคนิยมพยายามปฏิเสธคุณค่าของเรื่องปรัมปรา (myth) ทั้งหลายและตีแผ่เรื่องปรัมปราออกมาเป็นข้อเท็จจริงและใช้กฎเหตุผลเข้าตีความ”
การตีความแบบนวยุคนิยมดังกล่าวนำไปสู่การไม่ยอมรับความหมายและคุณค่าที่แฝงมากับเรื่องปรัมปรา ซึ่งเหตุผลและภาษาอุดมการณ์ไม่อาจเข้าถึงได้ โดยอ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ ไร้สาระและสร้างความงมงายเพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ไร้เหตุผลและไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้พลาดจากคุณค่าและความหมายต่าง ๆ ที่อาจมีประโยชน์ในมิติอื่น ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

เรื่องปรัมปรา (Myth) คือเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพและมนุษย์ที่มีบทบาทตามพลังของธรรมชาติ หรือเกี่ยวกับต้นกำเนิดของความเชื่อถือและประเพณีทางศาสนาหรือทางสังคม กระบวนการสร้างเรื่องปรัมปรา (Mythologization) นั้นเกิดจากมีนักปราชญ์ที่เข้าใจกฎเกณฑ์และความเป็นไปของธรรมชาติได้มากกว่าระดับไสยศาสตร์ (Magic) แต่ภาษายังพัฒนาไม่ทันความต้องการทางวิชาการจึงพยายามหาทางออกโดยสอนด้วยสัญลักษณ์ ให้เข้าใจว่าในธรรมชาติมีพลังหลายอย่าง ต่างก็มีกฎเกณฑ์ของตน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ จับใจ จำได้ และน่าเชื่อ โดยเล่าต่อ ๆ กันมา และถูกบันทึกไว้โดยผู้ศรัทธา พบว่าในทุกศาสนานั้นจะมีเรื่องลึกลับ ปาฏิหาริย์ ที่ไม่สามารถมีประสบการณ์ตรงอยู่เสมอ จึงต้องนำเสนอเป็นเรื่องปรัมปรา (Myth) ไว้เพื่อให้ศาสนิกมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในศาสนาของตน มีคุณค่าของความหมายมากมายที่แฝงมากับเรื่องปรัมปรา(Myth) ที่ไม่ควรปฏิเสธและมองข้าม ไม่ว่าจะเป็น คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรม คุณค่าทางประวัติศาสตร์ คุณค่าทางวรรณคดี คุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าทางอภิปรัชญา ฯลฯ ที่ส่งผ่านมาทางเรื่องปรัมปรา และรอการตีความหมาย มนุษย์สามารถตีความหมายเรื่องปรัมปรา (Myth) ได้แตกต่างกัน 5 นัย ดังนี้

1. ตีความตามตัวอักษรหรือโดยพยัญชนะ (Literal Interpretation) คือ เข้าใจตามที่ภาษาสื่อตรง ๆ
2. ตีความโดยสัญลักษณ์ (Symbolical Interpretation) คือ เข้าใจว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรื่องเล่าปรัมปรากล่าวถึงนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความเป็นจริงที่ต้องการสอนเท่านั้น
3. ตีความโดยอรรถ (Idiomatic Interpretation) คือ ตีความตามสำนวนภาษาที่ใช้ ที่จะต้องพิจารณาเป็นสำนวนๆ ไป เพราะเรื่องเล่ามักใช้สำนวนโวหารเป็นช่วง ๆ เพื่อไม่ให้น่าเบื่อ บางครั้งตั้งใจเปรียบเทียบ บางครั้งตั้งใจเกินจริง บางครั้งตั้งใจบอกตรง ๆ ตามตัวอักษร เป็นต้น
4. ตีความตามที่พิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล (Rational Interpretation) ถือว่าเหตุผลและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์เป็นเกณฑ์กำหนดว่าอะไรควรเชื่อ และไม่ควรเชื่อ ทำให้ความหมายถูกตีกรอบอยู่ในระบบเฉพาะที่กำหนดขึ้นเท่านั้น
5. ตีความด้วยวิจารณญาณ (Critical Interpretation) คือการฝึกสมองให้มีวิจารณญาณทั้งเชิงวิเคราะห์ ประเมินค่า เปรียบเทียบ แสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ประมวลขึ้นเป็นข้อเสนอแนะสังคม โดยไม่ปฏิเสธวิธีการใดเลยที่กล่าวมาข้างต้น ทั้ง 5 วิธี หากแต่ต้องเลือกใช้ตามบริบทของแต่ละตอนแต่ละเรื่องเท่านั้นเอง

วิธีที่ 5 จึงเป็นวิธีที่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ได้กว้างขวางที่สุด เพราะยอมรับในทุกกรอบการตีความว่ามีความสำคัญด้วยกันมากน้อยแล้วแต่ปริมาณและคุณภาพของความรู้ของแต่ละคนซึ่งไม่คงที่ตายตัว แต่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยไปได้ด้วยการแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้แก่กัน โดยไม่ยึดมั่นแต่ในกรอบความรู้ของตน

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018