naturalism ธรรมชาตินิยม

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฝ่ายประสบการณ์นิยม และบรรดาผู้ทดสอบความรู้ด้วยประสบการณ์เพื่อประเมินค่าการเปลี่ยนแปลงโดยตรง พากันต่อต้านระบบปรัชญาของแอเริสทาเทิลประปรายมาตั้งแต่ปลายยุคกลาง และต่อต้านอย่างเป็นล่ำเป็นสันตั้งแต่สมัยฟื้นฟูเป็นต้นมา รวมทั้งต่อต้านเดการ์ตและนักเหตุผลนิยมทั้งหลายด้วย เพราะเห็นว่าเป็นพวกสืบต่อเจตนาของแอเริสทาเทิล จึงถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องกอบกู้อิสระภาพของวิทยาศาสตร์ จากอิทธิพลของอภิปรัชญาให้เด็ดขาด ผลก็คือ วิทยาศาสตร์แยกตัวเป็นวิชาอิสระในช่วงนั้น

ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์ในการสร้างเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ซึ่งสร้างอำนาจให้กับผู้รู้วิทยาศาสตร์หรือรู้จักใช้ผู้รู้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ เพราะมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ จึงเชื่อตามที่เบเคิน(Francis Bacon 1561-1626) ประเมินไว้ว่า “ความรู้ (วิทยาศาสตร์) คือ พลัง” รู้สึกกันมากขึ้นตามลำดับว่า ปรัชญา (ตามระบบเครือข่ายของแอเริสทาเทิล) ได้ปิดกั้นความเจริญทางด้วยวิทยาศาสตร์มานาน และเทววิทยา (ที่ใช้ปรัชญาของแอเริสทาเทิลเป็นเครื่องมือ) เป็นป้อมปราการอันตรายต่อวิทยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งจึงพยายามสร้างระบบเครือข่ายวิทยาศาสตร์ให้แข็งแกร่งทรงพลัง และยกย่องให้เป็นปรีชาญาณอันเป็นเป้าหมายสูงสุดแห่งการแสวงหาของมนุษย์แทนปรัชญาและศาสนา ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะเชื่อกันว่าเป็นวิธีหาความรู้ที่ทรงพลังและให้ความรู้ที่ทรงพลัง (Knowledge is power- Francis Bacon) บางคนคิดว่าถ้ายังถือคติเดิมว่าความรู้ คือ คุณธรรม (Virtue is Knowledge. – Socrates) ต่อไป ก็น่ากลัวว่าจะเอาตัวไม่รอด แต่หากใช้คติ “ความรู้คู่ความดี” โดยเข้าใจความรู้ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์และแทรกความดีเข้าไปตามแต่โอกาสจะอำนวย ก็คงจะพอไปได้รอด จึงมีนักปรัชญากลุ่มหนึ่งที่พยายามใช้วิธีการวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างจริยธรรมตามธรรมชาติ (natural ethics หรือ pragmatic ethics) ขึ้น แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าวิบัติทางธรรมชาตินิยม (naturalistic fallacy) คือ พยายามทำจริยศาสตร์ให้เป็นธรรมชาติเหมือนวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องคนละมิติ มีผู้เชี่ยวชาญศาสนาบางคนใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ศึกษาศาสนา ได้ความเข้าใจศาสนาตามธรรมชาติหรือศาสนาปฏิฐานนิยม (positivistic religion) แต่ฝ่ายนักการศาสนากลับมองเห็นว่า เป็นการทำลายศาสนาเสียมากกว่า จึงมีสภาพตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายสนับสนุนระบบเครือข่ายวิทยาศาสตร์ให้เป็นญาณปรัชญาแต่ระบบเดียวของมนุษยชาติ กับฝ่ายที่คิดว่าปรัชญา (ที่มีญาณปรัชญาหลากหลาย) ศาสนา(ที่มีอภิปรัชญารับรู้ความเป็นจริงเหนือวิธีการวิทยาศาสตร์) และศีลธรรม(ที่มีจริยธรรมสอนให้วางเฉยต่อโลกียสุข) ทั้ง 3 เรื่องนี้ จะต้องอยู่ควบคู่กับมนุษย์ตลอดไป เพื่อศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

ความขัดแย้งดังกล่าวจึงกลายเป็นจุดสนใจหลักของนักปรัชญาปัจจุบันซึ่งมีทั้งความพยายามรักษาจุดยืนของตน จึงมีอยู่ 4 เส้าคือ 1) ให้ระบบเครือข่ายวิทยาศาสตร์เป็นปรัชญาของมนุษยชาติ 2) ให้ปรัชญามีเอกลักษณ์แห่งการแสวงหาอย่างเสรีเพื่อชี้แนะความคิดใหม่ ๆ แก่สังคม 3) ให้ศาสนามีสถานภาพเหนือชีวิตในโลกนี้ต่อไป 4) ให้ศีลธรรมมีบทบาทสร้างคนที่สามารถเสียสละผลประโยชน์ในโลกนี้ได้ต่อไป ยังมีเส้าที่ 5 เป็นของแถมเข้ามาคือ เส้าที่ต้องการหาแนวความคิดใหม่ที่สามารถโน้มน้าวทุกฝ่ายให้ยอมรับกันได้บนหลักการเอกภาพในความหลากหลาย (unity in diversity)

สี่เส้าแรกที่มุ่งปกป้องจุดยืนของตนย่อมมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนความเชื่อที่ว่าปรัชญาก้าวหน้าแบบขยาย (extensionalistic progress) ซึ่งอาจจะเรียกได้อีกหลายชื่อ เช่น epistemological monism (เอกนิยมทางญาณปรัชญา) systematism(ระบบเครือข่ายนิยม) logocentrism (วจนศูนย์นิยม) axiomatization (ระบบสัจพจน์) foundationalism (มูลฐานนิยม) เป็นต้น

เส้าที่ห้าพยายามเสนอจุดยืนใหม่เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้ง 4 ฝ่ายข้างต้นมีบทบาทของตนต่อไป โดยเปลี่ยนทัศนคติจากการเอาชนะกันมาเป็นส่งเสริมกัน โดยถือว่าความหลากหลายเป็นความงามและเป็นปัจจัยแห่งการสร้างสรรค์ เส้านี้จะสนับสนุนความเชื่อที่ว่าปรัชญาก้าวหน้าแบบเติบโต การเติบโตต้องมาจากภายใน ทุกสัดส่วนต้องขยายพร้อมกันเพื่อพร้อมที่จะปรับเข้ากับสถานการณ์ใหม่ จึงไม่ได้ขยายออกไปเพียงจากภายนอก ในรูปแบบที่ทุกอย่างภายในยังคงเดินตามระบบเดิม จุดยืนใหม่จึงพยายามเสนอทัศนคติใหม่ วิสัยทัศน์ใหม่และกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนอย่างนี้จะไม่เสียอะไรดี ๆ ที่เคยมีมาก่อน และพยายามที่จะหาวิธีให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์จากกันและกันให้มากที่สุด จุดยืนใหม่นี้จึงมิใช่ทำแบบลวก ๆ สุกเอาเผากิน คือ คลุกเคล้าทุกเส้าเดิมเข้าเป็นเส้าเดียวกันเหมือนกวนผลไม้รวม ซึ่งย่อมจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีความขัดแย้งกันอยู่ เส้าที่ 5 นี้จึงเสนอใหม่ว่าไม่จำเป็นต้องรวม ให้ความขัดแย้งนั้นคงมีอยู่ต่อไป โดยหาวิธีให้ความขัดแย้งเกิดคุณแก่ทุกฝ่ายเท่าที่จะทำได้ หรืออย่างน้อยก็อย่าให้เกิดโทษแก่ฝ่ายใดเลย ทั้งนี้ด้วยวิธีเสวนาแบ่งปันประสบการณ์แก่กัน เส้านี้จึงสนับสนุนความเชื่อว่า ปรัชญาก้าวหน้าแบบเติบโต (intensionalistic progress) ความหลากหลายและความแตกต่างไม่ใช่พลังทำลาย แต่เป็นพลังเสริมกันให้แข็งแกร่งและสวยงาม ซึ่งอาจจะเรียกได้อีกหลายชื่อ เช่น pluralism(พหุนิยม) inclusivism(นานาจิตเมวนิยม) หลังนวยุคนิยม(postmodernism) ปรัชญากระบวนการ (process philosophy) เป็นต้น

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018